หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์

หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์
หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์

ติวสอบ ครูผู้ช่วย

ติวสอบ ครูผู้ช่วย
ติวสอบครูผู้ช่วย

ติวสอบ ผู้บริหารสถานศึกษา

ติวสอบ ผู้บริหารสถานศึกษา
ติวสอบผู้บริหารสถานศึกษา

หนังสือ เตรียมสอบครูผู้ช่วย 40 เอก + ภาค ก-ข-ค

หนังสือ เตรียมสอบครูผู้ช่วย 40 เอก + ภาค ก-ข-ค
หนังสือ เตรียมสอบครูผู้ช่วย 40 เอก + ภาค ก-ข-ค

คลิ๊ก "สมัครพัฒนาความรู้สู่ผู้บริหาร / ครูผู้ช่วย

คลิ๊ก... สมัคร พัฒนาความรู้ สู่ ครูผู้ช่วย
คลิ๊ก... สมัคร พัฒนาความรู้ สู่ ผู้บริหาร

ติวสอบดอทคอม (เตรียมสอบครูผู้ช่วย-ผู้บริหาร-บุคลากร การศึกษา)

ติวสอบดอทคอม (เตรียมสอบครูผู้ช่วย-ผู้บริหาร-บุคลากร การศึกษา)
ติวสอบดอทคอม (เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์ สอบครู ผู้บริหาร บุคลากร)

วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ข้อสอบ พลวัต วันที่ 1 มกราคม 2553

ของวันปีใหม่ 1 มกราคม 2553

-พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ส.ค.ส. แก่ชาวไทย ว่าอย่างไร
ตอบ "มีปัญญารู้คิด ให้มีสติรู้ตัว ตระหนักถึงส่วนรวม เพื่อความสุขของชาติ"
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน ส.ค.ส.ปีใหม่ 2553 แก่ชาวไทยพร้อมพระราชทานพรปีใหม่ ทรงขอบใจประชาชนที่ห่วงใยในพระอาการประชวรและอวยพรให้ชาวไทยมีความสุขกายสุข ใจ ปราศจากทุกข์โรคภัย คิดหน้าคิดหลังให้ดี ให้รอบคอบ ทำให้ดี ให้ถูกต้องและตระหนักถึงประโยชน์ส่วนรวม เพื่อความสุขสวัสดีของชาติ ขณะที่บรรยากาศการท่องเที่ยวทั่วประเทศคึกคัก คนแห่เที่ยวทั้งเหนือใต้ออกตก ทึ่ง ส.ค.ส. ยาวที่สุดในโลก พัทยาการจราจรเป็นอัมพาต นักท่องเที่ยวทั้งไทยทั้งเทศแห่ไปนับถอยหลังสู่ปี 2010 ต้องระดมกำลังตำรวจเป็นหมื่นคนคอยรักษาความปลอดภัย ส่วนงานเคาต์ดาวน์ที่เวิลด์เทรด คนแน่นขนัดตั้งแต่หัวค่ำรอส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

นับเป็นสิริ มงคลแก่พสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2553 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ส.ค.ส.ปี 2553 แก่ประชาชนชาวไทย เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2552 ทั้งนี้ ส.ค.ส.พระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปีพุทธศักราช 2553 นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์แจ็กเกตสีชมพูเข้ม ปักรูปคุณทองแดงที่ด้านซ้ายของพระอุระ ทับฉลองพระองค์ชั้นในสีขาว พระสนับเพลาสีกากี ฉลองพระบาทกีฬาสีเทาดำ ประทับบนพระเก้าอี้หวาย ที่ตั้งอยู่กลางสนามหญ้าและสวนดอกไม้ ทรงฉายกับคุณทองแดงและคุณทองหลาง สุนัขทรงเลี้ยง ที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างพระเก้าอี้ทั้งสองด้าน ใต้ภาพคุณทองแดงและคุณทองหลางมีชื่อกำกับอยู่ทั้ง 2 สุนัข

ที่มุมบน ด้านซ้ายมีตราพระมหาพิชัยมงกุฎและตัวหนังสือพิมพ์ด้วยสีเหลืองว่า "ส.ค.ส.2553" ส่วนมุมบนด้านขวามีตราผอบทอง ถัดเข้ามามีข้อความภาษาอังกฤษ Happy New Year 2010 ด้านล่างของ ส.ค.ส. มีข้อความเป็นตัวหนังสือพิมพ์ด้วยสีเหลืองว่า สวัสดีปีใหม่ ขอจงมีความสุขความเจริญ และมีตัวเลขสีชมพู ระบุวันเดือนปีว่า 2009 12 27/15:25 กรอบของ ส.ค.ส.พระราชทานฉบับนี้เป็นภาพหน้าคนเล็กๆเรียงกัน ด้านบนและด้านล่างเรียงกันด้านละ 2 แถว ด้านข้างทั้งด้านซ้ายและด้านขวาเรียงกันด้านละ 3 แถว นับรวมกันได้ 418 หน้า ทุกหน้ามีแต่รอยยิ้ม บนกรอบ ส.ค.ส.ด้านล่าง มีแถบสีชมพู บนแถบมีข้อความ ก.ส.9 ปรุง 152527 ธ.ค.52 พิมพ์ที่โรงพิมพ์ สุวรรณชาด ท.พรหมบุตร ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา Printed at the Suvarnnachad publishing, D Bramaputra, Publisher

โอกาสเดียวกันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพรปีใหม่ 2553 แก่ปวงชนชาวไทย ความว่า ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดี มาอวยพรแก่ท่านทุกๆคน ทั้งขอขอบใจท่านเป็นอย่างมาก ที่วิตกห่วงใยในการเจ็บป่วยของข้าพเจ้า และแสดงออกโดยประการต่างๆ จากใจจริง ที่จะให้ข้าพเจ้าหายเจ็บป่วยและมีความสุขสวัสดี

ความสุขสวัสดีนี้ เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาอย่างยิ่งของคนเรา แต่จะสำเร็จผลเป็นจริงได้มากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถและสติปัญญา ในการประพฤติตัวปฏิบัติงานของแต่ละบุคคล ในปีใหม่นี้จึงขอให้ชาวไทยทุกคน ได้ตั้งจิตตั้งใจให้เที่ยงตรงแน่วแน่ ที่จะประพฤติปฏิบัติตัวปฏิบัติงานให้เต็มกำลังความสามารถ โดยมีสติรู้ตัวและปัญญารู้คิด กำกับอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือจะคิดจะทำสิ่งใด ต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี ให้รอบคอบ ทำให้ดี ให้ถูกต้อง ข้อสำคัญ จะต้องระลึกรู้โดยตระหนักว่า ประโยชน์ส่วนรวมนั้น เป็นประโยชน์ที่แต่ละคนพึงยึดถือ เป็นเป้าหมายหลักในการประพฤติตัวและปฏิบัติงาน เพราะเป็นประโยชน์ที่ยั่งยืนแท้จริง ซึ่งทุกคนมีส่วนได้รับทั่วถึงกัน ความสุขความสวัสดีจักได้เกิดมีขึ้น ทั้งแก่บุคคล ทั้งแก่ชาติบ้านเมืองไทย ดังที่ทุกคนทุกฝ่ายตั้งใจปรารถนา

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวไทยเคารพบูชา จงอภิบาลรักษาท่านทุกคนให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากโรคภัย ให้มีความสุขกายสุขใจและความสำเร็จสมประสงค์ ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน

-ปีใหม่ คืออะไร
ตอบ ประวัติความเป็นมา วันปีใหม่
ความหมายของ วันขึ้นปีใหม่

ความหมายของวันขึ้นปีใหม่ ตามพจนานุกรม ฉบับราชตบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของคำว่า ” ปี” ไว้ดังนี้ ปี หมายถึง เวลา ชั่วโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครั้งหนึ่งราว 365 วัน : เวลา 12 เดือนตามสุริยคติ

ประวัติความเป็นมา
วันปีใหม่ มีประวัติความเป็นมาซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและความเหมาะสม ตั้งแต่ในสมัยเริ่มแรกเมื่อชาวบาบิโลเนียเริ่มคิดค้นการใช้ปฏิทิน โดยอาศัยระยะต่าง ๆ ของดวงจันทร์เป็นหลักในการนับ เมื่อครบ 12 เดือนก็กำหนดว่าเป็น 1 ปี และเพื่อให้เกิดความพอดีระหว่างการนับปีตามปฏิทินกับปีตามฤดูกาล จึงได้เพิ่มเดือนเข้าไปอีก 1 เดือน เป็น 13 เดือนในทุก 4 ปี

ต่อมาชาวอียิปต์ กรีก และชาวเซมิติค ได้นำปฏิทินของชาวบาบิโลเนียมาดัดแปลงแก้ไข อีกหลายคราวเพื่อให้ตรงกับฤดูกาลมากยิ่งขึ้นจนถึงสมัยของกษัตริย์จูเลียต ซีซาร์ ได้นำความคิดของนักดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ชื่อ โยซิเยนิส มาปรับปรุง ให้ปีหนึ่งมี 365 วัน ในทุก ๆ 4 ปี ให้เติมเดือนที่มี 28 วัน เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน เป็น 29 วัน คือเดือนกุมภาพันธ์ เรียกว่า อธิกสุรทิน

เมื่อเพิ่มในเดือนกุมภาพันธ์มี 29 วันในทุก ๆ 4 ปี แต่วันในปฏิทินก็ยังไม่ค่อยตรงกับฤดูกาลนัก คือเวลาในปฏิทินยาวกว่าปีตามฤดูกาล เป็นเหตุให้ฤดูกาลมาถึงก่อนวันในปฏิทิน

และในวันที่ 21 มีนาคมตามปีปฏิทินของทุก ๆ ปี จะเป็นช่วงที่มีเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากัน คือเป็นวันที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงทิศตะวันออก และลับลงตรงทิศตะวันตกเป๋ง วันนี้ทั่วโลกจึงมีช่วงเวลาเท่ากับ 12 ชั่วโมง เท่ากัน เรียกว่า วันทิวาราตรีเสมอภาคมีนาคม (Equinox in March)

แต่ในปี พ.ศ. 2125 วัน Equinox in March กลับไปเกิดขึ้นในวันที่ 11 มีนาคม แทนที่จะเป็นวันที่ 21 มีนาคม ดังนั้น พระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 13 จึงทำการปรับปรุงแก้ไขหักวันออกไป 10 วันจากปีปฏิทิน และให้วันหลังจากวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2125 แทนที่จะเป็นวันที่ 5 ตุลาคม ก็ให้เปลี่ยนเป็นวันที่ 15 ตุลาคมแทน (เฉพาะในปี 2125 นี้) ปฏิทินแบบใหม่นี้จึงเรียกว่า ปฏิทินเกรกอเรี่ยน จากนั้นได้ปรับปรุงประกาศใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันเริ่มต้นของปีเป็นต้นมา

-ปีใหม่ 2553 ตรงกับวันใด
ตอบ วันศุกร์ที่ 1 มกราคม 2553

ของวันที่ 31 ธันวาคม 2552

-"วิทยา" ตัดสินใจไขก๊อก หมายถึงใคร
ตอบ นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ตัดสินใจลาออกกรณีการทุจริตจัดซื้อตามโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข
-นโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปี 2553 มีว่าอย่างไร
ตอบ
๒๕ นโยบายที่จะนำไปสู่การปฏิบัติในปี ๒๕๕๓
รมว.ศธ.กล่าวว่า ในการประชุมสัมมนา ผอ.สพท.ทั่วประเทศ ขอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แจ้งให้ประธานศูนย์ประสานงานการจัดการมัธยมศึกษา ๔๑ ศูนย์ทั่วประเทศ เข้าร่วมประชุมพร้อมกันทุกครั้ง
 เน้นการทำงานแบบบูรณาการ
 ถัด จากนี้ไปงานของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในส่วนภูมิภาค จะเน้นการทำงานแบบบูรณาการ โดยถือกรอบการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๖๑) เป็นกรอบใหญ่ที่สุดในการทำงาน ถัดลงมาคือนโยบายของรัฐบาล นโยบายของ ศธ. โดยจะมีแผนการศึกษา ๓ ระดับ คือ แผนการศึกษาชาติ แผนพัฒนาการศึกษาจังหวัด และแผนพัฒนาการศึกษากลุ่มจังหวัด ที่ทุกท่านจะต้องศึกษาทำความเข้าใจ และเพื่อให้การกำกับติดตามแผน ให้เดินไปข้างหน้า ขอให้ ผอ.สพท.เขต ๑ ทั่วประเทศ เป็นผู้รับผิดชอบกำกับแผนให้เดินไปข้างหน้า ทั้งการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษาเอกชน และอุดมศึกษา โดยทำหน้าที่เสมือนเป็นศึกษาธิการจังหวัด หรือเป็นตัวแทนของ ศธ.ของทุกหน่วยงานในจังหวัด
เหตุ ที่มีความจำเป็นจะต้องรื้อฟื้นผู้รับผิดชอบการศึกษาในลักษณะคล้ายศึกษาธิการ จังหวัดขึ้นมานี้ เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในจังหวัด มิฉะนั้นจะทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นลำบาก เพราะไม่ทราบว่าใครเป็นเบอร์ ๑ เบอร์ ๒ หรือรัฐมนตรีจะสั่งการแต่ละครั้งต้องสั่งทีละแท่ง ดังนั้นในอนาคตกระบวนการคัดกรอง ผอ.สพท.เขต ๑ จะต้องมีความเป็นพิเศษเพิ่มเติมด้วย
การจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัด เคยได้รับเรื่องร้องเรียนว่า ที่ผ่านมา ผอ.สพท.บางเขตพื้นที่การศึกษาไม่เข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง แต่มอบเจ้าหน้าที่ไปเข้าร่วมประชุมแทน ดังนั้นจึงขอมอบเป็นนโยบายว่า ต่อไปนี้การประชุมร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในจังหวัด ผอ.สพท.ต้องเข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง และทำงานในเชิงรุกมากขึ้นทุกเขตพื้นที่ และขณะนี้แผนจังหวัดได้รับการอนุมัติแล้ว ทั้งเป้าหมายร่วม ๗๐% และเป้าหมายเฉพาะจังหวัด ๓๐% ทุกคนต้องศึกษาตัวชี้วัดของเป้าหมายให้เข้าใจอย่างถ่องแท้และครบถ้วน เพื่อส่วนกลางจะได้ตรวจสอบผลสัมฤทธิ์การศึกษาในจังหวัดได้
การจัดทำแผนพัฒนาการศึกษากลุ่มจังหวัด ผู้ ตรวจราชการ ศธ.จะทำหน้าที่ ๒ ส่วน ทั้งในฐานะผู้ติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน และในฐานะผู้บริหารแผนพัฒนาการศึกษากลุ่มจังหวัด ซึ่งจะต้องรับผิดชอบผลสัมฤทธิ์ของกลุ่มจังหวัดซึ่งมีตัวชี้วัดชัดเจน และเมื่อทำงานไปแล้วระยะเวลาหนึ่ง หากมีความจำเป็นก็จะต้องปรับปรุงแก้ไขตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับความเป็นจริง มากขึ้น
 ปี ๒๕๕๓ เน้นผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
 ใน ปี ๒๕๕๓ จะเป็นปีแห่งการมุ่งเน้นการผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมมาก ขึ้น ในส่วนของรัฐมนตรีจะให้ความสำคัญกับการตรวจราชการหรือติดตามนโยบายในทาง ปฏิบัติให้เกิดผลในแต่ละพื้นที่มากขึ้น และเขตพื้นที่การศึกษาจะต้องนำสิ่งเหล่านี้ไปแจ้งให้ผู้ร่วมงานและผู้บริหาร สถานศึกษาในสังกัดได้รับทราบ และปฏิบัติตามนโยบายที่ได้สั่งการไปแล้วทุกนโยบาย เพราะถัดจากนี้ไปจะมีการติดตามความก้าวหน้าการทำงานและผลสัมฤทธิ์ทั้งหมดที่ จะตามมา
 ใช้มาตรการทางการบริหารมากขึ้น
รม ว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ขอทำความเข้าใจในเบื้องต้นว่า หากเขตพื้นที่การศึกษาใดบกพร่อง ไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ หรือพบความไม่โปร่งใส ศธ.จะใช้มาตรการทางการบริหารมากขึ้น
 นโยบาย ๒๕ เรื่องที่มอบไปแล้วต้องเดินหน้าทุกเรื่อง
 ใน ปี ๒๕๕๓ เป็นปีแห่งการเดินหน้าโครงการต่างๆ ไปสู่การปฏิบัติ ขอให้ความสำคัญกับทุกโครงการ ทั้งนโยบายที่ได้ดำเนินการไปแล้ว นโยบายที่กำลังดำเนินการอยู่ หรือนโยบายใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในปี ๒๕๕๓ ดังนั้นเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ จึงขอทบทวนให้ผู้บริหารได้รับทราบนโยบายต่างๆ ทั้ง ๒๕ เรื่อง ดังนี้
๑) การปฏิรูปการศึกษารอบสอง ที่ถือเป็นหัวใจของการปฏิรูปการศึกษา คือ "๓ เสา ๓ ดี ๔ ใหม่" (๓ ดี/3D คือ Decency-Democracy-Drug-Free ส่วน ๔ ใหม่คือ สร้างคนไทยหรือผู้เรียนยุคใหม่-ครูยุคใหม่-ระบบบริหารจัดการแบบใหม่-แหล่ง เรียนรู้หรือสถานศึกษายุคใหม่)
๒) นโยบาย ๕ ฟรี คือเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ-ติวฟรี (Tutor Channel)-นมโรงเรียนฟรี-อาหารกลางวันฟรี-ผู้พิการเรียนฟรีจนถึงปริญญาตรี
๓) การปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยเฉพาะระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขอให้ให้ความสนใจเป็นพิเศษที่ ศธ.จะเน้นการให้เด็กคิดวิเคราะห์มากขึ้นมากกว่าการท่องจำ มีการปรับหลักสูตรใหม่ที่จะลดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาบทเรียนที่มีมากถึง ๓๐% ลง เพื่อให้เด็กเรียนหลักวิชาเท่าเดิม ไม่ต้องเรียนซ้ำซ้อนหรือจมอยู่แต่ในห้องเรียน แต่จะนำเวลาไปเรียนกิจกรรมนอกห้องเรียนอื่นๆ เช่น ศิลปะ กีฬา มากขึ้น นอกจากนี้เพื่อให้เด็กที่จบออกไปมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ คือ คุณลักษณะ ๓ ดี หรือการมีหัวใจทางศิลปะ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ที่เด็กไทยยังขาดอยู่ให้มากยิ่งขึ้น โดย สพฐ. กำลังคิดเป็นข้อๆ เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่จะปลูกฝังเด็กไทยที่มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ใน อนาคต สำหรับตัวชี้วัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๒ ปีที่ในอดีตมีมากถึง ๓,๐๐๐ กว่าตัวนั้น ก็จะปรับลดเหลือเพียง ๒,๑๖๕ ตัวชี้วัด ซึ่งจะสะดวก ตรงเป้า จึงถือว่าเรื่องนี้เป็นการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ
๔) โรงเรียนดี ๓ ระดับ คือ โรงเรียนดีระดับสากล ๕๐๐ โรง ระดับอำเภอ ๒,๕๐๐ โรง และระดับตำบล ๗,๐๐๐ โรงทั่วประเทศ
๕) การสอนทางไกลผ่านดาวเทียมจากโรงเรียนวังไกลกังวล ปีนี้เริ่มแล้ว ๔,๐๐๐ โรง ส่วนปี ๒๕๕๓ จะขยายเพิ่มอีก ๕,๐๐๐ โรง จึงขอให้ติดตามตรวจสอบดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง และจะถือโอกาสนี้ไปตรวจเยี่ยมด้วย เพราะหวังว่าผลสัมฤทธิ์เด็กจะดีขึ้นเมื่อดำเนินการโครงการนี้
๖) โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร จะสร้างเรือนนอนให้โรงเรียนพื้นที่สูง หรือพื้นที่ที่เด็กต้องมาพักค้าง เพื่อสวัสดิภาพของเด็กที่อยู่ห่างไกลโรงเรียนสามารถมาพักค้างที่โรงเรียนได้
๗) โรงเรียนขนาดเล็ก ครม.ได้อนุมัติให้เพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวให้โรงเรียนขนาดเล็กไปแล้ว เพราะ สพฐ. ได้ทำการวิจัยแล้วพบว่า เงินอุดหนุนรายหัวมีนัยยะกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็ก โดยระดับประถมฯ จะได้รับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวจาก ๑,๙๐๐ บาท เป็น ๒,๔๐๐ บาทต่อคนต่อปี ระดับมัธยมฯ ตอนต้น จาก ๓,๕๐๐ บาท เป็น ๔,๕๐๐ บาท และมัธยมฯ ตอนปลาย จาก ๓,๘๐๐ บาท เป็น ๔,๘๐๐ บาท
๘) ห้องสมุด ๓ ดี คือ หนังสือดี-บรรยากาศดี-บรรณารักษ์ดี โดยห้องสมุด ๓ ดีจะเน้นซอฟต์แวร์มากกว่าฮาร์ดแวร์ มีการกำหนดเกณฑ์การจัดซื้อหนังสือ ราคาหน้าปกที่จัดซื้อกับความเป็นจริง และหนังสือดีที่ควรจัดซื้อเข้าห้องสมุด โดยเฉพาะหนังสือดีเด่น ๖ เล่มที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน ตามที่สมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาพระราชทานรายชื่อ คือ พระอภัยมณี รามเกียรติ์ นิทานชาดก อิเหนา พระราชพิธีสิบสองเดือน และกาพย์เห่เรือเจ้าฟ้ากุ้ง (เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร)
๙) ห้องเรียนวิทยาศาสตร์อัจฉริยะทวิภาคี ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สพฐ.กับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ขณะนี้มีห้องเรียนวิทยาศาสตร์ประมาณ ๑๐๐ ห้อง แต่ตนให้เพิ่มอีก ๑๐๐ ห้อง เป็น ๒๐๗ ห้องเรียน โดยขอให้เขตพื้นที่การศึกษาติดตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วย
๑๐) กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา (Thai Qualification Framework : TQF) ซึ่ง ได้ลงนามประกาศไปแล้วว่า ต่อไปนี้หากสถาบันอุดมศึกษาจะเปิดสอนสาขาวิชาใด จะต้องผ่านกรอบมาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยสถาบันอุดมศึกษาจะต้องจัดทำตามกรอบนี้ให้เสร็จภายใน ๓ ปี ซึ่ง ผอ.สพท.เขต ๑ อยู่ในฐานะที่จะต้องประสานกับทุกหน่วยงานของ ศธ. รวมทั้งเรื่องนี้ด้วย
 ๑๑) กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษา (TQF) ที่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ดำเนินการอยู่แล้วในปัจจุบัน และเป็นตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม คือ คุณภาพการผลิตนักศึกษาให้ได้ตามกรอบนี้
๑๒) กรอบมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ (TVQ) ใน ปี ๒๕๕๓ จะมีผลบังคับใช้ให้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพเกิดขึ้นคู่กับมาตรฐานคุณวุฒิ วิชาการ ซึ่งการกำหนดคุณวุฒิวิชาชีพปัจจุบันแต่ละสาขาจะระบุว่าจะได้มาซึ่งมาตรฐาน อย่างไร ปัจจุบันมีเฉพาะคุณวุฒิวิชาการ คือ ป.๖ ม.๓ ม.๖ ปวช. ปวส. และปริญญา แต่คุณวุฒิวิชาชีพยังไม่มี ต่อไปในอนาคต เมื่อเอกชนยอมรับคุณวุฒิวิชาชีพมากขึ้น จะนำไปสู่การพัฒนาในลักษณะการจ่ายค่าตอบแทน เช่น การรับคนเข้าทำงานโดยพิจารณาจากความสามารถ ซึ่งจะมีประโยชน์อีกหลายด้าน โดยเฉพาะในบางสาขาวิชาที่มีคนเก่งระดับโลก คือ เจียระไนเพชร พลอย เมื่อคนเหล่านี้ซึ่งจบการศึกษาภาคบังคับไปเทียบคุณวุฒิวิชาการกับแรงงานต่าง ประเทศ ก็จะได้เพียงคุณวุฒิวิชาการระดับ ม.๓ เท่านั้น แต่เมื่อเทียบคุณวุฒิวิชาชีพ อาจจะอยู่ในระดับ ๖ คือระดับปริญญาโท ในขณะที่บางคนอาจเทียบเท่าระดับ ๗ คือ ปริญญาเอก ซึ่งจะช่วยให้คนนั้นได้รับการยอมรับจากมาตรฐานโลกด้วย กล่าวโดยสรุปคือ เป็นการตรวจสมรรถนะจากการทำงานจริงว่ามีคุณภาพหรือไม่
๑๓) การจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา ใน ปี ๒๕๕๓ จะมีการจัดรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษา ๔๑๕ แห่งเป็นสถาบันการอาชีวศึกษา ๑๙ แห่ง เพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน และเปิดสอนถึงระดับปริญญาตรีเฉพาะในสถาบันที่มีความพร้อม โดยเน้นปฏิบัติ ๗๐-๗๕% ต่างไปจากมหาวิทยาลัยที่เน้นวิชาการมากถึง ๗๐-๗๕%
๑๔) V-Net คือข้อสอบของอาชีวศึกษาที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ซึ่งจะเริ่มในปี ๒๕๕๓
๑๕) UniNet หรือ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เป็นโครงการ ๓ ปี (๒๕๕๓–๒๕๕๕) ใช้ระบบใยแก้วนำแสงไปยังมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชน สถาบันการอาชีวศึกษา ๔๑๕ แห่ง และเขตพื้นที่การศึกษา ๑๘๕ แห่ง ศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ รวมทั้งโรงเรียนดีระดับอำเภอและระดับตำบลอีก ๓,๐๐๐ โรง
๑๖) Education Hub หรือ การเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาค ซึ่งมีหลายเขตพื้นที่การศึกษาเป็นเขตเป้าหมาย เรามีงบประมาณ ๑๔ โรงที่ได้รับเพื่อไปพัฒนาหอพักให้นักเรียนต่างชาติเข้ามาพัก ดังนั้นหลักของการเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาคคือ ต้องเพิ่มจำนวนนักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนในไทยมากขึ้น จากปัจจุบันมี ๓๐,๐๐๐ คน แต่ภายใน ๕ ปีตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มเป็น ๑๐๐,๐๐๐ คน โดยเฉพาะในจังหวัดภาคอีสาน ซึ่งจะเป็นจุดรับนักศึกษาจากลาว กัมพูชา จีน หรือเวียดนามมากขึ้น ข้อดีของการเป็น Education Hub คือจะช่วยเพิ่มรายได้เข้าประเทศ รวมทั้งความจงรักภักดีต่อประเทศชาติของเราอย่างประมูลค่าไม่ได้ในอนาคต
๑๗) การอบรมพัฒนาครูทั้งระบบ ๕๒๐,๐๐๐ คน ทั้ง ครู สพฐ.และอาชีวศึกษา โดยผู้บริหาร-รองผู้บริหารระดับเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาจะได้รับการ พัฒนาให้เสร็จสิ้นครบถ้วนทั้งหมดภายในปี ๒๕๕๓ ส่วนครูจะได้รับการอบรมพัฒนาให้ครบภายใน ๓ ปี การอบรมพัฒนาจะเน้นการทำงานร่วมกันระหว่าง สพฐ.-สสวท.-เครือข่ายมหาวิทยาลัย ในการจัดทำหลักสูตร โดยใช้ระบบ e-Training เข้ามาช่วย
๑๘) ครูพันธุ์ใหม่ จะผลิตโครงการครูพันธุ์ใหม่ ๓๐,๐๐๐ คนภายในระยะเวลา ๕ ปี เพื่อทดแทนอัตราเกษียณอายุราชการ ส่วนอีก ๗๐% จะใช้อัตราการบรรจุปกติ
๑๙) การปรับระบบการพัฒนาบุคลากรและระบบการเข้าสู่ตำแหน่งของ ศธ. เป็นเรื่องใหญ่และเกี่ยวพันกับเขตพื้นที่การศึกษา ต่อไปนี้กระบวนการอบรมพัฒนาจะมีองค์กรอบรมพัฒนาเป็นที่ยอมรับเกิดขึ้นใน กระทรวง และมีหลักสูตรการอบรมพัฒนาที่หลากหลายอย่างน้อย ๕ ส่วน คือ -หลักสูตรพัฒนาผู้บริหารการศึกษาระดับสูงของ ศธ. -กระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งต่างๆ รวมทั้งครูทดลองงาน ๒ ปี -หลักสูตรการเลื่อนวิทยฐานะ -หลักสูตรการต่อใบอนุญาตวิชาชีพ -หลักสูตรการอบรมพัฒนาตามนโยบาย โดยหน่วยงานปฏิบัติการจะใช้ สคบศ.เพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองในการก่อสร้างใหม่ แต่ สคบศ.จะต้องได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่ให้เป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับใน ระดับประเทศอย่างแท้จริง และจะมีนักวิชาการที่เชื่อถือได้มาบริหารหลักสูตร เพื่อให้ผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งต่างๆ ในอนาคตมีศักยภาพ และกฎเกณฑ์ต่างๆ ชัดเจนขึ้น
๒๐) การส่งเสริมการอ่าน ครม.ได้กำหนดให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ โดยกำหนดให้วันที่ ๒ เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นวันรักการอ่าน และให้ปี ๒๕๕๒-๒๕๖๑ เป็นทศวรรษแห่งการอ่านของประเทศ ซึ่ง ผอ.สพท.ต้องศึกษาและดำเนินการตาม ๓ แผนยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมการอ่าน คือ ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนไทยให้มีความสามารถด้านการอ่าน การสร้างนิสัยรักการอ่าน และการสร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเสริมการอ่าน
๒๑) กศน.ตำบล ขณะนี้ได้ยกระดับศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเป็น กศน.ตำบล โดยต่อไปนี้ กศน.ตำบลจะมีคอมพิวเตอร์ ๖ ชุดให้บริการในการศึกษาเรียนรู้แก่ประชาชนในตำบล และจะเป็นทัพหน้าของ ศธ.ในระดับตำบล เพื่อผลักดันการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ควบคู่ไปกับโรงเรียนดีประจำตำบล เพราะฉะนั้นใน ๑ ตำบลจะมีองค์กรเรียนรู้ตลอดชีวิตครบถ้วนทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบ
๒๒) ห้องสมุด ๓ ดีสัญจร จะมีการจัดหารถ Mobile ไป จอดในหมู่บ้านชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมการอ่าน ส่วนในบางพื้นที่อาจจำเป็นต้องใช้เรือแทนรถยนต์ โดยในวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๓ จะเปิดโครงการเรือห้องสมุด ๓ ดีสัญจร เพื่อให้เห็นกระบวนการต่างๆ ในการส่งเสริมการอ่านอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม
๒๓) การปรับสัดส่วนจำนวนคอมพิวเตอร์ต่อนักเรียน จากเดิมที่มีอัตราส่วนคอมพิวเตอร์ ๑ เครื่อง ต่อนักเรียน ๔๐ คน แต่ในปี ๒๕๕๓ จะปรับลดให้เหลืออัตราส่วน ๑:๑๐ และขอให้เขตพื้นที่การศึกษาดูแลการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ของสถานศึกษาให้เป็นไป ด้วยความถูกต้อง โปร่งใส ได้คอมพิวเตอร์ที่มีคุณภาพ รวมทั้งการดูแลบริการหลังการขายที่ดีด้วย
๒๔) งาน ก.ค.ศ. ต่อ ไปนี้ระบบงานของ ก.ค.ศ.หรือคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจะรวดเร็วและทำงาน เชิงรุกมากขึ้น กฎระเบียบใดที่ล้าหลังจะต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข ต่อไปนี้งานของ ก.ค.ศ.เป็นงานบริหารงานบุคคลของ สพฐ.เป็นหลัก เพราะในระดับอาชีวศึกษามีระบบบริหารงานบุคคลเอง การทำงานเชิงรุกของ ก.ค.ศ. เพื่อไม่ให้งานเรื่องวินัยใช้เวลานานเกินไป เพราะอาจทำให้คนดีๆ หมดกำลังใจ ดังนั้นจึงต้องทำงานด้วยความรวดเร็ว เพื่อคนไม่ดีจะได้ไม่ลอยนวล ทั้งยังส่งเสริมให้คนดีมีกำลังใจทำงานมากขึ้น
๒๕) การพัฒนาการศึกษาชายแดนภาคใต้ ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาเป็นการ เฉพาะ ตั้งแต่วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ โดยมีนายนิวัตร นาคะเวช รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานคณะกรรมการ เพื่อให้การทำงานขององค์กรหลักเดินหน้าร่วมกันอย่างมีเอกภาพและมี ประสิทธิภาพ ทั้งด้านบริหารการจัดการ การบริหารส่วนบุคคล การบริหารงบประมาณ และการบริหารส่วนวิชาการ
รม ว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ในปี ๒๕๕๓ จะเน้นการตรวจราชการในพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น จึงขอฝากทั้ง ๒๕ โครงการดังกล่าวให้เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาช่วยกันทำงานให้มี ประสิทธิภาพ ประสบผลสำเร็จเหมือนโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ ที่ได้รับการสำรวจจากประชาชนทั่วประเทศให้เป็นผลงานยอดเยี่ยมของรัฐบาล และเป็นผลงานที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุดในรอบ ๑ ปี ซึ่งต้องขอขอบคุณ ผอ.สพท. ผู้บริหารสถานศึกษา รวมทั้งบุคลากรผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ได้ร่วมกันดำเนินการโครงการดังกล่าวจนประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เป็นผลงานของคนใดคนหนึ่ง.
-ประธานอนุกรรมการกลั่นกรองการเลือกผู้ทรงคุณวุฒิใน ก.ค.ศ. คือใคร
ตอบ รศ.ดร.ธงทอง จันทรางศุ
-ประธานคัดเลือกผู้แทน ก.ค.ศ. ในแต่ละ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่คือใคร
ตอบ ปลัดกระทรวง.ศธ. (เฉลียว อยู่เสมารักษ์)

ของวันที่ 30 ธันวาคม 2552

-"ป๋าแต่งทหารต้อนรับขุนพล" ป๋า หมายถึงใคร
ตอบ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
- ประธานคณะกรรมการสอบสวนโครงการทุจริตไทยเข้มแข็งในกระทรวงสาธารณสุข คือใคร
ตอบ นพ.บรรลุ ศิริพานิช
-นโยบาย 7 วันอันตราย
ตอบ "ไปสะดวก กลับสบาย"
-แผนปฏิบัติการ 7 วันอันตราย ชื่อ
ตอบ "7 วันขับขี่ปลอดภัย เทิดไท้องค์ราชัน"
-เป้าหมายการลดอัตราการอุบติเหตุุ -เจ็บ-ตาย คือ
ตอบ ร้อยละ 5
-แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 มีสาระสำคัญอะไรบ้าง
ตอบ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๔)

คณะรัฐมนตรีรับทราบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๔) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ โดยมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ยุทธศาสตร์การพัฒนาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติและการติดตามประเมินผล สรุปได้ดังนี้
๑. วิสัยทัศน์ประเทศไทย
มุ่งพัฒนาสู่ “สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน (Green and Happiness Society) คนไทยมีคุณธรรมนำความรอบรู้ รู้เท่าทันโลก ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง สังคมสันติสุข เศรษฐกิจมีคุณภาพ เสถียรภาพ และเป็นธรรม สิ่งแวดล้อมมีคุณภาพและทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืน อยู่ภายใต้ระบบบริหารจัดการประเทศที่มีธรรมาภิบาล ดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และอยู่ในประชาคมโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี”
๒. พันธกิจ เพื่อให้การพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ มุ่งสู่ “สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน” ภายใต้แนวปฏิบัติของ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เห็นควรกำหนดพันธกิจของการพัฒนาประเทศ ดังนี้
(๑) พัฒนาคนให้มีคุณภาพ คุณธรรมนำความรอบรู้อย่างเท่าทัน (๒) เสริมสร้างเศรษฐกิจให้มีคุณภาพ เสถียรภาพ และเป็นธรรม (๓) ดำรงความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อม (๔) พัฒนาระบบบริหารจัดการประเทศให้เกิดธรรมาภิบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
๓. วัตถุประสงค์
(๑) เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้คู่คุณธรรม จริยธรรมอย่างต่อเนื่องที่ขับเคลื่อนด้วยการเชื่อมโยงบทบาทครอบครัว สถาบันศาสนาและสถาบันการศึกษา เสริมสร้างบริการสุขภาพอย่างสมดุลระหว่างการส่งเสริม การป้องกัน การรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพ และสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
(๒) เพื่อเพิ่มศักยภาพของชุมชน เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย เป็นรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และอนุรักษ์ ฟื้นฟู ใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นำไปสู่การพึ่งตนเองและลดปัญหาความยากจนอย่างบูรณาการ
(๓) เพื่อปรับโครงสร้างการผลิตสู่การเพิ่มคุณค่าของสินค้าและบริการบนฐานความรู้ และนวัตกรรม รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างสาขาการผลิตเพื่อทำให้มูลค่าการ ผลิตสูงขึ้น
(๔) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน และระบบบริหารความเสี่ยงให้กับภาคการเงิน การคลัง พลังงาน ตลาดปัจจัยการผลิต ตลาดแรงงาน และการลงทุน
(๕) เพื่อสร้างระบบการแข่งขันด้านการค้าและการลงทุนให้เป็นธรรม และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ รวมทั้งสร้างกลไกในการกระจายผลประโยชน์จากการพัฒนาสู่ประชาชนในทุกภาคส่วน อย่างเป็นธรรม
(๖) เพื่อเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและคุณค่าความหลากหลาย ทางชีวภาพ ควบคู่กับการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้เป็นฐานที่มั่นคงของการพัฒนาประเทศ และการดำรงชีวิตของคนไทยทั้งในรุ่นปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งสร้างกลไกในการรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างเป็นธรรมและอย่างยั่งยืน
(๗) เพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศสู่ภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาชน และขยายบทบาทขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควบคู่กับการเสริมสร้างกลไกและกระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาวัฒนธรรม ประชาธิปไตยให้เกิดผลในทางปฏิบัติต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
๔. เป้าหมาย
(๑) เป้าหมายการพัฒนาคุณภาพคนและความเข้มแข็งของชุมชน
(๑.๑) การพัฒนาคน
๑) คนไทยทุกคนได้รับการพัฒนาให้มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา คุณธรรม จริยธรรม อารมณ์ มีความสามารถในการแก้ปัญหา มีทักษะในการประกอบอาชีพ มีความมั่นคงในการดำรงชีวิตอย่างมี ศักดิ์ศรี และอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
๒) เพิ่มจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของคนไทยเป็น ๑๐ ปี พัฒนากำลังแรงงานระดับกลางที่มีคุณภาพเพิ่มเป็นร้อยละ ๖๐ ของกำลังแรงงานทั้งหมด และเพิ่มสัดส่วนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาเป็น ๑๐ คน ต่อประชากร ๑๐,๐๐๐ คน
๓) อายุคาดหมายเฉลี่ยของคนไทยสูงขึ้นเป็น ๘๐ ปี ควบคู่กับการลดอัตราเพิ่มของการเจ็บป่วยด้วยโรคป้องกันได้ใน ๕ อันดับแรก คือ หัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หลอดเลือดสมอง และมะเร็ง นำไปสู่การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน และลดรายจ่ายด้านสุขภาพของบุคคลลงในระยะยาว
(๑.๒) การพัฒนาชุมชนและแก้ปัญหาความยากจน ทุกชุมชนมีแผนชุมชนแบบมีส่วนร่วม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำแผนชุมชนไปใช้ประกอบการจัดสรรงบประมาณเพิ่ม กิจกรรมสร้างสรรค์สังคมและบรรเทาปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด และขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุน การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และลดสัดส่วนผู้อยู่ใต้เส้นความยากจนลงเหลือร้อยละ ๔ ภายในปี ๒๕๕๔
(๒) เป้าหมายด้านเศรษฐกิจ
(๒.๑) โครงสร้างเศรษฐกิจ สัดส่วนภาคเศรษฐกิจในประเทศต่อภาคการค้าระหว่างประเทศ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๗๕ ภายในปี ๒๕๕๔ และสัดส่วนภาคการผลิตเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๑๕ ภายใน ปี ๒๕๕๔
(๒.๒) เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยร้อยละ ๓.๐-๓.๕ ต่อปี สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ไม่เกินร้อยละ ๕๐ และความยืดหยุ่นการใช้พลังงานเฉลี่ยไม่เกิน ๑:๑ ในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐
(๒.๓) ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สัดส่วนรายได้ของกลุ่มที่มีรายได้สูงสุด ร้อยละ ๒๐ แรก ต่อรายได้ของกลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุดร้อยละ ๒๐ ไม่เกิน ๑๐ เท่าภายในปี ๒๕๕๔ และสัดส่วนผลผลิตของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๔๐ ในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐
(๓) เป้าหมายการสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
(๓.๑) รักษาความสมบูรณ์ของฐานทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพ ให้มีพื้นที่ป่าไม้ไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๓ และต้องเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๑๘ ของพื้นที่ประเทศ รวมทั้งรักษาพื้นที่ทำการเกษตรในเขตชลประทานไว้ไม่น้อยกว่า ๓๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่
(๓.๒) รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการดำรงคุณภาพชีวิตที่ดี และไม่เป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศ ตลอดจนคุณภาพชีวิตของคนไทย
(๔) เป้าหมายด้านธรรมาภิบาล
(๔.๑) มุ่งให้ธรรมาภิบาลของประเทศดีขึ้น มีคะแนนภาพลักษณ์ของความโปร่งใสอยู่ที่ ๕.๐ ภายในปี ๒๕๕๔ ระบบราชการมีขนาดที่เหมาะสม และมีการดำเนินงานที่คุ้มค่าเพิ่มขึ้น ลดกำลังคนภาคราชการให้ได้ร้อยละ ๑๐ ภายในปี ๒๕๕๔ ธรรมาภิบาลในภาคธุรกิจเอกชนเพิ่มขึ้น ท้องถิ่นมีขีดความสามารถในการจัดเก็บรายได้และมีอิสระ ในการพึ่งตนเองมากขึ้น ภาคประชาชนมีความเข้มแข็ง รู้สิทธิ หน้าที่ และมีส่วนร่วมมากขึ้นในการตัดสินใจและรับผิดชอบในการบริหารจัดการประเทศ
(๔.๒) สร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในบริบทไทย ให้มีการศึกษาวิจัย พัฒนาองค์ความรู้ในด้านวัฒนธรรมประชาธิปไตย วัฒนธรรมธรรมาภิบาล และวัฒนธรรมสันติวิธีเพิ่มขึ้นในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐
๕. ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ
ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงในกระแสโลกาภิวัตน์ที่ปรับเปลี่ยนเร็วและสลับซับ ซ้อนมากยิ่งขึ้น จำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่เหมาะสม ดังนี้
(๑) ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนให้มีคุณธรรมนำความรู้ เกิดภูมิคุ้มกัน
(๒) ยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมให้เป็นรากฐานที่มั่นคงของ ประเทศ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการกระบวนการชุมชนเข้มแข็งด้วยการส่งเสริมการ รวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำในรูปแบบที่หลากหลาย และจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องตามความพร้อมของชุมชน
(๓) ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างการผลิตให้สมดุลและยั่งยืน ให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเพื่อสร้างความเข้มแข็งของภาคการผลิตและ บริการ บนฐานการเพิ่มคุณค่าสินค้าและบริการจากองค์ความรู้สมัยใหม่ภูมิปัญญาท้อง ถิ่นและนวัตกรรม และการบริหารจัดการที่ดี รวมทั้งสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดีด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิ สติกส์ การปฏิรูปองค์กร การปรับปรุงกฎระเบียบ การพัฒนามาตรฐานในด้านต่าง ๆ และการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศให้สนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถใน การแข่งขันของประเทศ พร้อมทั้งการสร้างภูมิคุ้มกันและระบบบริหารความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจที่มี ประสิทธิภาพ
(๔) ยุทธศาสตร์การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและการสร้างความมั่นคงของฐาน ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการรักษาฐานทรัพยากรและความสมดุลของระบบนิเวศเพื่อรักษา สมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการพัฒนาที่ยั่งยืน
(๕) ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศ มุ่งเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคมอย่างยั่งยืน
๖. การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติและการติดตามประเมินผล
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ สู่การปฏิบัติ ต้องให้ภาคีพัฒนาทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน โดยนำเอาแนวทางการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ของแผนมาแปลงไปสู่แผนปฏิบัติการในระดับ ต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการปรับระบบการจัดสรรทรัพยากร การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ การสร้างองค์ความรู้ รวมทั้งการติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ โดยมีแนวทางสำคัญ ดังนี้
(๑) เสริมสร้างบทบาทการมีส่วนร่วมของภาคีพัฒนา จัดทำแผนปฏิบัติการในระดับต่าง ๆ ที่บูรณาการเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
(๒) กำหนดแนวทางการลงทุนที่สำคัญตามยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐
(๓) เร่งปรับปรุงและพัฒนากฎหมายเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล


(๔) ศึกษาวิจัยสร้างองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้เพื่อหนุนเสริมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ สู่การปฏิบัติ
(๕) พัฒนาระบบการติดตามประเมินผลและสร้างดัชนีชี้วัดความสำเร็จของการพัฒนาในทุกระดับ
(๖) สนับสนุนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลในทุกระดับและการเชื่อมโยงโครงข่ายข้อมูลข่าว สารระหว่างหน่วยงานกลางระดับนโยบาย ตลอดจนระดับพื้นที่และท้องถิ่น

ของวันที่ 29 ธันวาคม 2552
-ตำแหน่งท่านใดในรัฐบาลที่นายกอภิสิทธิ์จะปรับเปลี่ยน 1 ตำแหน่งในครม.ชุดนี้
ตอบ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ
-ประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย
ตอบ พ.ศ.2551-2555 มี 4 ประเด็บยุทธศาสตร์ คือ
1. ยกระดับการให้บริการและการทำงาน เพื่อตอบสนองความคาดหวังและความต้องการของประชาชนที่มีความสลับซับซ้อน หลากหลาย และเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
2.ปรับรูปแบบลักษณะเชิงบูรณาการเกิดจากการแสวงความร่วมมือและสร้างเครือข่ายกับฝ่ายต่างๆ รวมทั้งเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
3.มุ่งสู่การเป็นองค์กรที่มีขีดสมรรถนะสูง บุคลากรมีความพร้อมและความสามารถในการเรียนรู้คิดริเริ่ม เปลี่ยนแปลง และปรับตัวได้อย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์ต่างๆ
4.สร้าง ระบบการกำกับดูแลตนเองที่ดี เกิดความโปร่งใส มั่นใจ และสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งทำให้บุคลากรปฏิบัติงานอย่างมีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อประชาชน และต่อสังคมโดยรวม


ของวันที่ 28 ธันวาคม 2552

- 7 วันอันตราย คืออะไร
ตอบ ตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.52-4 ม.ค.53 สั่งตั้งด่านตรวจตามถนนสายหลัก หมู่บ้าน ตลอด 24 ชม. เฝ้าจับตาเหตุอัคคีภัย ตั้งเป้าลดจำนวนผู้เสียชีวิต-เจ็บลง 5% …

นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบแผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2553 ของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ตามที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการ และผอ.ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนเสนอมา ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้มีการเฝ้าระวังเรื่องอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นในช่วง เทศกาลปีใหม่ โดยมอบให้จังหวัด รวมถึงกรุงเทพฯระมัดระวัง สอดส่องเหตุอัคคีภัย

สำหรับแผนดำเนินการรณรงค์ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2553 กำหนดไว้ตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.2552 – 4 ม.ค.2553 โดยใช้ชื่อการรณรงค์ว่า “7 วันขับขี่ปลอดภัยเทิดไท้องค์ราชัน” มีเป้าหมายในการลดจำนวนอุบัติเหตุทางถนน ผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวลงร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในเทศกาลปีใหม่ 2552 ระหว่างวันที่ 30 ธ.ค.2551 – 5 ม.ค.2552

โดยจะมีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการ ศูนย์ปฏิบัติการร่วมป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2553 ในส่วนกลาง ระดับจังหวัด อำเภอ และตั้งจุดตรวจร่วม/ด่านตรวจร่วมแบบบูรณาการบนถนนสายหลัก สายรอง และถนนในเขตชุมชน หมู่บ้านทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดจนตั้งจุดสกัดชุมชน หมู่บ้าน โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับชุมชนหมู่บ้าน และภาคประชาชนทั่วประเทศตามที่เห็นสมควรและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่.
อ้างอิง http://www.2ked.com

-ผลสำรวจเอแบคโพล ดาราชายหญิงที่ชื่นชอบที่สุด 2552 คือ
ตอบ แอน ทองประสม และ เคน ธีระเดช วงศ์พันพันธ์
-นักกีฬาชายที่ได้รับความชื่นชอบ ปี 2552
ตอบ ธีรเทพ วิโณทัย
-นักการเมืองที่ได้รับความชื่นชอบ
ตอบ นักการเมืองฝ่าย รัฐบาล ที่เป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดในปี 2552 ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 78.8 รองลงมาได้แก่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ร้อยละ 7.3 นายกรณ์ จาติกวณิช ร้อยละ 3.4 นายชวน หลีกภัย ร้อยละ 2.3 และนายกษิต ภิรมย์ ร้อยละ 1.4
นักการเมืองฝ่ายค้าน ที่เป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดในปี 2552 ได้แก่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ร้อยละ 48.4 รองลงมาได้แก่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ร้อยละ 21.4 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ร้อยละ 10.1 นายดนุพร ปุณณกันต์ ร้อยละ 2.4 และนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ร้อยละ 0.4
-กระทรวงที่ได้รับความชื่นชอบ
ตอบ กระทรวงที่มีผลงานเป็นที่ชื่นชอบมากที่ สุดในปี 2552 ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ ร้อยละ 25.3 รองลงมาได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข ร้อยละ 12.6 กระทรวงการคลัง ร้อยละ 12.0 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยละ 8.5 และกระทรวงมหาดไทย ร้อยละ 8.3

ของวันที่ 27 ธันวาคม 2552

-ฉายาดารา "ลับลวงแหล" ที่นักข่าวตั้งให้คือใคร
ตอบ นาธาร โอมาร
-ที่สนามบินสุวรรณภูมิมีการตกใจเรื่องก๊าซใดรั่ว
ตอบ อิริเดียม 192
-ม้ง คือคนเชื้อชาติใด
ตอบ ลาว
-ลูกชายของพิธีการท่านใดได้รับค่าทดแทน 12 ล้านจากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์กรณีวินิจฉัยผิด
ตอบ วอเตอร์ ลี พิธีกรรายการอาหาร ช่อง 5
-นาธาร โดยกระทรวงพัฒนาสังคมฯ กล่าวหาว่าโกงอายุเพื่อรับรางวัลเยาวชนแห่งชาติปีใด
ตอบ 2549
-นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร่วมร้องเพลงลูกทุ่ง ในงานใด
ตอบ ขวัญข้าว ขวัญแผ่นดิน ร้อง 2 เพลง คือ ล่มเกล้าเผ่าไทย และ ชมทุ่ง

ของวันที่ 26 ธันวาคม 2552
-25 ธันวาคม 2552 ครบรอบเหตุการสึนามิ กี่ปี
ตอบ 5 ปี เกิดเมื่อ 25 ธันวาคม 2547
-หมอหมาน คือใคร
ตอบ นายแพทย์สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการศูนย์รับร้องเรียนเหล้าและบุหรี่
-หงส์แดง ,ผีแดง,ปีศาจแดงดำ คือฉายาทีมใด
ตอบ ทีมฟุตบอล ลิเวอร์พูล , แมนเชสเตอร์ยูไนเตท และ เอซีมิลาน
-ข้อสอบ ภาค ค มีกี่เรื่องอะไรบ้าง
ตอบ มี 2 เรื่อง ภาค ค การประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง (คะแนนเต็ม ๑๐๐ คะแนน)
๑. ประเมินผลการปฏิบัติงาน (คะแนนเต็ม ๕๐ คะแนน)
๒. สัมภาษณ์ (คะแนนเต็ม ๕๐ คะแนน)
-โรงพยาบาลใดโดนศาลสั่งให้ชดใช้ 12 ล้านบาทกรณีทำคลอดทำให้เด็กแขนพิการ
ตอบ ศาล พิพากษาสั่งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จ่าย 12 ล้านบาท ให้เมีย "วอลเตอร์ ลี” เชฟรายการอาหารชื่อดังฐานประมาทเลินเล่อทำคลอดบุตรชายพิการแขน-ขาขาด ขณะที่ “เชฟคนดัง” ดีใจ ผู้ป่วยได้รับสิทธิเยียวยา
-การปรับขึ้นค่าจ้างค่าแรงขั้นต่ำสรุปว่าอย่างไร
ตอบ กรรมการค่าจ้าง เคาะขึ้นค่าแรง 71 จังหวัด 1-8 บาท สูงสุด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 8 บาท ต่ำสุด 1 บาท มี 7 จังหวัด ขณะที่ 5 จังหวัดไม่ปรับ
(25ธ.ค.) เวลา 00.35 น. ที่ห้องประชุมชั้น 5 สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย ชุ่มรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างกลาง (บอร์ดค่าจ้าง) ครั้งที่ 3 โดยใช้เวลาประชุมกว่า 2 ชม. หลังการประชุมนายสมชาย กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้างมีมติให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำปี 2553 จำนวน 71 จังหวัด ตั้งแต่ 1-8 บาท ทั้งนี้สาเหตุที่ต้องประชุมคณะกรรมการค่าจ้างในเวลาดึก เนื่องจากการประชุม 2 ครั้งที่ผ่านมาบอร์ดนายจ้างและลูกจ้างไม่สามารถตกลงกันได้ที่จะให้ปรับค่า จ้างในส่วนของกทม. และปริมณฑล 4 บาท

อย่างไรก็ตามการประชุมวันนี้ได้ข้อสรุปเป็นที่เรียบร้อย โดยจังหวัดที่ปรับขึ้น 1 บาท มี 7 จังหวัด ได้แก่น่าน วันละ 151 เป็น152 บาท, พะเยา 150 บาท เป็น 151 บาท, แพร่ 150 บาท เป็น 151 บาท,พิษณุโลก 152 บาท เป็น 153 บาท, อุตรดิตถ์ 152 บาท เป็น 153 บาท, พิจิตร 150 บาท เป็น 151 บาท , เลย 162 บาท เป็น 163 บาท ,

จังหวัดที่ปรับขึ้น 2 บาท มี 20 จังหวัดได้แก่ ลำปาง 154 บาท เป็น 156 บาท , ตาก 151 บาท เป็น 153 บาท,กำแพงเพชร 156 บาท เป็น 158 บาท , หนองคาย 157 บาท เป็น 159 บาท, อุดรธานี 157 บาท เป็น 159 บาท , หนองบัวลำภู 154 เป็น 156 , นครพนม 153 บาท เป็น 155 บาท, มุกดาหาร 153 บาท เป็น 155 บาท , สกลนคร 155 บาท เป็น 157 บาท , กาฬสินธุ์ 155 บาท เป็น 157 บาท , สุรินทร์ 151 บาท เป็น 153 บาท , บุรีรัมย์ 155 บาท เป็น 157 บาท, อำนาจเจริญ 153 บาท เป็น 155 บาท,ศรีสะเกษ 150 บาท เป็น 152 บาท, ยโสธร 155 บาท เป็น 157 บาท, ชุมพร 158 บาทเป็น 160 บาท, นนทบุรี 203 บาท เป็น 205 บาท, ปทุมธานี 203 บาทเป็น 205 บาท , นครปฐม 203 บาท เป็น 205 บาท, สมุทรสาคร 203 บาท เป็น 205 บาท

จังหวัดที่ปรับขึ้น 3 บาทมี 11 จังหวัด ได้แก่เชียงใหม่ 168 บาท เป็น 171 บาท,นครสวรรค์ 155 บาท เป็น 158 บาท, ราชบุรี 164 บาทเป็น 167 บาท,สมุทรสงคราม 160 บาทเป็น 163 บาท,ร้อยเอ็ด 154 บาท เป็น 157 บาท, ขอนแก่น 154 บาท เป็น 157 บาท , มหาสารคาม 151 บาทเป็น 154 บาท,นครราชสีมา 170 บาทเป็น 173 บาท, สระแก้ว 160 บาท เป็น 163 บาท, กรุงเทพมหานคร 203 บาท เป็น 206 บาท,สมุทรปราการ 203 บาท เป็น 206 บาท

จังหวัดที่ปรับขึ้น 4 บาท มี 20 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน 156 บาท เป็น 160 บาท, นครนายก 156 บาท เป็น 160 บาท , ชลบุรี 180 บาท เป็น 184 บาท,จันทบุรี 163 บาท 167 บาท,ตราด 156 บาทเป็น 160 บาท ,ชัยนาท 154 บาท เป็น 158 บาท, สิงห์บุรี 161 บาท เป็น 165 บาท , อ่างทอง 161 บาทเป็น 165 บาท,กาญจนบุรี 165 บาท เป็น 169 บาท, สุพรรณบุรี 154 บาท เป็น 158 บาท, เพชรบุรี 164 บาท เป็น 168 บาท, ประจวบคีรีขันธ์ 160 บาท เป็น 164 บาท, ชัยภูมิ 152 บาท เป็น 156 บาท , ระนอง 169 บาท เป็น 173 บาท ,สุราษฎร์ธานี 155 บาท เป็น 159 บาท , นครศรีธรรมราช 155 บาท เป็น 159 บาท , พัทลุง 155บาท เป็น 159 บาท , สงขลา 157 บาท เป็น 161 บาท , สตูล 155 บาท เป็น 159 บาท , ปัตตานี 155 บาท เป็น 159 บาท

จังหวัดที่ปรับขึ้น 5 บาท มี 6 จังหวัด ได้แก่ ระยอง 173 บาท เป็น 178 บาท , สระบุรี 179 บาท เป็น 184 บาท , พังงา 168 บาท เป็น 173 บาท ,กระบี่ 165 บาท เป็น 170 บาท , ตรัง 157 บาท เป็น 162 บาท , ยะลา 155 บาท เป็น 160 บาท ส่วนจังหวัดที่ปรับขึ้น 6 บาท มี 1 จังหวัด คือ อุบลราชธานี 154 บาท เป็น 160 บาท ขณะที่จังหวัดที่ปรับขึ้น 7 บาท มี 5 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา 173 บาท เป็น 180 บาท , ปราจีนรี 163 บาท เป็น 170 บาท ,ลพบุรี 163 บาท เป็น 170 บาท , นราธิวาส 153 บาท เป็น 160 บาท , ภูเก็ต 197 บาท เป็น 204 บาท

สำหรับจังหวัดที่ปรับขึ้น 8 บาท คือ พระนครศรีอยุธยา 173 บาท เป็น 181 บาท ส่วนจังหวัดที่ไม่ได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างมี 5 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน สุโขทัย เชียงราย เพชรบูรณ์ และอุทัยธานี ทั้งนี้ บอร์ดค่าจ้างกลางจะเสนอเรื่องให้นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน เพื่อลงนามเสนอให้ ครม.เห็นชอบในวันที่ 29 ธ.ค. และประกาศให้มีผลบังคับในวันที่ 1 ม.ค.2553 เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ

อ้างอิง http://www.komchadluek.net/detail/20091225/42670

ของวันที่ 25 ธันวาคม 2552
-คริสต์มาส คืออะไร
ตอบ คริสต์มาส หรือ วันคริสต์มาส (อังกฤษ: Christmas, Christmas Day หรือย่อ ๆ ว่า XMas) คือเทศกาลเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซู ศาสดาแห่งคริสต์ศาสนา ซึ่งเชื่อกันว่าตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม ของทุกปี พระองค์ประสูติที่เมืองเบธเลเฮมและเติบโตที่เมืองนาซาเรท ประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน
-สาเหตุของการย้ายที่ตั้งศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน
ตอบ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวหานายกอร์ปศักด์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี แทรกแซงสั่งย้ายที่ก่อสร้างศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน (สาขาปาย) ไปอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม โดยแฉเบื้องหลังว่าภริยานายกอร์ปศักดิ์มีธุรกิจโรงแรมอยู่ที่ อ.ปาย ตั้งใกล้กับพื้นที่ที่จะก่อสร้างศาลจังหวัด.
-นาธาน โอมาน โดนข้อหาใด
ตอบ ตำรวจคุมตัว "นาธาน โอมาน" นักร้อง ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกง ไปยื่นขอฝากขังต่อศาล จังหวัดอำนาจเจริญ พร้อมคัดค้านการประกันตัว ศาลพิจารณา แล้วอนุญาตให้ประกัน ตัว แต่ต้องมารายงาน ตัวทุก 6 วัน.
-เว็บไซต์ที่ควรจดจำด้านการศึกษามีอะไรบ้าง
ตอบ
สมศ. คือ www.onesqa.or.th
คุรุสภา คือ www.ksp.or.th
สำนักทดสอบทางการศึกษา คือ www.niets.or.th
ก.ค.ศ. คือ www.otepc.net
ส.ก.ส.ค. คือ www.otep.go.th
กระทรวงศึกษาธิการ คือ www.moe.go.th
สพฐ. คือ www.obec.go.th
สพท.ของท่าน ต้องค้นหาตอบเองครับ.........................


ของวันที่ 24 ธันวาคม 2552
-ผู้ทรงคุณวุฒิ ใน ก.ค.ศ. ชุดใหม่มีกี่คน ใครบ้าง
ตอบ 9 คน
คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) จำนวน 9 คน ดังนี้ 1. นายวีระ กาญจนะรังสิตา ด้านการศึกษา 2. นายนิราศ สร่างนิทร ด้านการบริหารงานบุคคล 3. รศ.ธงทอง จันทรางศุ ด้านกฎหมาย 4. รศ.สุขุม เฉลยทรัพย์ ด้านการบริหารจัดการภาครัฐ 5. นายอัชพร จารุจินดา ด้านการบริหารองค์กร 6. นางมลิวัลย์ ธรรมแสง ด้านการศึกษาพิเศษ 7. นายตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ ด้านบริหารธุริจหรือด้านเศรษฐศาสตร์ 8. นายพลสัณห์ โพธิ์ศรีทอง และ 9. นายอำรุง จันทวานิช ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศหรือด้านการบริหารจัดการความรู้ หรือด้านวิจัยและประเมินผล
-เว็บไซต์ใดที่ช่วยให้ค้นพบนาธาร โอมาร จนสามารถจับกุมตัวได้
ตอบ พันทิพย์พลาซ่า
-อุทยานแห่งชาติใดเกิดข้อร้องเรียน กรณีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ร้องคาราโอเกะส่งเสียงดังรบกวน
ตอบ อุทยานแห่งชาติเขาสถาน อ.นาน้อย จ.น่าน ข้าราชการ วีไอพี เปิดเพลงร้องคาราโอเกะ อธิบดีบอกจริง และขอโทษในเว็บ
-พระสมเด็จรุ่นใดที่นำมาแจกให้กับผู้ที่ลงนามเยี่ยมอวยพรสมเด็จพระสังฆราช
ตอบ พระสมเด็จสะท้านเพชร แจกผู้มาเยี่ยมพระสังฆราช 31 ธค 52 – 15 มค 53
-โน๊ต อุดม แต้พานิชย์ มีปัญหาการแสดงกับเจ้าของร้านอาหารเรื่องค่าตัว จำนวน 3 ล้านบาท ณ ที่ใด
ตอบ สหรัฐอเมริกา
-คำแถลงนโยบายการดำเนินงาน ครบ 1 ปี รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ตอบ
วันนี้ (23 ธ.ค.) เวลา 13.40 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลในรอบ 1 ปีโดยมีการถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ดังนี้
พี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านครับ อย่างที่ท่านรักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไปในตอนต้นว่าเมื่อ ปลายเดือนธันวาคม 2551 ผมและคณะรัฐมนตรีได้เข้ารับหน้าที่ถวายสัตย์ปฏิญาณ และในช่วงปลายปีนั้นเอง ได้มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพราะฉะนั้น นับจนถึงวันนี้ก็ถือว่าเป็นเวลาประมาณ 1 ปี นับตั้งแต่รัฐบาลได้เข้าบริหารราชการแผ่นดิน วันนี้ผมขอใช้เวลาในการที่จะรายงานให้พี่น้องประชาชนเจ้าของประเทศได้รับ ทราบว่า 1 ปีที่ผ่านมานั้น รัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาของประทศชาติ และของพี่น้องประชาชนอย่างไร การรายงานในวันนี้คงไม่ใช่เป็นโอกาสเดียวที่จะมีการได้ตรวจสอบผลงานของ รัฐบาล เพราะว่าอย่างน้อยที่สุดรัฐบาลก็มีหน้าที่ในการจัดทำเรื่องของผลงานตามแนว นโยบายแห่งรัฐที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ เมื่อมีการเปิดสมัยประชุมสภา และแน่นอนครับพรรคการเมืองหรือฝ่ายค้านหรือสภาฯ นั้นก็สามารถที่จะมีการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ เช่น อาจจะมีการเสนอญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลต่อไป ซึ่งในทุกโอกาสนั้นรัฐบาลจะได้ชี้แจง
ผมขอเรียนครับว่าวัตถุประสงค์สำหรับการรายงานในวันนี้ ผมถือว่าหนึ่ง เป็นหน้าที่เพราะรัฐบาลนี้มาด้วยระบบรัฐสภา เป็นรัฐบาลในวิถีทางประชาธิปไตย บุคคลที่รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบก็คือต่อพี่น้องประชาชน ซึ่งมีสิทธิ์จะได้รับรู้รับทราบแนวคิดการทำงานของรัฐบาล ประการที่ 2 ผมจะพยายามเสนอข้อเท็จจริงซึ่งพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนนั้นสามารถที่จะ ตรวจสอบได้ สามารถที่จะวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่ว่าที่สำคัญที่สุดคือว่าเมื่อได้รายงานถึงการทำงานตลอด 1 ปีที่ผ่านมาแล้ว ผมอยากจะใช้โอกาสนี้ในการขอบคุณและในการขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน ทั้งในส่วนของ 1 ปีที่ผ่านมา และงานที่เราจะทำต่อไป ผมขอย้ำอีกครั้งว่าเบื้องต้นสิ่งแรกที่ผมอยากจะทำเมื่อมองย้อนกลับไป 1 ปี คือการขอบคุณพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่ได้เป็นกำลังใจให้กับรัฐบาลในการทำ งานมาโดยตลอด และในหลายต่อหลายเรื่องได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จนทำให้งานของรัฐบาลหลายนโยบายสำเร็จลุล่วงไปได้ พร้อม ๆ กันนี้ก็ขอถือโอกาสขอบคุณเพื่อนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในทุกส่วน ราชการ และทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการพลเรือน ข้าราชการกลุ่มต่าง ๆ ทหาร ตำรวจ ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา จนทำให้ประเทศของเราได้เดินหน้ามา ผมถือว่าไกลพอสมควรจากสถานการณ์ปีที่แล้ว
ผมขอเริ่มต้นอย่างนี้ครับว่า ถ้าจะมองย้อนกลับไป 1 ปีวันนี้ผมคงไม่ไปลงรายละเอียดในเรื่องของโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้ทำ มันจะมีเป็นร้อยเป็นพันก็ว่าได้ครับ และจะมีท่านรัฐมนตรีในกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่จะได้มีการชี้แจงกับพี่น้องประชาชนต่อไป แต่ผมอยากให้เห็นภาพใหญ่ หลักคิดการทำงานของรัฐบาลโดยเฉพาะในเรื่องของเศรษฐกิจ ในเรื่องของสังคม ในเรื่องของการเมือง ความมั่นคงในแต่ละด้านนั้น ว่าสถานภาพหรือสภาพปัจจุบันเมื่อเราเข้ามาเป็นอย่างไร วันนี้เป็นอย่างไร ความตั้งใจของเราต่อไปเป็นอย่างไร คงต้องเริ่มต้นฉายภาพกลับไปปลายปี 2551 อีกครั้งหนึ่งครับ คำว่า “วิกฤตซ้ำซ้อน” เป็นคำที่ได้ใช้กันค่อนข้างจะแพร่หลาย แม้กระทั่งจนถึงปัจจุบัน เพราะในช่วงที่รัฐบาลเข้ามาปลายปีที่แล้วนั้น วิกฤตเศรษฐกิจโลกได้เริ่มส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันครับเกือบจะตลอดทั้งปี 2551 สภาพความขัดแย้งในทางการเมือง ในทางสังคม ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินตลอดปี 2551 นั้นเรียกได้ว่าสร้างผลงานที่จะปรากฏออกมาให้กับประชาชนบนความยากลำบากมาก จนกระทั่งมีการตั้งคำถามไม่ใช่กับรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่กับประเทศไทย รัฐบาลไทย ว่ายังคงมีความเชื่อถือ มีความเชื่อมั่นเพียงพอในการที่จะขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตภายในหรือผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจได้หรือไม่
ถ้าเราดูจากเรื่องของเศรษฐกิจก่อน เราจะพบว่าเศรษฐกิจเมื่อปลายปี 2551 นั้น เริ่มแสดงออกถึงปัญหาการหดตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือในไตรมาสสุดท้ายของปี ตัวเลขทางเศรษฐกิจนั้นติดลบถึงร้อยละ 4.2 การส่งออก การท่องเที่ยวติดลบเป็นเลข 2 หลัก แทบจะเรียกว่าเป็นครั้งแรกเท่าที่เราจะจำกันได้เลย ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงอย่างมาก ที่สำคัญคือว่าการคาดการณ์ว่าปี 2552 จะเป็นอย่างไรนั้น ถ้าเราไม่ย้อนกลับไปดู เราจะไม่เข้าใจนะครับว่า เราทำงานภายใต้สภาวะอย่างไร หัวข่าวที่มีการพาดกันว่า คนจะตกงานล้านคน ล้าน 5 แสนคน 2 ล้านคน มีให้เห็น มีการคาดการณ์ของสำนักวิเคราะห์ นักวิจัย นักวิชาการ สื่อสารมวลชนว่าเศรษฐกิจปี 2552 นั้นบางคนบอกว่าอาจจะติดลบถึง 9 เปอร์เซ็นต์ บางคนฟันธงว่าไม่น้อยกว่า 4 เปอร์เซ็นต์ และยังพูดด้วยว่าสภาพการณ์อย่างนี้จะค่อนข้างที่จะยืดเยื้อส่งผลกระทบอย่าง รุนแรงต่อภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศของเรา นี่คือสภาพเมื่อปลายปี 2551
รัฐบาลเข้ามานั้นกำหนดยุทธศาสตร์ชัดเจนว่า เราจะใช้วิธีการในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร เราแบ่งเอาไว้เลยว่าสิ่งแรกที่เราจะต้องทำก็คือบรรเทาความเดือดร้อนของพี่ น้องประชาชน และรักษากำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจของเราให้ได้ ที่ต้องทำอย่างนี้เพราะว่านั่นคือวิธีการที่จะทำให้เศรษฐกิจของเราไม่ถดถอย หดตัวอย่างรุนแรงจนเกินไป และนำไปสู่ปัญหาการว่างงาน และมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ให้เศรษฐกิจนั้นเข้าสู่ภาวะตกต่ำ ขณะเดียวกันแนวทางที่เราทำเช่นนั้นทำให้การใช้จ่ายเงินงบประมาณที่จะไปตอบ สนองเป้าหมายทางเศรษฐกิจนั้นทำได้เร็ว รัฐบาลถูกวิจารณ์มากนะครับในขณะนั้น ถูกวิจารณ์ว่าทำไมไม่เอางบประมาณไปพยายามกระตุ้นการส่งออก การท่องเที่ยว หรือสร้างถนนหนทางหรือแหล่งน้ำ หรือทำเมกะโปรเจ็กต์โครงการขนาดใหญ่ รัฐบาลก็ได้ให้คำตอบในขณะนั้นว่า ไม่ใช่เราไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านั้น แต่เรื่องเหล่านั้นการใช้เงินในขณะนั้นจะไม่เห็นผลหรือจะไม่สามารถทำได้
แต่สิ่งที่เราอยากจะทำก็คือว่าเร่งทำให้รายได้ของคนในประเทศไม่ตกลงไป ลดรายจ่ายของเขา เพื่อที่จะให้ประชาชนนั้นมีส่วนสำคัญในการทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน และไม่ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงจนเกินไป เมื่อเราสามารถหยุดยั้งการถดถอยตรงนั้นได้ เราก็จะมีเวลาในระหว่างนั้นในการเตรียมโครงการลงทุนเพื่อที่จะกระตุ้น เศรษฐกิจในรอบต่อไป ซึ่งก็คือที่มาของปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ผมอยากจะชี้ให้เห็นเป็นตัวอย่างครับว่า หลังจากที่เราได้วางแนวของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างนี้ ผลของมันคืออะไร ตัวอย่างนะครับเราจะเห็นจากเรื่องของปัญหาการว่างงานก่อน
ผมยกตัวอย่างเดียวเช่นโครงการต้นกล้าอาชีพ เข้ามาเพื่อที่จะรองรับการที่คนกำลังจะตกงานบ้าง หรือคนที่ถูกปลดออกจากงานบ้าง หรือคนที่จบการศึกษามาใหม่ เราก็มีโครงการพิเศษขึ้นมา เติมจากสิ่งที่กระทรวงแรงงานเขาทำอยู่ตามปกติว่าจะมีการเร่งฝึกอบรม สร้างทักษะ สร้างโอกาสให้คนกลับเข้าไปประกอบอาชีพได้หรือมีงานทำ หรือไม่ถูกเลิกจ้าง สุดท้ายทำได้เกินเป้านะครับ มีคนอยากจะขอเข้ามาในโครงการนี้ 8 แสนกว่าคน ถึงวันนี้เราฝึกอบรมไปแล้ว 4 แสนกว่าคน ใน 4 แสนกว่าคนเกือบ 3 แสนคนกลับเข้าสู่ภาวะการมีงานทำ และที่สำคัญคือว่าเราทำโครงการนี้ตั้งงบประมาณไว้ตอนต้นประมาณ 13,000 ล้านบาท ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมีนาคมปีหน้า เอาเข้าจริง ๆ เราทำได้เกินเป้าโดยใช้เงินน้อยกว่าที่ตั้งงบประมาณไว้ถึง 5,000 ล้านบาท ผมยกมาเป็นเพียงหนึ่งโครงการเท่านั้น ที่เป็นความคิดริเริ่มของรัฐบาลนี้

สอดคล้องกับสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่มันเกิดขึ้นตอนนั้น ปฏิบัติจริงและได้ผล ก็จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เรามองเห็นภาพปัญหาการว่างงาน ซึ่งเมื่อตอนต้นปีอยู่ที่ประมาณ 7-8 แสน และคนก็มีการคาดการณ์ว่า 1 ล้าน ล้าน 5 2 ล้าน แต่จะเห็นครับว่านับตั้งแต่มาตรการเศรษฐกิจในรอบแรกเริ่มออกไปก็คือประมาณ ปลายเดือนมีนาคม นับตั้งแต่นั้นมาครับ อัตราการว่างงานลดลงโดยลำดับ จนขณะนี้เหลือประมาณ 4 แสนคน ซึ่งถือว่าเป็นระดับปกติ ถ้าเทียบกับภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไป ถ้าคิดเป็นอัตรานะครับร้อยละ 1.2 หรือต่ำกว่านั้นด้วยซ้ำ
ผมอยากจะเรียนว่าความสำเร็จตรงนี้สำคัญสำหรับผม สำหรับรัฐบาล เพราะว่าตั้งแต่ต้นที่เรากลัวที่สุดจากวิกฤตเศรษฐกิจก็คือคนไม่มีงานทำ คนตกงาน และผมกล้าพูดว่าผมมีความภาคภูมิใจ เพราะผมไปประชุมในต่างประเทศบ่อยครับ ตัวเลขที่ผู้นำรัฐบาลทุกประเทศ เวลาพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจกันพอพูดถึงเรื่องผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีพีดี) เสร็จ ต้องมาพูดถึงเรื่องตัวเลขปัญหาการว่างงาน และพอเขาได้รับทราบว่าของเราลดลงมาหลายเดือนแล้วอยู่ในระดับที่ต่ำแทบจะ เรียกได้ว่าเทียบเคียงกับอัตราปกติ เขายอมรับว่านั่นคือความสำเร็จของการฟันฝ่าปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในรอบนี้
เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นเรื่องของรูปธรรมของการก้าวพ้นวิกฤตเศรษฐกิจจากการทำงานของ รัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา การจ้างงานก็สูงขึ้น และที่สำคัญคือว่าเมื่อเราสามารถรักษาเศรษฐกิจภายในประเทศได้ดีพอสมควรระยะ หนึ่ง เมื่อเข้าสู่ครึ่งปีหลังของปีนี้ โดยเฉพาะ 3 เดือนสุดท้าย เมื่อเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นขึ้น ทุกอย่างก็จะรับกัน เราก็จะได้รับอานิสงค์จากตรงนั้นด้วย จากความพร้อมของเศรษฐกิจในประเทศด้วย ทำให้รายได้ที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยว จากการส่งออก ซึ่งเราก็มีมาตรการการทำงานของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงอื่น ๆ นั้น ก็ทำให้เราเริ่มเห็นผลสำเร็จที่ตามมา
อย่างตัวเลขที่เห็นอยู่ในขณะนี้เป็นการเปรียบเทียบนักท่องเที่ยวปี 2551 กับปี 2552 ซึ่งจะเห็นได้ว่าช่วงแรก ๆ ของปี สีเขียวคือตัวเลขของปีนี้จะต่ำมาเกือบตลอด จนกระทั่งมีช่วงหนึ่งมีคนบอกว่าปีนี้ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวถึง 10 ล้านคนหรือไม่ แต่ว่าพอครึ่งปีหลังจะเห็นว่าเส้นสีเขียวแซงเส้นสีฟ้าด้วยซ้ำ แล้วขณะนี้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ก็มั่นใจว่า 14 ล้านคนใกล้เคียงครับตัวเลขตัวนั้น ถ้าดูเป็นอัตราการเติบโตจะยิ่งเห็นชัดครับว่าการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยว เป็นอย่างไร ตัวเส้นที่ปรากฏอยู่บนจอนั้นจะเป็นการบ่งบอกให้เห็นว่าได้พุ่งขึ้นมาสูง อย่างไร
เช่นเดียวกันกับการส่งออกครับ ถ้าดูเรื่องของการส่งออกก็เช่นเดียวกันในช่วงแรกก็จะเป็นการหดตัวที่ค่อน ข้างจะรุนแรง แต่ว่าการส่งออกนั้นถ้าเทียบกันเดือนต่อเดือน ก็จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น แล้วก็ล่าสุดในเดือนพฤศจิกายนอัตราการขยายตัวของการส่งออกปีต่อปีก็กลับมา เป็นบวกที่ร้อยละ 17 ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ในที่สุดครับ ถ้าเรามาดูจีดีพีจะเห็นได้ว่าการฟื้นตัวได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว ที่ต้นปีเถียงกันบอกจะเป็นตัว U ไหม จะเป็นตัว L ไหม เราก็ยืนยันว่าจะทำให้ใกล้เคียงตัว W ที่สุด ผมว่าเส้นที่เห็นอยู่บนจอนี้น่าจะยืนยันได้ครับว่าเป้าหมายที่ได้ประกาศไว้ ปลายปีนี้มั่นใจว่าเศรษฐกิจกลับมาอยู่ในแดนบวก และเป็นการฟื้นตัวค่อนข้างรวดเร็วนั้น ผมถือว่าได้ดำเนินการมาอย่างเรียบร้อย แล้วก็เป็นสิ่งที่จะทำให้เรามีความมั่นใจในการก้าวสู่ขั้นต่อไปของนโยบาย เศรษฐกิจในเรื่องของการปรับโครงสร้างเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะได้พูดต่อไป
แต่วิกฤตเศรษฐกิจซึ่งเกิดขึ้น ผมได้พูดตั้งแต่วันแรกว่าไม่ได้หมายความว่าหน้าที่รัฐบาลชุดนี้จะเพียงทำให้ เศรษฐกิจฟื้นเท่านั้น เราไม่ลืมว่าสิ่งที่เป็นปัญหาสำคัญของพี่น้องประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ ก็คือปัญหาเรื่องหลักประกันและสวัสดิการ และเราถือโอกาสของการที่เศรษฐกิจหดตัว สมัยก่อนเศรษฐกิจหดตัว คนก็จะมีความวิตกกังวลว่ารัฐบาลจะมุ่งไปกระตุ้นเศรษฐกิจ และไม่มีเงินสำหรับที่จะช่วยเหลือประชาชน แต่ทั้งนี้เราพิสูจน์ให้เห็นครับว่านโยบายที่เราทำ เราสามารถแก้วิกฤตเศรษฐกิจ และเพิ่มสวัสดิการ เพิ่มรายได้ให้กับประชาชนโดยตรงด้วย โดยยึดเอาแนวคิดที่บอกว่าประชาชนต้องมาก่อน เพราะฉะนั้น สวัสดิการของประชาชนนะครับที่เกิดขึ้นในช่วงตลอดปีที่ผ่านมาครอบคลุมหมดเลย ครับ ไล่ตั้งแต่เด็กเล็ก มีการลงทุนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ขยายนมโรงเรียน เรียนฟรี 15 ปี ขยายเงินกองทุนกู้เงินเพื่อการศึกษา มีการเพิ่มบริการลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ตั้งแต่เรื่องอุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบ ไปจนถึงเรื่องของการติว ก็จัดให้มีช่องพิเศษในเรื่องของติวเตอร์ ชาแนล อย่างนี้เป็นต้น แต่ว่านี่เพียงตัวอย่างเดียวครับ
ที่จริงแล้วสวัสดิการที่เกิดขึ้นตลอด 1 ปีที่ผ่านมา บนนี้ยังไม่หมดเลยครับ ผู้สูงอายุได้เบี้ยยังชีพทุกคนเป็นครั้งแรก อสม. ได้เงินตอบแทนเป็นครั้งแรก เบี้ยคนพิการขึ้นทะเบียนแล้ว เมษายนปีหน้าได้ครบทุกคนเป็นครั้งแรก สถานีอนามัยกำลังถูกยกระดับขึ้นมาเป็นโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพระดับตำบล องค์กรในชุมชนซึ่งเคยมีระบบสวัสดิการอยู่ก่อน เริ่มตั้งแต่เดือนหน้าผมจะโอนเงินของรัฐบาลเข้าไปสมทบเพื่อขยายไปยังทั่ว ประเทศ ประกันสังคม คนที่ไม่ได้เป็นแรงงานในระบบเดิมต้องเสียเงินเป็นรายปีกำลังเปิดโอกาสให้ สามารถที่จะสมทบเงินเป็นรายเดือนได้ เพิ่มสิทธิประโยชน์อีก 2 อย่าง คนไม่มีที่ทำกินหลายพื้นที่กำลังเข้าสู่ระบบของโฉนดชุมชน คนไม่มีที่อยู่อาศัยในเมืองหลายคนขณะนี้กำลังได้ประโยชน์จากโครงการบ้านมั่น คง ประชาชนซึ่งเคยมีปัญหาข้อขัดแย้งกับรัฐเรื่องที่ทำกิน เรื่องค่าชดเชย หลายกลุ่มครับปัญหายืดเยื้อมาเป็นสิบปี ยุติในรัฐบาลนี้จะเป็นกรณีของสมัชชาคนจนในบางกรณี เช่น ราษีไศล อย่างนี้เป็นต้น ไม่นับว่าระบบสวัสดิการที่มีอยู่ เราก็ดูแลไม่ให้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น ระบบประกันสุขภาพนั้น ค่าใช้จ่ายต่อหัวก็เพิ่มขึ้น มีอีกเยอะนะครับ ลูกจ้างประจำได้บำนาญเป็นครั้งแรก เมื่อวานนี้มีการออกมาตรการภาษีเพื่อช่วยคนที่ได้รับประโยชน์จาก กบข. จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อย่างนี้เป็นต้นครับ
เพราะฉะนั้น สวัสดิการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนี้ ผมถือว่านอกจากจะช่วยให้ประชาชนก้าวพ้นวิกฤตเศรษฐกิจแล้ว สังคมไทยก็กำลังก้าวพ้นประชานิยม สู่ระบบสวัสดิการที่แท้จริงที่เป็นเรื่องของสิทธิ ไม่ใช่การสงเคราะห์จากรัฐบาลอีกต่อไป ที่สำคัญที่สุดครับ นโยบายที่เราได้ริเริ่มและเป็นนโยบายที่มีผลกระทบกับคบมากที่สุด แล้วก็อยู่บนหลักคิดเรื่องการสร้างสวัสดิการ การสร้างหลักประกันก็คือ โครงการประกันรายได้ให้เกษตรกร เป็นการพลิกโฉมเรื่องของการเกษตรและการแทรกแซงจากภาครัฐโดยสิ้นเชิงครับ หลายท่านทราบดีว่าในอดีตเราไล่ตามแก้ปัญหาของพี่น้องเกษตรกร ก็คือรอผลผลิตออกมา รอราคาตกต่ำ แล้วเราก็วิ่งเข้าไปแทรกแซง รับซื้อบ้าง จำนำบ้าง ฝืนกลไกตลาด เกิดปัญหาการทุจริต ภาระการบริหาร เป็นเรื่องของการเก็บ การระบายสินค้า อย่างนี้เป็นต้นครับ
เราเปลี่ยนแนวทางโดยการสร้างหลักประกันให้เกษตรกรว่า ทำการเกษตรแล้วไม่ขาดทุน เราทำเรื่องข้าว เราทำเรื่องข้าวโพด เราทำเรื่องมันสำปะหลัง ครอบคลุมประมาณ 4 ล้านครอบครัวทั่วประเทศ วันนี้โครงการยังไม่เสร็จสิ้นครับ แต่ผมก็กล้ายืนยันได้ว่าประสบความสำเร็จ ที่สำคัญก็คือความสำเร็จนี้ ถ้าเทียบเคียงกับระบบเดิม ๆ ที่เคยใช้ ตัวเลขมันบอกชัด ขณะนี้ที่ตัวเลขเสร็จสมบูรณ์แล้วก็จะเป็นกรณีของข้าวโพดครับ เราจะพบข้อเท็จจริงว่าการแทรกแซงข้าวโพดด้วยระบบจำนำกับระบบประกันนี้ใช้ เงินใกล้เคียงกันครับประมาณ 5,000 กว่าล้านบาท แต่ 5,000 กว่าล้านในระบบจำนำช่วยเกษตรกรได้ประมาณ 70,000 หรือ 80,000 ครัวเรือน แต่ว่าถ้าเป็นระบบประกันที่รัฐบาลดำเนินการมาเป็น 400,000 ประมาณ 5 เท่าครับ ที่สำคัญก็คือใน 5,000 ล้านที่ไปช่วยในโครงการจำนำนี้ประมาณ 1,500 เป็นค่าบริหารครับ ไม่ได้เป็นเงินที่ไปถึงเกษตรกร ในขณะที่ค่าบริหารในระบบประกันนั้นประมาณ 1 ใน 10 คือ 100 กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง
เพราะฉะนั้นนี่เป็นรูปธรรมว่ารัฐบาลได้คิดริเริ่มนโยบายที่ส่งผลชัดเจน ที่สุดต่อคนในกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ ในการที่จะยกระดับความเป็นอยู่ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ แล้วก็ได้ดำเนินการจนประสบความสำเร็จแล้ว เพราะฉะนั้นการทำงาน 1 ปีที่ผ่านมา ผมถือว่าเราก้าวพ้นวิกฤตเศรษฐกิจ และได้ก้าวพ้นสังคมแบบประชานิยมมาสู่ระบบของสวัสดิการ
แน่นอนครับงาน 1 ปีของรัฐบาลไม่ได้มีเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจเท่านั้น ปัญหาในเรื่องสังคม ปัญหาในเรื่องการเมืองก็เป็นเรื่องที่เราเร่งแก้ไขเช่นเดียวกัน ผมก็อยากจะเรียนสั้น ๆ นะครับว่าในภาพรวมของสังคมปัญหาใหญ่ที่พี่น้องประชาชนพูดกันมาก ก็เป็นปัญหาเรื่องยาเสพติด การเอาจริงเอาจังกับเรื่องของการปราบปรามก็ดี นโยบาย 5 รั้วป้องกันซึ่งระดมทุกฝ่ายเข้ามานะครับ ไม่ว่าจะเป็น กอ.รมน. ซึ่งเป็นการบูรณาการทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ของทุกฝ่ายเข้ามา อยากจะเรียนครับว่าก็มีความคืบหน้าไปมาก ที่สำคัญคือว่าถ้าเราดูตัวเลขเปรียบเทียบ เราจะพบข้อเท็จจริงครับว่าการจับกุมในเรื่องของยาเสพติด ไม่ว่าจะวัดด้วยจำนวนคดี ไม่ว่าจะวัดด้วยปริมาณยาที่มีการจับกุมได้ เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน นั่นคือความเอาจริงเอาจังของรัฐบาลในการทำงานเรื่องนี้ แล้วถ้าดูลึกลงไปในรายละเอียดมากยิ่งขึ้นนะครับก็จะพบด้วยว่า เอาจำนวนยาและจำนวนคนที่เกี่ยวข้องในเรื่องของคดีต่าง ๆ บ่งบอกว่าเรากำลังจับกุมรายใหญ่ด้วย ไม่ใช่เฉพาะรายย่อย แล้วก็กำลังที่จะเดินหน้าทำงานในการเข้าไปทลายเครือข่ายของการค้ายาเสพติด ซึ่งเรื่องนี้มีหลายกระทรวงเกี่ยวข้องนะครับ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม ก็ทำงานเรื่องนี้อย่างเต็มที่ รวมไปถึงกระบวนการฟื้นฟู ซึ่งเราก็ได้มีการปรับปรุงขึ้นมาเพื่อดึงให้คนเข้ามารับการบำบัดฟื้นฟูโดย สมัครใจ กระทรวงสาธารณสุขก็ดี กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ก็ดี ก็ได้เข้ามาทำงานในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน
สถิติสำหรับคดีอื่น ๆ นะครับ อันนี้เป็นตัวเลขข้างบนนี้จะเห็นนะครับว่าเป็นการเปรียบเทียบการจับกุม เรื่องยาเสพติด แต่ว่าสำหรับเรื่องของปัญหาอาชญากรรมโดยทั่วไปนะครับ ก็เช่นเดียวกันนะครับล่าสุดตัวเลขที่สภาพัฒน์ฯ ได้สรุปออกมา ที่เป็นการวัดผลในเรื่องของความก้าวหน้าเกี่ยวกับการทำงานทางด้านสังคมก็ บ่งบอกนะครับว่าสถิติของอาชญากรรมนั้นก็ลดลงทุกประเภท อันนี้เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลได้เอาใจใส่ เอาจริงเอาจังกับเรื่องของปัญหาทางสังคมเช่นเดียวกัน
ถัดจากเรื่องของปัญหาสังคมจะไปในเรื่องของการเมืองและเรื่องของความมั่น คง แน่นอนครับผมไม่สามารถจะมายืนอยู่ตรงนี้แล้วบอกว่าวันนี้การเมืองเรียบร้อย การเมืองนิ่ง การเมืองไม่มีความขัดแย้ง แต่สิ่งที่ผมพูดได้ก็คือว่าเราเดินหน้าทำให้ระบบการเมืองทำงานได้ ตัวเลขที่ยืนยันได้อย่างดีที่สุดตัวเลขหนึ่งนะครับ ท่ามกลางปัญหาทั้งในและนอกสภาฯ ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันก็คืองานทางด้านนิติบัญญัติ ที่รัฐบาลเข้าไปผลักดันนี้ทำได้มากกว่าในอดีตมากครับ ผมเป็นคนที่ให้เวลากับสภาฯ รับผิดชอบต่อสภาฯ ไปตอบกระทู้ถามสดด้วยตัวเอง เปิดโอกาสให้มีการถ่ายทอดสดเพื่อให้เป็นวาระของฝ่ายค้านในการที่จะนำเสนอต่อ ประชาชนได้ว่า มาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนตรวจสอบรัฐบาล รัฐบาลมีคำตอบคำชี้แจงอย่างไร เท่าที่ผมทราบก็ยังไม่มีใครที่ไปตอบกระทู้ถามสดมากเท่านี้ แล้วก็ไม่มีรัฐบาลไหนครับที่ผ่านกรอบข้อตกลงต่าง ๆ ผ่านที่ประชุมร่วมของรัฐสภามากเท่านี้ และจำนวนกฎหมายที่ผ่านไปตลอดทั้งปีที่ผ่านมาก็มากกว่าปีก่อน แน่นอนครับไม่ได้ราบรื่น พี่น้องประชาชนทราบว่าสภาฯ ก็ประชุมกันด้วยความขลุกขลักพอสมควร และผมก็ไม่มีข้อแก้ตัวให้คนที่ขาดประชุม แต่สิ่งที่ยืนยันได้ก็คือการบริหารจัดการในภาพรวมของรัฐบาลนั้นเราทำให้ระบบ สภาฯ ทำงานได้ เดินหน้าได้ แก้ไขปัญหาได้ เพราะอย่าลืมว่ามาตรการทั้งหลายที่ผมพูดมาจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจหรือเรื่อง อื่น ๆ หลายเรื่องต้องอาศัยการผ่านกฎหมาย เช่น กฎหมายงบประมาณเพิ่มเติม หรือในส่วนของไทยเข้มแข็งก็เช่นเดียวกัน
สำหรับปัญหาเรื่องความสมานฉันท์ ผมอยากจะกราบเรียนกับพี่น้องอย่างนี้นะครับว่า เราได้พยายามอย่างยิ่งยวดในการที่จะทำให้การเมืองของเรานั้นกลับเข้าสู่ สภาวะปกติ แต่ผมก็เคยได้เรียนตั้งแต่ต้นว่าเรื่องนี้มันไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถทำ ได้โดยลำพัง ผมพยายามทุกอย่างครับที่เคยให้คำมั่นสัญญาว่าตัวผมเองไม่สร้างเงื่อนไขความ ขัดแย้ง ตัวผมจะดูแลเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความเป็นธรรม จะรับฟังความคิดเห็นจะเชิญชวนยอมรับการตรวจสอบการมีส่วนร่วมของประชาชน ทุกกลุ่ม ผมยืนยันว่า 1 ปีมาได้ยึดแนวทางนั้นอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญก็คือว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งผมนึกว่าแนวทางนี้จะสามารถหาคำตอบทางการ เมืองได้ เหตุการณ์เดือนเมษายนซึ่งเกิดเหตุความวุ่นวายขึ้น และรัฐบาลได้ใช้หลักของกฎหมายเข้าไปควบคุมสถานการณ์โดยไม่ละเมิดสิทธิของพี่ น้องประชาชนสำเร็จ เมื่อผ่านพ้นทันทีสิ่งแรกที่ผมทำก็คือเชิญชวนทุกฝ่ายเข้ามาในกรอบของสภาฯ เพื่อหาคำตอบกันในเรื่องของทิศทางออกทางการเมือง มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ ตรวจสอบเหตุการณ์ และมีข้อเสนอแนะในเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แม้ว่าประเด็นที่เสนอมานั้นตัวผมหรือพรรคที่ผมสังกัดไม่เห็นด้วย เราก็ยื่นมือเข้าไปบอกว่าพร้อมที่จะเดินตามนี้เพราะเป็นมติร่วมกัน เพียงแต่มีเงื่อนไขว่าสมานฉันท์กันในหมู่นักการเมืองไม่พอ ต้องให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมด้วยการลงประชามติด้วย ตอนแรกทุกฝ่ายตกลงครับ วันนี้ที่เดินไม่ได้ก็ต้องเรียนตรง ๆ ว่าเป็นเพราะฝ่ายค้านถอนตัวไปจากกระบวนการนี้
ที่พูดก็เพื่อจะบอกครับว่าผมรู้ว่าเรายังต้องทำงานกันอีกมากในเรื่องของ งานทางด้านสมานฉันท์ แต่ให้มั่นใจว่า 1 ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามทำทุกวิถีทาง และได้ถอยมาหลายก้าว เพื่อที่จะให้เราสามารถเดินหน้าไปได้ แม้จนถึงทุกวันนี้ผมก็พูดเสมอครับ ที่เรียกร้องว่าให้มีการยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ ผมก็บอกผมไม่ขัดข้อง ขอให้เศรษฐกิจแข็งแรงขึ้น ซึ่งผมมั่นใจว่าปี 2553 นี้แข็งแรงเพียงพอ ขอให้ทุกพรรคการเมืองมายอมรับกติกาการเลือกตั้งเสียก่อน เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะไปเลือกตั้งแล้วถ้าหากว่าเกิดมีการทุจริตการเลือก ตั้ง ยุบพรรคกันอีก แล้วก็จะมีการมาประท้วง ก็จะเป็นปัญหาไม่จบไม่สิ้น และที่สำคัญครับถ้ารักประชาธิปไตยอยากให้การเลือกตั้งเกิดขึ้น พฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับวิถีทางประชาธิปไตยต้องหยุด เช่น การใช้ความรุนแรง การขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ การเดินทางหรือการหาเสียงที่จะมีขึ้นในอนาคต ผมก็ยังยืนยันครับว่าพร้อมที่จะยุบสภาฯ กลับไปสู่การเลือกตั้ง แต่เงื่อนไขเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นก่อน มิฉะนั้นการเลือกตั้งก็จะไม่สามารถนำไปสู่คำตอบในเรื่องของความสมานฉันท์ได้
สำหรับในเรื่องของความมั่นคงนะครับ จากปัญหาการดูแลสถานการณ์การเมืองซึ่งผมได้เรียนแล้วว่า ยกเว้นในช่วงเมษายน ซึ่งเหตุการณ์อาจจะบานปลายออกไป รัฐบาลก็ได้ควบคุมสถานการณ์ด้วยความเรียบร้อย ไม่มีการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนครับ ใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่บ้าง ใช้กฎหมายพิเศษที่สอดคล้องกับสถานการณ์การข่าว เช่น กฎหมายความมั่นคง ดูแลทั้งในเรื่องการประชุมระหว่างประเทศ ดูแลในเรื่องที่เวลามีการชุมนุม และขอเรียนนะครับว่าไม่จริงครับถ้าใครบอกว่ากฎหมายความมั่นคงถูกนำมาใช้ เพื่อปิดกั้นการชุมนุมเพราะว่ากฎหมายความมั่นคงไม่ได้ห้ามการชุมนุม และเราก็ไม่ได้ใช้ทุกครั้งที่มีการชุมนุม เราใช้เฉพาะครั้งที่มีการข่าวบ่งบอกว่าเหตุการณ์อาจจะมีความรุนแรง ซึ่งผมก็ต้องขอขอบคุณนะครับทางกอ.รมน. ซึ่งได้ดูแลบริหารกฎหมายความมั่นคงให้เกิดความเรียบร้อยทุกครั้ง
ส่วนปัญหาความมั่นคงที่เป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งก็คือปัญหาภาคใต้ ผมอยากเรียนครับว่าถ้าดูตัวเลขสถิติของ 1 ปีที่ผ่านมานั้นเหตุการณ์ความรุนแรงลดลงเพียงเล็กน้อย ผมได้พูดไปแล้วครับว่าผมไม่ได้พอใจละครับ แต่ผมถือว่ามันเป็นความต่อเนื่องของการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความ มั่นคงที่ดูแลให้สถานการณ์นั้นมีความรุนแรงน้อยลง แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลได้เดินหน้าชัดเจนในการปรับเปลี่ยนนโยบายในการแก้ไข ปัญหาภาคใต้ มีการตั้งองค์กรก็คือตัวคณะรัฐมนตรีที่มาดูแลภาคใต้เป็นการเฉพาะ เดินหน้าเขตเศรษฐกิจพิเศษ จัดงบประมาณลงไป มีเป้าหมายที่ชัดเจน ทั้งในลักษณะโครงการที่ลงไปจากบนลงล่าง และจากโครงการระดับหมู่บ้านที่ทำงานคู่กับทางเจ้าหน้าที่ขึ้นมา แล้วก็เริ่มมีการดำเนินการที่จะปรับแนวของการใช้กฎหมายต่าง ๆ เช่น 4 อำเภอจังหวัดสงขลา ยกเลิกกฎอัยการศึกแล้ว กำลังเอากฎหมายความมั่นคงมาใช้ แล้วขณะเดียวกันในส่วนของการบังคับใช้พระราชกำหนดใน 3 จังหวัดก็มีการปรับปรุงระบบร้องเรียนต่าง ๆ เพื่อดูแลว่าไม่มีการไปใช้อำนาจในทางที่ผิด การเยียวยา การสนับสนุนเรื่องการศึกษา และการดำเนินการที่จะปรับปรุงโครงสร้างขององค์กรที่จะดูแลเรื่องนี้ ที่เรียกว่า ศอ.บต. ก็ได้มีการผลักดันกฎหมายนี้จนสภาฯ รับหลักการไปแล้ว อันนี้ก็เป็นความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาของภาคใต้นะครับ
ผมอยากจะเรียนครับว่าในเรื่องของการเมืองนั้นก็จะมีอีกประเด็นหนึ่งซึ่ง เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ และผมก็บอกเช่นเดียวกันว่าไม่ได้พอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ นั่นคือเรื่องของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่สิ่งที่ผมยืนยันได้นะครับว่ามาตรฐานความรับผิดชอบและการเอาจริงเอาจังกับ เรื่องของปัญหาคอร์รัปชั่นนั้นเราได้แสดงออกอย่างชัดเจน มีเรื่องเกิดขึ้นในกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เป็นความเสียหายต่อประชาชนครับ ทางท่านรัฐมนตรีท่านก็แสดงความรับผิดชอบ แสดงสปิริต มีปัญหาในโครงการชุมชนพอเพียง เราก็หยุดโครงการที่เป็นปัญหาทั้งหมด เปลี่ยนผู้บริหาร ผู้รับผิดชอบทั้งหมดเพื่อให้เกิดการตรวจสอบได้ เพื่อจะเดินหน้าโครงการต่อ มีข้อครหาในเรื่องของกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับงบไทยเข้มแข็ง เราก็มีการตรวจสอบ เชิญคนนอกที่เป็นที่ยอมรับไว้วางใจของทุกฝ่าย ก็ชะลอโครงการในปัจจุบันและจะทำให้เกิดความโปร่งใสชัดเจนยิ่งขึ้น รวมไปถึงโครงการที่สังคมตั้งคำถาม ทุกโครงการคณะรัฐมนตรีจะมีการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ โครงการที่เป็นประโยชน์ก็เดินหน้าต่อ แต่อาจจะมีการปรับปรุงวิธีการ รายละเอียด เงื่อนไข เพื่อที่จะให้มีความมั่นใจว่าเป็นโครงการที่มีความโปร่งใสด้วย แต่นั่นละครับเรื่องของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นก็สุดแล้วแต่จะประเมินกัน นะครับ ซึ่งเดี๋ยวตอนท้ายผมจะพูดเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องของการประเมินในเรื่องของ ภาพรวม แต่ก็ย้ำอีกครั้งครับว่าผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และจะแสวงหามาตรการและ ความร่วมมือเพิ่มเติมในการที่จะสร้างความโปร่งใสและลดปัญหาการทุจริต คอร์รัปชั่นในรัฐบาล ในระหว่างการบริหารราชการแผ่นดินจากนี้ต่อไปด้วย
สุดท้ายนะครับในเรื่องของภาพรวมที่อยากจะเรียนก็คือว่า ประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตซ้ำซ้อนที่ส่งผลกระทบต่อภาพ ลักษณ์ของประเทศ แม้ว่าปัญหาภายในประเทศเยอะ ผมก็ทราบดีว่าผมก็มีหน้าที่และจะต้องมีบทบาทในการไปสร้างความเชื่อมั่นนอก ประเทศด้วย ยิ่งไปกว่านั้นปี 2552 ก็เป็นปีที่ประเทศไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนทั้งปี เพราะฉะนั้นการทำงานทางด้านการต่างประเทศมีความคืบหน้าอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นภาระหน้าที่ของเราในฐานะประธานอาเซียนกับการประชุมอาเซียน 2 ครั้ง ผลักดันสิ่งที่ปรากฏอยู่ในกฎบัตรอาเซียนใหม่ ตั้งองค์กรใหม่อย่างเช่น องค์กรสิทธิมนุษยชนในระดับอาเซียน เป็นผลงานที่เราสามารถผลักดันในฐานะประธานได้ทั้งสิ้น
นอกจากนั้นครับในฐานะประธานอาเซียนเรายังได้รับความไว้วางใจให้ไปเป็นตัว แทนในการแสดงออกถึงความคิดเห็นในที่ประชุมระดับนานาชาติที่อาจจะถือได้ว่า สำคัญที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา คือการประชุมจี 20 เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลก ไม่นับแน่นอนครับการทำงานโดยทั่วไปนะครับ เช่น การไปประชุมเอเปค การไปประชุมเรื่องความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งเราได้เป็นหุ้นส่วนในฐานะผู้ให้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ตะวันออกกลาง ยุโรป และที่สำคัญที่สุดคือว่าในส่วนของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านนะครับ ผมก็ขอเรียนครับว่าที่เห็นชัดเจนว่ามีความก้าวหน้าไปมาก ก็จะมีทั้งกรณีของประเทศมาเลเซีย ซึ่งการเยือนของท่านนายกฯ มาเลเซียเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมารวมทั้งที่เดินทางไปที่นราธิวาสกับผม รวมถึงเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ครับ ได้บ่งบอกว่าความร่วมมือระหว่างไทยกับมาเลเซียนั้นได้รับการยกระดับขึ้นไป อีกระดับหนึ่ง ทั้งในแง่ของความมั่นคง และจะมีเรื่องของเศรษฐกิจตามมา
กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่น ลาว เราก็ได้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเรื่องของการจัดการแข่งขันซีเกมส์ และจะมีความร่วมมือซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงความสัมพันธ์เช่นเดียวกัน แต่ว่าทุกประเทศในอาเซียนนะครับก็มีการเดินทางไปกระชับความสัมพันธ์ ผมยังติดอยู่ก็คือกรณีของประเทศบรูไน ซึ่งก็เป็นเรื่องของปัญหา เรื่องของการจัดเวลาเท่านั้นเอง แล้วตั้งใจว่าต้นปีหน้าจะไปเยือน เช่นเดียวกับพม่านะครับซึ่งมีการเชิญผมมา 2 ครั้ง แต่ปรากฏว่ากำหนดการไม่ตรงกัน ก็จะรอจังหวะเวลาที่ไป
ขอเรียนว่าสำหรับกรณีของกัมพูชา 1 ปีที่ผ่านมานี้ครับ ผมอาจจะกล่าวได้ว่าตลอดเวลาเกือบทั้งปี ความสัมพันธ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อยปกติครับ จนกระทั่งเกิดการสร้างเงื่อนไขขึ้นมาใหม่ ในเรื่องของการตั้งที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชา การไม่ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน และเรื่องของการวิพากษ์วิจารณ์ระบบการเมืองและระบบยุติธรรม หรือระบบศาลของไทย ปัญหาจึงเกิดขึ้นครับ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะว่ารัฐบาลนี้เข้ามาแล้วความสัมพันธ์เสื่อมทรามลงนะครับ ดูได้ย้อนกลับไปได้ว่า 8 - 9 เดือนนั้นมีความก้าวหน้าในความสัมพันธ์ แต่จุดยืนความสัมพันธ์ขณะนี้ผมถือว่าเราทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับ ประชาชนเป็นปกติให้มากที่สุด แต่จำเป็นต้องรักษาจุดยืน รักษาศักดิ์ศรีของประเทศ โดยใช้มาตรการทางการทูตตอบโต้ เท่านั้นเองครับ แล้วก็จะยึดแนวทางนี้ต่อไป แล้วจะไม่ให้ลุกลามไปสู่ความรุนแรงหรือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนโดย ทั่วไป อันนี้ก็เป็นในส่วนของงานทางด้านการต่างประเทศด้วยนะครับ
ผมขอเรียนครับว่าทั้งหมดนี้ จะทำให้พี่น้องได้เห็นภาพนะครับ ของการเดินหน้าของประเทศ ของการออกนโยบาย ของการมีมาตรการ ของการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนแทบจะเรียกได้ว่าครบทุกกลุ่มในประเทศไทย ผมอยากจะเรียนว่าการตรวจสอบการบ้าน 1 ปีนี้ผมก็อยากจะให้ดูนะครับว่า เมื่อวันที่ผมรับตำแหน่งและเคยให้คำมั่นสัญญาไว้กับพี่น้องประชาชนนั้นก็ได้ พูดไว้ เอาคร่าว ๆ ก็คือ 6 เรื่องครับ ใน 6 เรื่องนั้นไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลพี่น้องประชาชนทางด้านการศึกษา ในเรื่องของเกษตรกร ทำหน้าที่ในฐานะประธานของอาเซียนนี้ ผมได้พูดไปแล้วนะครับ รวมไปถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ผมได้พูดด้วยว่านโยบายรัฐบาลชุดก่อน อะไรที่ดีเราไม่ใจแคบหรอกครับ เราทำต่อ แล้ววันนี้ผมก็ยืนยันที่จะพูดว่านโยบายบางเรื่องเริ่มต้นมาก่อนรัฐบาลผม 6 เดือน 6 มาตรการ รัฐบาลนี้สานต่อ ปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์โอทอป ผมได้ต่อยอดช่วยในเรื่องการตลาด จัดงาน และทำในเรื่องของการปรับปรุงคุณภาพมาตรฐาน ให้ความรู้เพิ่มขึ้น และกองทุนหมู่บ้านครับก็มาต่อยอดด้วยการเพิ่ม เติมเงินให้ รวมกับการขยายเวลาการชำระหนี้
และก็แน่นอนครับเรื่องหนึ่งที่ผมพูดไว้ในวันแรกก็คือการปกป้องเทิดทูน สถาบันพระมหากษัตริย์ ผมขอเรียนว่าตลอด 1 ปีรัฐบาลได้พยายามจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อให้พี่น้องประชาชนนั้นมีความ สมานฉันท์ และเทิดทูนและได้มีโอกาสถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เดือนนี้เดือนธันวาคม ผมคิดว่าเราได้เห็นครับว่าด้วยพระบารมี พี่น้องประชาชนคนไทยนั้นสามารถที่จะมาหลอมรวมจิตใจกัน เมื่อรัฐบาลจัดกิจกรรมจัดงานต่าง ๆ ซึ่งทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยมีความสุขที่สุดในรอบปี รัฐบาลยังเดินหน้ายืนยันในการที่จะปกป้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อย่าง เต็มที่ และก็หวังที่จะเห็นความร่วมแรงร่วมใจจากพี่น้องประชาชนในการถวายความจงรัก ภักดี เหมือนกับที่เราได้เห็นในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
นอกจากนั้นในการเดินทางไปต่างประเทศ ผมได้ไปชี้แจงทำความเข้าใจกับความสับสนที่เกิดขึ้น จากการที่บางฝ่ายไปพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องในทาง ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งปัจจุบันก็ทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้น และผมยังได้มีการดำเนินการในเรื่องของปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายการหมิ่นพระบรมเด ชานุภาพ จะป้องกันไม่ให้มีการนำไปใช้หรือบังคับใช้ในลักษณะที่เป็นเรื่องของประโยชน์ ทางการเมือง หรือในการทำลายล้างกัน เพราะฉะนั้นล่าสุดหลังจากที่ได้มีการปรึกษาหารือกับฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันจะมีคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อกลั่นกรองคดีนี้ แล้วคงจะเริ่มต้นทำงานได้ตั้งแต่ต้นปีหน้าเป็นต้นไป อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนว่า 6 เรื่องที่ผมพูดไว้ในวันที่ผมรับตำแหน่งนั้นได้เดินหน้าทำในทุก ๆ ด้าน
เช่นเดียวกันครับก่อนหน้านั้น ก่อนที่ผมจะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผมเคยหาเสียงและพูดถึงแผนปฏิบัติการเร่งด่วน 99 วัน มีคนชอบเอาไปพูดนะครับว่า 99 วันหรือ 1 ปีทำได้หรือไม่ได้ เอามาให้ดูชัด ๆ ครับ ผมบอก 99 วันจะทำเรียนฟรี 15 ปี ทำได้แล้วสำเร็จเรียบร้อยแล้ว 99 วันจะมีเงินตอบแทน อสม. ก็ทำได้เรียบร้อยแล้ว 99 วันโครงการชุมชนพอเพียงเริ่มโอนเงินได้ ทำไปแล้ว 99 วันจะลดภาระค่าครองชีพ ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม ทำได้ ส่วนเรื่องน้ำมันนั้นผมต้องยอมรับว่าปรับเปลี่ยนนโยบายซึ่งจะได้ชี้แจงต่อไป
และในส่วนของภาคใต้
เช่น ราคาน้ำมันเป็นปัจจัยเสี่ยง แต่ว่าสิ่งที่ทางกระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง ร่วมกันบริหาร 1 ปีที่ผ่านมา ผมบอกว่าเราเตรียมการเอาไว้เพื่อรับมือกับเรื่องนี้เต็มที่ ก็เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมนโยบายเรื่องราคาน้ำมัน ไม่ได้ตรงกับ 99 วัน แผนปฏิบัติการ 99 วัน เพราะมองมาข้างหน้าเล็งเอาไว้ว่าจำเป็นจะต้องเผื่อไว้สำหรับสถานการณ์เมื่อ เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ขาขึ้น ปัจจัยเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง ผมก็เรียนครับว่าแม้ว่าทางการท่องเที่ยว การส่งออก ก็ต้องเดินหน้าเต็มที่ แต่ว่าเศรษฐกิจภายในประเทศก็จะได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและปฏิบัติ การไทยเข้มแข็งก็จะเป็นภูมิคุ้มกันอย่างหนึ่งในกรณีที่การฟื้นตัวของ เศรษฐกิจโลกเปราะบางหรือช้ากว่าที่มีการคาดการณ์ในปัจจุบัน แต่ว่าความเสี่ยงสุดท้ายที่ผมจำเป็นต้องพูดก็คือ ปัญหาการเมืองภายในประเทศ จริงอยู่ครับ 1 ปี เราก็พยายามที่จะบริหารสถานการณ์ท่ามกลางความขัดแย้ง และผมก็ได้ยืนยันแล้วว่าเป้าหมายของการบริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของประชาชน นั้นเราไม่ให้ได้รับผลกระทบ หรือให้ได้น้อยที่สุดจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง
แต่ผมก็ต้องยืนยันกับพี่น้องประชาชนครับว่า ถ้าในบ้านเมืองของเรามีความสมัครสมานสามัคคี ให้โอกาสในการทำงานกัน การทำงานหลายอย่างก็จะมีความราบรื่นและประสบความสำเร็จได้ง่าย อยากจะยกตัวอย่าง ๆ หนึ่งครับ โครงการประกันรายได้เกษตรกร ตอนที่จะเริ่มทำแม้แต่นักวิชาการที่สนับสนุนนโยบายนี้ยังกังวลว่าเราจะผลัก ดันได้หรือไม่ แต่ด้วยความร่วมมือจากทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องจาก ส.ส.ในพื้นที่ซึ่งคอยรายงานปัญหาต่าง ๆ จากการทุ่มเททำงานหนักของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เราก็เดินมาจนถือได้ว่าประสบความสำเร็จ แต่ปัญหาที่ตกค้างในบางพื้นที่ วันนี้ต้องบอกครับมีพี่น้องประชาชนในบางพื้นที่ไม่ได้มาขึ้นทะเบียน เพราะมีคนบางกลุ่มไปรณรงค์ไม่ให้มาขึ้นทะเบียน ไปบอกว่ารัฐบาลจะหลอก รัฐบาลไม่ทำจริง ซึ่งวันนี้เราก็จะตามมาแก้ไข แต่อยากจะเรียนครับว่าถ้าเราสามารถที่จะมาร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกัน คนที่จะได้ประโยชน์ที่สุดก็คือพี่น้องประชาชน
ผมยืนยันว่า 1 ปีที่ผ่านมาประเทศเดินหน้า ประชาเป็นสุข อาจจะยังไปไม่ได้ไกลอย่างที่หลาย ๆ คนคาดหวัง และผมเองก็ยังไม่พอใจที่จะหยุดอยู่เท่านี้ แต่ผมก็อยากจะให้พี่น้องประชาชนได้ช่วยกันครับว่าเราจะก้าวเดินต่อไปข้าง หน้าด้วยกัน จะช้าจะเร็ว จะเลี้ยวซ้ายบ้าง เลี้ยวขวาบ้าง จะช่วยกันทำให้ประเทศของเรา และประชาชนของเราได้รับความเจริญก้าวหน้าน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายครับว่าในขณะที่เราฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรง ที่สุดครั้งหนึ่งของโลกมาในปีที่ผ่านมา ในขณะที่เราได้เริ่มต้นฟื้นภาพลักษณ์ของประเทศมาได้ไกลขนาดนี้แล้ว ถ้าเกิดความรุนแรง ความวุ่นวาย ความโกลาหลขึ้น นอกเหนือจากทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ทำมา 1 ปี จะเหมือนกับสูญหายไปและถดถอย ผมกล้าบอกได้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับโอกาสบ่อยนัก และอาจจะไม่ได้รับโอกาสอีก ถ้าเราทำลายความเชื่อมั่นของประเทศของเราเอง ผมจึงอยากขอขอบพระคุณพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่งที่ได้ช่วยสนับสนุนให้การ ทำงานของเรา 1 ปีที่ผ่านมามาถึงจุดนี้ และขอว่าในปี 2553 ครับเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนมาร่วมกันสร้างความสุขให้กับพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศ ขอขอบคุณครับ
ที่มา http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=17067:-1--&catid=176:2009-06-25-09-26-02&Itemid=524


ของวันที่ 23 ธันวาคม 2552
- แถลงการณ์ในหลวงหายประชวร
พสกนิกร สุดปลื้มข่าวมงคล สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ในหลวงทรงหายจากพระอาการประชวรแล้ว แต่ยังประทับพักฟื้นที่ รพ.ศิริราช เพื่อทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูพระวรกาย และเพิ่มกำลังพระกล้ามเนื้อ ขณะที่ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศยังหลั่งไหลลงนามถวายพระพร ฮือฮาทีวีเยอรมันส่งทีมมาถ่ายทำสารคดีคนไทยรักในหลวงเพื่อเผยแพร่ไปทั่วโลก ด้าน มท.1 เตรียมปั๊มเพิ่มวีซีดีงาน..

-3 เงื่อนไข พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย อดีต รมว.การต่างประเทศระบุ คือ 1.นำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 กลับมาใช้ 2.ยุบสภาและ 3.ให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยทุกฝ่ายต้องลงสัตยาบันว่าจะยอมรับผลการเลือกตั้ง
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง “ผู้จัดการรัฐบาล” ออกมาแปลไทยเป็นไทยให้ฟังว่า ข้อ 2 กับข้อ 3 นั้น “พอฟังได้” แต่ข้อ 1 นั้นนายสุเทพ อ่านว่า เป็นเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณต้องการ 1.คืนอำนาจให้เหมือนเดิม 2.เอาทรัพย์สินคืนและ 3.ไม่ต้องติดคุก

- ครม.ให้เด็กไร้สัญชาติเรียนในศูนย์เอ็นจีโอได้อย่างถูกกฎหมาย อ้างผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
วันนี้(22 ธ.ค.)ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า ครม.มีมติรับร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดการศึกษาให้แก่บุคคล ที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือ ไม่มีสัญชาติไทย โดยองค์กรเอกชนในศูนย์การศึกษาคนต่างด้าว พ.ศ. ....ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ เพื่อให้มีความมั่นคงจากการจัดการศึกษา และเป็นศูนย์การศึกษาของคนต่างด้าวที่องค์กรเอกชนตั้งขึ้น ให้มีกฎหมายรองรับ โดยผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และออกเป็นกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิของบุคคลหรือองค์กรเอกชนในการจัดการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ตามมาตรา 12 พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยให้กระทรวงศึกษาและสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติดำเนินการ และครม.ยังเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานของรัฐ กระทรวงต่าง ๆ เพื่ออำนวยประโยชน์ในการให้การศึกษา แก่เด็กที่ไม่มีสัญชาติ.

-ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดผลการประชุม ทปอ. เมื่อเร็ว ๆนี้ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงกรณีที่มีนิสิต นักศึกษา จำนวนหนึ่งร้องต่อ ทปอ. เพื่อขอนำคะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ที่สอบเพียง 5 กลุ่มสาระวิชา มาใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางการรับ นิสิตนักศึกษา หรือ แอดมิชชั่น ปีการศึกษา 2553 เนื่องจากขณะนี้ ทปอ.ได้กำหนดว่า ผู้ที่จะนำคะแนนโอเน็ตมาใช้แอดมิชชั่นได้จะต้องเป็นคะแนนโอเน็ตที่สอบ 8 กลุ่มสาระวิชาเท่านั้น ซึ่งนิสิต นักศึกษา กลุ่มดังกล่าวแจ้งว่า ช่วงปี 2549 และ ปี 2550 ทางสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จัดสอบโอเน็ตเพียง 5 กลุ่มสาระวิชาเท่านั้น ซึ่งทปอ.พิจารณาแล้วมีมติให้เฉพาะผู้ที่สอบโอเน็ต ปี 2549-2550 สามารถนำคะแนนโอเน็ต ที่สอบ 5 กลุ่มสาระวิชามาแอดมิชชั่นได้ แต่ให้ค่าน้ำหนักคะแนนเพียง 25% จากค่าน้ำหนักคะแนนโอเน็ต 30% เพราะคะแนนดังกล่าวมีเพียง 5 กลุ่มสาระวิชา จะได้ไม่เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบผู้ที่สอบ 8 กลุ่มสาระวิชา และเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้แก่เด็กด้วย

ศ.นพ.ภิรมย์ กล่าวต่อไปว่า ทปอ.ยังได้หารือถึงกรณีที่เครือข่ายสตรีข้ามเพศ เรียกร้องให้สถาบันอุดมศึกษาเปิดให้กลุ่มนิสิต นักศึกษาข้ามเพศ แต่งชุดนิสิต นักศึกษาหญิงเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรได้ โดยประชุมเห็นตรงกันว่า การแต่งกายเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรควรแต่งให้เหมาะสมกับกาลเทศะ และต้องเคารพกติกาของสถาบัน สำหรับเรื่องการลดค่าสมัครสอบความถนัดทั่วไป หรือ GAT และลดค่าสมัครสอบความถนัดทางวิชาชีพหรือวิชาการ หรือ PAT จากที่ปัจจุบันเก็บค่าสมัครสอบวิชาละ 200 บาทลง นั้น จากข้อมูลต้นทุนการจัดสอบ 3 ครั้งที่ สทศ.ส่งมา พบว่า มีต้นทุนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับจำนวนผู้สมัครสอบ ดังนั้น ทปอ.จึงให้รอการจัดสอบครั้งที่ 4 เดือน มี.ค. 2553 เสร็จสิ้นก่อน เพื่อดูว่ามีเงินเหลือหรือไม่ ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะลดค่าสมัครสอบได้หรือไม่ต่อไป.

ของวันที่ 22 ธันวาคม 2552
- รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะแถลงผลการดำเนินงานครบรอบ 1 ปี ในวันใด
ตอบ 23 ธันวาคม 2552
-แก๊งค์หมูบินเกี่ยวข้องกับอะไรมากที่สุด
ตอบ ขโมยชอบลักทรัพย์บ้านคนรวยคนดัง ใช้รถยนต์ยี่ห้อหรู ขับไปตามบ้านทำเป็นกดกริ่ง ไม่มีคนอยู่ก็ขโมยทรัพย์สิน ตู้เซฟใช้แก๊สตัด ทรัพย์สินที่ยึดไfh กว่า 200 ล้านบาท
-AFTA คืออะไร
ตอบ เขตการค้าเสรีอาเซี่ยน
-อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2553 กำหนดไว้ที่เท่าไร
ตอบ ร้อยละ 10 - 15
-ค่าผ่านทางโทเวย์ปรับขึ้นอย่างไร
ตอบ จาก 55 บาท เป็น 85 บาท เริ่ม 22 ธันวาคม 2552 (5 ปี ปรับ 1 ครั้ง)
- จังหวัดใดที่ยังหาข้อยุติเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำไม่ได้
ตอบ กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล 4 จังหวัด
-ร่าง พรบ.คนขอทาน มีโทษสูงสุดคือ
ตอบ ประหารชีวิต (มาตรา 12 )
-นักเตะยอดเยี่ยม ชายและหญิง ปี 2009 คือใคร
ตอบ เมสซี และมาร์ทา
ลิโอเนล เมสซี กองกลาง "เจ้าบุญทุ่ม" อาร์เจนตินา ผงาดเข้าป้ายคว้าตำแหน่งนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลกประจำปี 2009 จากฟีฟ่า หลังได้รับเลือกให้คว้ารางวัลนี้ด้วยคะแนนเสียงโหวตแบบท่วมท้นทิ้งห่าง "แชมป์เก่า" คริสเตียโน โรนัลโด้ ปีกจอมเลี้อยไปแบบขาดลอย ด้าน มาร์ทา แข้งสาวทีมชาติบราซิลสุดเจ๋งคว้าตำแหน่งนักฟุตบอลหญิงยอดเยี่ยมเป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกัน
-อื่น ๆ น่าจับตา
ตอบ
สธ.ทำจริง ลงดาบฟัน บริษัทน้ำเมาทำผิด ก.ม. ลอตแรก 65 คดี โดนถ้วนหน้า สิงห์เจออ่วม 39 ลีโอ 11 ช้าง 14 อาซาฮี 1 พร้อมฟันปฏิทินลีโอปี 2010 และย้อนหลังปี 2009 ด้วย ตีความกฎหมายแล้ว ฟันลานเบียร์ สนับสนุนมิวสิกเฟสติวัลก็โดน ส่วนการเอาผิด "ตั๊น-จิตภัสร์" ทายาทสิงห์ ที่เอาปฏิทินไปแจกในทำเนียบฯกับ 6 นางแบบ อยู่ที่ตำรวจสืบสวนต่อ "หมอสมาน" เผยเตรียมฟันปฏิทินวาบหวิวเชียร์รายต่อ..
โยนระเบิดเก๊หน้าศาลชิง2ผู้ต้องขัง
วาง แผนชิงตัว 2 สมุนแก๊ง "ไอ้หมูสกปรก" ระหว่างคุมตัวจากเรือนจำไปศาลจังหวัดตลิ่งชัน ฉวยโอกาสโยนระเบิดปลอหวังสร้างความแตกตื่น เพื่อเปิดทางหนีขึ้นรถเก๋งอดีตเพื่อนร่วมคุกที่มารอรับริมถนนหน้าศาล แต่ผิดคิวติดโซ่ตรวนวิ่งไม่รอดถูกผู้คุม กับ รปภ.ศาลล็อกไว้ ส่วนคนร้ายที่ขับเก๋งไปดักรอเผ่นทิ้งรถมีปืนพร้อมกระสุนอยู่บนเบาะ ที่แท้เป็นลูกชายเจ้าของร้านทอง..

วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ข้อสอบ พลวัต วันที่ 31 ธันวาคม 2552

ของวันที่ 31 ธันวาคม 2552

-"วิทยา" ตัดสินใจไขก๊อก หมายถึงใคร
ตอบ นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ตัดสินใจลาออกกรณีการทุจริตจัดซื้อตามโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข
-นโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปี 2553 มีว่าอย่างไร
ตอบ
๒๕ นโยบายที่จะนำไปสู่การปฏิบัติในปี ๒๕๕๓
รมว.ศธ.กล่าวว่า ในการประชุมสัมมนา ผอ.สพท.ทั่วประเทศ ขอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แจ้งให้ประธานศูนย์ประสานงานการจัดการมัธยมศึกษา ๔๑ ศูนย์ทั่วประเทศ เข้าร่วมประชุมพร้อมกันทุกครั้ง
 เน้นการทำงานแบบบูรณาการ
 ถัด จากนี้ไปงานของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในส่วนภูมิภาค จะเน้นการทำงานแบบบูรณาการ โดยถือกรอบการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๖๑) เป็นกรอบใหญ่ที่สุดในการทำงาน ถัดลงมาคือนโยบายของรัฐบาล นโยบายของ ศธ. โดยจะมีแผนการศึกษา ๓ ระดับ คือ แผนการศึกษาชาติ แผนพัฒนาการศึกษาจังหวัด และแผนพัฒนาการศึกษากลุ่มจังหวัด ที่ทุกท่านจะต้องศึกษาทำความเข้าใจ และเพื่อให้การกำกับติดตามแผน ให้เดินไปข้างหน้า ขอให้ ผอ.สพท.เขต ๑ ทั่วประเทศ เป็นผู้รับผิดชอบกำกับแผนให้เดินไปข้างหน้า ทั้งการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษาเอกชน และอุดมศึกษา โดยทำหน้าที่เสมือนเป็นศึกษาธิการจังหวัด หรือเป็นตัวแทนของ ศธ.ของทุกหน่วยงานในจังหวัด
เหตุ ที่มีความจำเป็นจะต้องรื้อฟื้นผู้รับผิดชอบการศึกษาในลักษณะคล้ายศึกษาธิการ จังหวัดขึ้นมานี้ เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในจังหวัด มิฉะนั้นจะทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นลำบาก เพราะไม่ทราบว่าใครเป็นเบอร์ ๑ เบอร์ ๒ หรือรัฐมนตรีจะสั่งการแต่ละครั้งต้องสั่งทีละแท่ง ดังนั้นในอนาคตกระบวนการคัดกรอง ผอ.สพท.เขต ๑ จะต้องมีความเป็นพิเศษเพิ่มเติมด้วย
การจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัด เคยได้รับเรื่องร้องเรียนว่า ที่ผ่านมา ผอ.สพท.บางเขตพื้นที่การศึกษาไม่เข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง แต่มอบเจ้าหน้าที่ไปเข้าร่วมประชุมแทน ดังนั้นจึงขอมอบเป็นนโยบายว่า ต่อไปนี้การประชุมร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในจังหวัด ผอ.สพท.ต้องเข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง และทำงานในเชิงรุกมากขึ้นทุกเขตพื้นที่ และขณะนี้แผนจังหวัดได้รับการอนุมัติแล้ว ทั้งเป้าหมายร่วม ๗๐% และเป้าหมายเฉพาะจังหวัด ๓๐% ทุกคนต้องศึกษาตัวชี้วัดของเป้าหมายให้เข้าใจอย่างถ่องแท้และครบถ้วน เพื่อส่วนกลางจะได้ตรวจสอบผลสัมฤทธิ์การศึกษาในจังหวัดได้
การจัดทำแผนพัฒนาการศึกษากลุ่มจังหวัด ผู้ ตรวจราชการ ศธ.จะทำหน้าที่ ๒ ส่วน ทั้งในฐานะผู้ติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน และในฐานะผู้บริหารแผนพัฒนาการศึกษากลุ่มจังหวัด ซึ่งจะต้องรับผิดชอบผลสัมฤทธิ์ของกลุ่มจังหวัดซึ่งมีตัวชี้วัดชัดเจน และเมื่อทำงานไปแล้วระยะเวลาหนึ่ง หากมีความจำเป็นก็จะต้องปรับปรุงแก้ไขตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับความเป็นจริง มากขึ้น
 ปี ๒๕๕๓ เน้นผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
 ใน ปี ๒๕๕๓ จะเป็นปีแห่งการมุ่งเน้นการผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมมาก ขึ้น ในส่วนของรัฐมนตรีจะให้ความสำคัญกับการตรวจราชการหรือติดตามนโยบายในทาง ปฏิบัติให้เกิดผลในแต่ละพื้นที่มากขึ้น และเขตพื้นที่การศึกษาจะต้องนำสิ่งเหล่านี้ไปแจ้งให้ผู้ร่วมงานและผู้บริหาร สถานศึกษาในสังกัดได้รับทราบ และปฏิบัติตามนโยบายที่ได้สั่งการไปแล้วทุกนโยบาย เพราะถัดจากนี้ไปจะมีการติดตามความก้าวหน้าการทำงานและผลสัมฤทธิ์ทั้งหมดที่ จะตามมา
 ใช้มาตรการทางการบริหารมากขึ้น
รม ว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ขอทำความเข้าใจในเบื้องต้นว่า หากเขตพื้นที่การศึกษาใดบกพร่อง ไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ หรือพบความไม่โปร่งใส ศธ.จะใช้มาตรการทางการบริหารมากขึ้น
 นโยบาย ๒๕ เรื่องที่มอบไปแล้วต้องเดินหน้าทุกเรื่อง
 ใน ปี ๒๕๕๓ เป็นปีแห่งการเดินหน้าโครงการต่างๆ ไปสู่การปฏิบัติ ขอให้ความสำคัญกับทุกโครงการ ทั้งนโยบายที่ได้ดำเนินการไปแล้ว นโยบายที่กำลังดำเนินการอยู่ หรือนโยบายใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในปี ๒๕๕๓ ดังนั้นเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ จึงขอทบทวนให้ผู้บริหารได้รับทราบนโยบายต่างๆ ทั้ง ๒๕ เรื่อง ดังนี้
๑) การปฏิรูปการศึกษารอบสอง ที่ถือเป็นหัวใจของการปฏิรูปการศึกษา คือ "๓ เสา ๓ ดี ๔ ใหม่" (๓ ดี/3D คือ Decency-Democracy-Drug-Free ส่วน ๔ ใหม่คือ สร้างคนไทยหรือผู้เรียนยุคใหม่-ครูยุคใหม่-ระบบบริหารจัดการแบบใหม่-แหล่ง เรียนรู้หรือสถานศึกษายุคใหม่)
๒) นโยบาย ๕ ฟรี คือเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ-ติวฟรี (Tutor Channel)-นมโรงเรียนฟรี-อาหารกลางวันฟรี-ผู้พิการเรียนฟรีจนถึงปริญญาตรี
๓) การปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยเฉพาะระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขอให้ให้ความสนใจเป็นพิเศษที่ ศธ.จะเน้นการให้เด็กคิดวิเคราะห์มากขึ้นมากกว่าการท่องจำ มีการปรับหลักสูตรใหม่ที่จะลดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาบทเรียนที่มีมากถึง ๓๐% ลง เพื่อให้เด็กเรียนหลักวิชาเท่าเดิม ไม่ต้องเรียนซ้ำซ้อนหรือจมอยู่แต่ในห้องเรียน แต่จะนำเวลาไปเรียนกิจกรรมนอกห้องเรียนอื่นๆ เช่น ศิลปะ กีฬา มากขึ้น นอกจากนี้เพื่อให้เด็กที่จบออกไปมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ คือ คุณลักษณะ ๓ ดี หรือการมีหัวใจทางศิลปะ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ที่เด็กไทยยังขาดอยู่ให้มากยิ่งขึ้น โดย สพฐ. กำลังคิดเป็นข้อๆ เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่จะปลูกฝังเด็กไทยที่มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ใน อนาคต สำหรับตัวชี้วัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๒ ปีที่ในอดีตมีมากถึง ๓,๐๐๐ กว่าตัวนั้น ก็จะปรับลดเหลือเพียง ๒,๑๖๕ ตัวชี้วัด ซึ่งจะสะดวก ตรงเป้า จึงถือว่าเรื่องนี้เป็นการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ
๔) โรงเรียนดี ๓ ระดับ คือ โรงเรียนดีระดับสากล ๕๐๐ โรง ระดับอำเภอ ๒,๕๐๐ โรง และระดับตำบล ๗,๐๐๐ โรงทั่วประเทศ
๕) การสอนทางไกลผ่านดาวเทียมจากโรงเรียนวังไกลกังวล ปีนี้เริ่มแล้ว ๔,๐๐๐ โรง ส่วนปี ๒๕๕๓ จะขยายเพิ่มอีก ๕,๐๐๐ โรง จึงขอให้ติดตามตรวจสอบดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง และจะถือโอกาสนี้ไปตรวจเยี่ยมด้วย เพราะหวังว่าผลสัมฤทธิ์เด็กจะดีขึ้นเมื่อดำเนินการโครงการนี้
๖) โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร จะสร้างเรือนนอนให้โรงเรียนพื้นที่สูง หรือพื้นที่ที่เด็กต้องมาพักค้าง เพื่อสวัสดิภาพของเด็กที่อยู่ห่างไกลโรงเรียนสามารถมาพักค้างที่โรงเรียนได้
๗) โรงเรียนขนาดเล็ก ครม.ได้อนุมัติให้เพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวให้โรงเรียนขนาดเล็กไปแล้ว เพราะ สพฐ. ได้ทำการวิจัยแล้วพบว่า เงินอุดหนุนรายหัวมีนัยยะกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็ก โดยระดับประถมฯ จะได้รับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวจาก ๑,๙๐๐ บาท เป็น ๒,๔๐๐ บาทต่อคนต่อปี ระดับมัธยมฯ ตอนต้น จาก ๓,๕๐๐ บาท เป็น ๔,๕๐๐ บาท และมัธยมฯ ตอนปลาย จาก ๓,๘๐๐ บาท เป็น ๔,๘๐๐ บาท
๘) ห้องสมุด ๓ ดี คือ หนังสือดี-บรรยากาศดี-บรรณารักษ์ดี โดยห้องสมุด ๓ ดีจะเน้นซอฟต์แวร์มากกว่าฮาร์ดแวร์ มีการกำหนดเกณฑ์การจัดซื้อหนังสือ ราคาหน้าปกที่จัดซื้อกับความเป็นจริง และหนังสือดีที่ควรจัดซื้อเข้าห้องสมุด โดยเฉพาะหนังสือดีเด่น ๖ เล่มที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน ตามที่สมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาพระราชทานรายชื่อ คือ พระอภัยมณี รามเกียรติ์ นิทานชาดก อิเหนา พระราชพิธีสิบสองเดือน และกาพย์เห่เรือเจ้าฟ้ากุ้ง (เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร)
๙) ห้องเรียนวิทยาศาสตร์อัจฉริยะทวิภาคี ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สพฐ.กับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ขณะนี้มีห้องเรียนวิทยาศาสตร์ประมาณ ๑๐๐ ห้อง แต่ตนให้เพิ่มอีก ๑๐๐ ห้อง เป็น ๒๐๗ ห้องเรียน โดยขอให้เขตพื้นที่การศึกษาติดตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วย
๑๐) กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา (Thai Qualification Framework : TQF) ซึ่ง ได้ลงนามประกาศไปแล้วว่า ต่อไปนี้หากสถาบันอุดมศึกษาจะเปิดสอนสาขาวิชาใด จะต้องผ่านกรอบมาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยสถาบันอุดมศึกษาจะต้องจัดทำตามกรอบนี้ให้เสร็จภายใน ๓ ปี ซึ่ง ผอ.สพท.เขต ๑ อยู่ในฐานะที่จะต้องประสานกับทุกหน่วยงานของ ศธ. รวมทั้งเรื่องนี้ด้วย
 ๑๑) กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษา (TQF) ที่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ดำเนินการอยู่แล้วในปัจจุบัน และเป็นตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม คือ คุณภาพการผลิตนักศึกษาให้ได้ตามกรอบนี้
๑๒) กรอบมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ (TVQ) ใน ปี ๒๕๕๓ จะมีผลบังคับใช้ให้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพเกิดขึ้นคู่กับมาตรฐานคุณวุฒิ วิชาการ ซึ่งการกำหนดคุณวุฒิวิชาชีพปัจจุบันแต่ละสาขาจะระบุว่าจะได้มาซึ่งมาตรฐาน อย่างไร ปัจจุบันมีเฉพาะคุณวุฒิวิชาการ คือ ป.๖ ม.๓ ม.๖ ปวช. ปวส. และปริญญา แต่คุณวุฒิวิชาชีพยังไม่มี ต่อไปในอนาคต เมื่อเอกชนยอมรับคุณวุฒิวิชาชีพมากขึ้น จะนำไปสู่การพัฒนาในลักษณะการจ่ายค่าตอบแทน เช่น การรับคนเข้าทำงานโดยพิจารณาจากความสามารถ ซึ่งจะมีประโยชน์อีกหลายด้าน โดยเฉพาะในบางสาขาวิชาที่มีคนเก่งระดับโลก คือ เจียระไนเพชร พลอย เมื่อคนเหล่านี้ซึ่งจบการศึกษาภาคบังคับไปเทียบคุณวุฒิวิชาการกับแรงงานต่าง ประเทศ ก็จะได้เพียงคุณวุฒิวิชาการระดับ ม.๓ เท่านั้น แต่เมื่อเทียบคุณวุฒิวิชาชีพ อาจจะอยู่ในระดับ ๖ คือระดับปริญญาโท ในขณะที่บางคนอาจเทียบเท่าระดับ ๗ คือ ปริญญาเอก ซึ่งจะช่วยให้คนนั้นได้รับการยอมรับจากมาตรฐานโลกด้วย กล่าวโดยสรุปคือ เป็นการตรวจสมรรถนะจากการทำงานจริงว่ามีคุณภาพหรือไม่
๑๓) การจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา ใน ปี ๒๕๕๓ จะมีการจัดรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษา ๔๑๕ แห่งเป็นสถาบันการอาชีวศึกษา ๑๙ แห่ง เพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน และเปิดสอนถึงระดับปริญญาตรีเฉพาะในสถาบันที่มีความพร้อม โดยเน้นปฏิบัติ ๗๐-๗๕% ต่างไปจากมหาวิทยาลัยที่เน้นวิชาการมากถึง ๗๐-๗๕%
๑๔) V-Net คือข้อสอบของอาชีวศึกษาที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ซึ่งจะเริ่มในปี ๒๕๕๓
๑๕) UniNet หรือ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เป็นโครงการ ๓ ปี (๒๕๕๓–๒๕๕๕) ใช้ระบบใยแก้วนำแสงไปยังมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชน สถาบันการอาชีวศึกษา ๔๑๕ แห่ง และเขตพื้นที่การศึกษา ๑๘๕ แห่ง ศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ รวมทั้งโรงเรียนดีระดับอำเภอและระดับตำบลอีก ๓,๐๐๐ โรง
๑๖) Education Hub หรือ การเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาค ซึ่งมีหลายเขตพื้นที่การศึกษาเป็นเขตเป้าหมาย เรามีงบประมาณ ๑๔ โรงที่ได้รับเพื่อไปพัฒนาหอพักให้นักเรียนต่างชาติเข้ามาพัก ดังนั้นหลักของการเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาคคือ ต้องเพิ่มจำนวนนักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนในไทยมากขึ้น จากปัจจุบันมี ๓๐,๐๐๐ คน แต่ภายใน ๕ ปีตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มเป็น ๑๐๐,๐๐๐ คน โดยเฉพาะในจังหวัดภาคอีสาน ซึ่งจะเป็นจุดรับนักศึกษาจากลาว กัมพูชา จีน หรือเวียดนามมากขึ้น ข้อดีของการเป็น Education Hub คือจะช่วยเพิ่มรายได้เข้าประเทศ รวมทั้งความจงรักภักดีต่อประเทศชาติของเราอย่างประมูลค่าไม่ได้ในอนาคต
๑๗) การอบรมพัฒนาครูทั้งระบบ ๕๒๐,๐๐๐ คน ทั้ง ครู สพฐ.และอาชีวศึกษา โดยผู้บริหาร-รองผู้บริหารระดับเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาจะได้รับการ พัฒนาให้เสร็จสิ้นครบถ้วนทั้งหมดภายในปี ๒๕๕๓ ส่วนครูจะได้รับการอบรมพัฒนาให้ครบภายใน ๓ ปี การอบรมพัฒนาจะเน้นการทำงานร่วมกันระหว่าง สพฐ.-สสวท.-เครือข่ายมหาวิทยาลัย ในการจัดทำหลักสูตร โดยใช้ระบบ e-Training เข้ามาช่วย
๑๘) ครูพันธุ์ใหม่ จะผลิตโครงการครูพันธุ์ใหม่ ๓๐,๐๐๐ คนภายในระยะเวลา ๕ ปี เพื่อทดแทนอัตราเกษียณอายุราชการ ส่วนอีก ๗๐% จะใช้อัตราการบรรจุปกติ
๑๙) การปรับระบบการพัฒนาบุคลากรและระบบการเข้าสู่ตำแหน่งของ ศธ. เป็นเรื่องใหญ่และเกี่ยวพันกับเขตพื้นที่การศึกษา ต่อไปนี้กระบวนการอบรมพัฒนาจะมีองค์กรอบรมพัฒนาเป็นที่ยอมรับเกิดขึ้นใน กระทรวง และมีหลักสูตรการอบรมพัฒนาที่หลากหลายอย่างน้อย ๕ ส่วน คือ -หลักสูตรพัฒนาผู้บริหารการศึกษาระดับสูงของ ศธ. -กระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งต่างๆ รวมทั้งครูทดลองงาน ๒ ปี -หลักสูตรการเลื่อนวิทยฐานะ -หลักสูตรการต่อใบอนุญาตวิชาชีพ -หลักสูตรการอบรมพัฒนาตามนโยบาย โดยหน่วยงานปฏิบัติการจะใช้ สคบศ.เพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองในการก่อสร้างใหม่ แต่ สคบศ.จะต้องได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่ให้เป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับใน ระดับประเทศอย่างแท้จริง และจะมีนักวิชาการที่เชื่อถือได้มาบริหารหลักสูตร เพื่อให้ผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งต่างๆ ในอนาคตมีศักยภาพ และกฎเกณฑ์ต่างๆ ชัดเจนขึ้น
๒๐) การส่งเสริมการอ่าน ครม.ได้กำหนดให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ โดยกำหนดให้วันที่ ๒ เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นวันรักการอ่าน และให้ปี ๒๕๕๒-๒๕๖๑ เป็นทศวรรษแห่งการอ่านของประเทศ ซึ่ง ผอ.สพท.ต้องศึกษาและดำเนินการตาม ๓ แผนยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมการอ่าน คือ ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนไทยให้มีความสามารถด้านการอ่าน การสร้างนิสัยรักการอ่าน และการสร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเสริมการอ่าน
๒๑) กศน.ตำบล ขณะนี้ได้ยกระดับศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเป็น กศน.ตำบล โดยต่อไปนี้ กศน.ตำบลจะมีคอมพิวเตอร์ ๖ ชุดให้บริการในการศึกษาเรียนรู้แก่ประชาชนในตำบล และจะเป็นทัพหน้าของ ศธ.ในระดับตำบล เพื่อผลักดันการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ควบคู่ไปกับโรงเรียนดีประจำตำบล เพราะฉะนั้นใน ๑ ตำบลจะมีองค์กรเรียนรู้ตลอดชีวิตครบถ้วนทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบ
๒๒) ห้องสมุด ๓ ดีสัญจร จะมีการจัดหารถ Mobile ไป จอดในหมู่บ้านชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมการอ่าน ส่วนในบางพื้นที่อาจจำเป็นต้องใช้เรือแทนรถยนต์ โดยในวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๓ จะเปิดโครงการเรือห้องสมุด ๓ ดีสัญจร เพื่อให้เห็นกระบวนการต่างๆ ในการส่งเสริมการอ่านอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม
๒๓) การปรับสัดส่วนจำนวนคอมพิวเตอร์ต่อนักเรียน จากเดิมที่มีอัตราส่วนคอมพิวเตอร์ ๑ เครื่อง ต่อนักเรียน ๔๐ คน แต่ในปี ๒๕๕๓ จะปรับลดให้เหลืออัตราส่วน ๑:๑๐ และขอให้เขตพื้นที่การศึกษาดูแลการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ของสถานศึกษาให้เป็นไป ด้วยความถูกต้อง โปร่งใส ได้คอมพิวเตอร์ที่มีคุณภาพ รวมทั้งการดูแลบริการหลังการขายที่ดีด้วย
๒๔) งาน ก.ค.ศ. ต่อ ไปนี้ระบบงานของ ก.ค.ศ.หรือคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจะรวดเร็วและทำงาน เชิงรุกมากขึ้น กฎระเบียบใดที่ล้าหลังจะต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข ต่อไปนี้งานของ ก.ค.ศ.เป็นงานบริหารงานบุคคลของ สพฐ.เป็นหลัก เพราะในระดับอาชีวศึกษามีระบบบริหารงานบุคคลเอง การทำงานเชิงรุกของ ก.ค.ศ. เพื่อไม่ให้งานเรื่องวินัยใช้เวลานานเกินไป เพราะอาจทำให้คนดีๆ หมดกำลังใจ ดังนั้นจึงต้องทำงานด้วยความรวดเร็ว เพื่อคนไม่ดีจะได้ไม่ลอยนวล ทั้งยังส่งเสริมให้คนดีมีกำลังใจทำงานมากขึ้น
๒๕) การพัฒนาการศึกษาชายแดนภาคใต้ ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาเป็นการ เฉพาะ ตั้งแต่วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ โดยมีนายนิวัตร นาคะเวช รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานคณะกรรมการ เพื่อให้การทำงานขององค์กรหลักเดินหน้าร่วมกันอย่างมีเอกภาพและมี ประสิทธิภาพ ทั้งด้านบริหารการจัดการ การบริหารส่วนบุคคล การบริหารงบประมาณ และการบริหารส่วนวิชาการ
รม ว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ในปี ๒๕๕๓ จะเน้นการตรวจราชการในพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น จึงขอฝากทั้ง ๒๕ โครงการดังกล่าวให้เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาช่วยกันทำงานให้มี ประสิทธิภาพ ประสบผลสำเร็จเหมือนโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ ที่ได้รับการสำรวจจากประชาชนทั่วประเทศให้เป็นผลงานยอดเยี่ยมของรัฐบาล และเป็นผลงานที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุดในรอบ ๑ ปี ซึ่งต้องขอขอบคุณ ผอ.สพท. ผู้บริหารสถานศึกษา รวมทั้งบุคลากรผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ได้ร่วมกันดำเนินการโครงการดังกล่าวจนประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เป็นผลงานของคนใดคนหนึ่ง.
-ประธานอนุกรรมการกลั่นกรองการเลือกผู้ทรงคุณวุฒิใน ก.ค.ศ. คือใคร
ตอบ รศ.ดร.ธงทอง จันทรางศุ
-ประธานคัดเลือกผู้แทน ก.ค.ศ. ในแต่ละ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่คือใคร
ตอบ ปลัดกระทรวง.ศธ. (เฉลียว อยู่เสมารักษ์)

ของวันที่ 30 ธันวาคม 2552

-"ป๋าแต่งทหารต้อนรับขุนพล" ป๋า หมายถึงใคร
ตอบ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
- ประธานคณะกรรมการสอบสวนโครงการทุจริตไทยเข้มแข็งในกระทรวงสาธารณสุข คือใคร
ตอบ นพ.บรรลุ ศิริพานิช
-นโยบาย 7 วันอันตราย
ตอบ "ไปสะดวก กลับสบาย"
-แผนปฏิบัติการ 7 วันอันตราย ชื่อ
ตอบ "7 วันขับขี่ปลอดภัย เทิดไท้องค์ราชัน"
-เป้าหมายการลดอัตราการอุบติเหตุุ -เจ็บ-ตาย คือ
ตอบ ร้อยละ 5
-แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 มีสาระสำคัญอะไรบ้าง
ตอบ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๔)

คณะรัฐมนตรีรับทราบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๔) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ โดยมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ยุทธศาสตร์การพัฒนาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติและการติดตามประเมินผล สรุปได้ดังนี้
๑. วิสัยทัศน์ประเทศไทย
มุ่งพัฒนาสู่ “สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน (Green and Happiness Society) คนไทยมีคุณธรรมนำความรอบรู้ รู้เท่าทันโลก ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง สังคมสันติสุข เศรษฐกิจมีคุณภาพ เสถียรภาพ และเป็นธรรม สิ่งแวดล้อมมีคุณภาพและทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืน อยู่ภายใต้ระบบบริหารจัดการประเทศที่มีธรรมาภิบาล ดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และอยู่ในประชาคมโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี”
๒. พันธกิจ เพื่อให้การพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ มุ่งสู่ “สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน” ภายใต้แนวปฏิบัติของ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เห็นควรกำหนดพันธกิจของการพัฒนาประเทศ ดังนี้
(๑) พัฒนาคนให้มีคุณภาพ คุณธรรมนำความรอบรู้อย่างเท่าทัน (๒) เสริมสร้างเศรษฐกิจให้มีคุณภาพ เสถียรภาพ และเป็นธรรม (๓) ดำรงความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อม (๔) พัฒนาระบบบริหารจัดการประเทศให้เกิดธรรมาภิบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
๓. วัตถุประสงค์
(๑) เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้คู่คุณธรรม จริยธรรมอย่างต่อเนื่องที่ขับเคลื่อนด้วยการเชื่อมโยงบทบาทครอบครัว สถาบันศาสนาและสถาบันการศึกษา เสริมสร้างบริการสุขภาพอย่างสมดุลระหว่างการส่งเสริม การป้องกัน การรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพ และสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
(๒) เพื่อเพิ่มศักยภาพของชุมชน เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย เป็นรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และอนุรักษ์ ฟื้นฟู ใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นำไปสู่การพึ่งตนเองและลดปัญหาความยากจนอย่างบูรณาการ
(๓) เพื่อปรับโครงสร้างการผลิตสู่การเพิ่มคุณค่าของสินค้าและบริการบนฐานความรู้ และนวัตกรรม รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างสาขาการผลิตเพื่อทำให้มูลค่าการ ผลิตสูงขึ้น
(๔) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน และระบบบริหารความเสี่ยงให้กับภาคการเงิน การคลัง พลังงาน ตลาดปัจจัยการผลิต ตลาดแรงงาน และการลงทุน
(๕) เพื่อสร้างระบบการแข่งขันด้านการค้าและการลงทุนให้เป็นธรรม และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ รวมทั้งสร้างกลไกในการกระจายผลประโยชน์จากการพัฒนาสู่ประชาชนในทุกภาคส่วน อย่างเป็นธรรม
(๖) เพื่อเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและคุณค่าความหลากหลาย ทางชีวภาพ ควบคู่กับการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้เป็นฐานที่มั่นคงของการพัฒนาประเทศ และการดำรงชีวิตของคนไทยทั้งในรุ่นปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งสร้างกลไกในการรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างเป็นธรรมและอย่างยั่งยืน
(๗) เพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศสู่ภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาชน และขยายบทบาทขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควบคู่กับการเสริมสร้างกลไกและกระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาวัฒนธรรม ประชาธิปไตยให้เกิดผลในทางปฏิบัติต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
๔. เป้าหมาย
(๑) เป้าหมายการพัฒนาคุณภาพคนและความเข้มแข็งของชุมชน
(๑.๑) การพัฒนาคน
๑) คนไทยทุกคนได้รับการพัฒนาให้มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา คุณธรรม จริยธรรม อารมณ์ มีความสามารถในการแก้ปัญหา มีทักษะในการประกอบอาชีพ มีความมั่นคงในการดำรงชีวิตอย่างมี ศักดิ์ศรี และอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
๒) เพิ่มจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของคนไทยเป็น ๑๐ ปี พัฒนากำลังแรงงานระดับกลางที่มีคุณภาพเพิ่มเป็นร้อยละ ๖๐ ของกำลังแรงงานทั้งหมด และเพิ่มสัดส่วนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาเป็น ๑๐ คน ต่อประชากร ๑๐,๐๐๐ คน
๓) อายุคาดหมายเฉลี่ยของคนไทยสูงขึ้นเป็น ๘๐ ปี ควบคู่กับการลดอัตราเพิ่มของการเจ็บป่วยด้วยโรคป้องกันได้ใน ๕ อันดับแรก คือ หัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หลอดเลือดสมอง และมะเร็ง นำไปสู่การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน และลดรายจ่ายด้านสุขภาพของบุคคลลงในระยะยาว
(๑.๒) การพัฒนาชุมชนและแก้ปัญหาความยากจน ทุกชุมชนมีแผนชุมชนแบบมีส่วนร่วม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำแผนชุมชนไปใช้ประกอบการจัดสรรงบประมาณเพิ่ม กิจกรรมสร้างสรรค์สังคมและบรรเทาปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด และขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุน การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และลดสัดส่วนผู้อยู่ใต้เส้นความยากจนลงเหลือร้อยละ ๔ ภายในปี ๒๕๕๔
(๒) เป้าหมายด้านเศรษฐกิจ
(๒.๑) โครงสร้างเศรษฐกิจ สัดส่วนภาคเศรษฐกิจในประเทศต่อภาคการค้าระหว่างประเทศ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๗๕ ภายในปี ๒๕๕๔ และสัดส่วนภาคการผลิตเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๑๕ ภายใน ปี ๒๕๕๔
(๒.๒) เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยร้อยละ ๓.๐-๓.๕ ต่อปี สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ไม่เกินร้อยละ ๕๐ และความยืดหยุ่นการใช้พลังงานเฉลี่ยไม่เกิน ๑:๑ ในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐
(๒.๓) ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สัดส่วนรายได้ของกลุ่มที่มีรายได้สูงสุด ร้อยละ ๒๐ แรก ต่อรายได้ของกลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุดร้อยละ ๒๐ ไม่เกิน ๑๐ เท่าภายในปี ๒๕๕๔ และสัดส่วนผลผลิตของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๔๐ ในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐
(๓) เป้าหมายการสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
(๓.๑) รักษาความสมบูรณ์ของฐานทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพ ให้มีพื้นที่ป่าไม้ไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๓ และต้องเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๑๘ ของพื้นที่ประเทศ รวมทั้งรักษาพื้นที่ทำการเกษตรในเขตชลประทานไว้ไม่น้อยกว่า ๓๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่
(๓.๒) รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการดำรงคุณภาพชีวิตที่ดี และไม่เป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศ ตลอดจนคุณภาพชีวิตของคนไทย
(๔) เป้าหมายด้านธรรมาภิบาล
(๔.๑) มุ่งให้ธรรมาภิบาลของประเทศดีขึ้น มีคะแนนภาพลักษณ์ของความโปร่งใสอยู่ที่ ๕.๐ ภายในปี ๒๕๕๔ ระบบราชการมีขนาดที่เหมาะสม และมีการดำเนินงานที่คุ้มค่าเพิ่มขึ้น ลดกำลังคนภาคราชการให้ได้ร้อยละ ๑๐ ภายในปี ๒๕๕๔ ธรรมาภิบาลในภาคธุรกิจเอกชนเพิ่มขึ้น ท้องถิ่นมีขีดความสามารถในการจัดเก็บรายได้และมีอิสระ ในการพึ่งตนเองมากขึ้น ภาคประชาชนมีความเข้มแข็ง รู้สิทธิ หน้าที่ และมีส่วนร่วมมากขึ้นในการตัดสินใจและรับผิดชอบในการบริหารจัดการประเทศ
(๔.๒) สร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในบริบทไทย ให้มีการศึกษาวิจัย พัฒนาองค์ความรู้ในด้านวัฒนธรรมประชาธิปไตย วัฒนธรรมธรรมาภิบาล และวัฒนธรรมสันติวิธีเพิ่มขึ้นในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐
๕. ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ
ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงในกระแสโลกาภิวัตน์ที่ปรับเปลี่ยนเร็วและสลับซับ ซ้อนมากยิ่งขึ้น จำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่เหมาะสม ดังนี้
(๑) ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนให้มีคุณธรรมนำความรู้ เกิดภูมิคุ้มกัน
(๒) ยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมให้เป็นรากฐานที่มั่นคงของ ประเทศ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการกระบวนการชุมชนเข้มแข็งด้วยการส่งเสริมการ รวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำในรูปแบบที่หลากหลาย และจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องตามความพร้อมของชุมชน
(๓) ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างการผลิตให้สมดุลและยั่งยืน ให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเพื่อสร้างความเข้มแข็งของภาคการผลิตและ บริการ บนฐานการเพิ่มคุณค่าสินค้าและบริการจากองค์ความรู้สมัยใหม่ภูมิปัญญาท้อง ถิ่นและนวัตกรรม และการบริหารจัดการที่ดี รวมทั้งสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดีด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิ สติกส์ การปฏิรูปองค์กร การปรับปรุงกฎระเบียบ การพัฒนามาตรฐานในด้านต่าง ๆ และการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศให้สนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถใน การแข่งขันของประเทศ พร้อมทั้งการสร้างภูมิคุ้มกันและระบบบริหารความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจที่มี ประสิทธิภาพ
(๔) ยุทธศาสตร์การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและการสร้างความมั่นคงของฐาน ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการรักษาฐานทรัพยากรและความสมดุลของระบบนิเวศเพื่อรักษา สมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการพัฒนาที่ยั่งยืน
(๕) ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศ มุ่งเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคมอย่างยั่งยืน
๖. การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติและการติดตามประเมินผล
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ สู่การปฏิบัติ ต้องให้ภาคีพัฒนาทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน โดยนำเอาแนวทางการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ของแผนมาแปลงไปสู่แผนปฏิบัติการในระดับ ต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการปรับระบบการจัดสรรทรัพยากร การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ การสร้างองค์ความรู้ รวมทั้งการติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ โดยมีแนวทางสำคัญ ดังนี้
(๑) เสริมสร้างบทบาทการมีส่วนร่วมของภาคีพัฒนา จัดทำแผนปฏิบัติการในระดับต่าง ๆ ที่บูรณาการเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
(๒) กำหนดแนวทางการลงทุนที่สำคัญตามยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐
(๓) เร่งปรับปรุงและพัฒนากฎหมายเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล


(๔) ศึกษาวิจัยสร้างองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้เพื่อหนุนเสริมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ สู่การปฏิบัติ
(๕) พัฒนาระบบการติดตามประเมินผลและสร้างดัชนีชี้วัดความสำเร็จของการพัฒนาในทุกระดับ
(๖) สนับสนุนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลในทุกระดับและการเชื่อมโยงโครงข่ายข้อมูลข่าว สารระหว่างหน่วยงานกลางระดับนโยบาย ตลอดจนระดับพื้นที่และท้องถิ่น

ของวันที่ 29 ธันวาคม 2552
-ตำแหน่งท่านใดในรัฐบาลที่นายกอภิสิทธิ์จะปรับเปลี่ยน 1 ตำแหน่งในครม.ชุดนี้
ตอบ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ
-ประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย
ตอบ พ.ศ.2551-2555 มี 4 ประเด็บยุทธศาสตร์ คือ
1. ยกระดับการให้บริการและการทำงาน เพื่อตอบสนองความคาดหวังและความต้องการของประชาชนที่มีความสลับซับซ้อน หลากหลาย และเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
2.ปรับรูปแบบลักษณะเชิงบูรณาการเกิดจากการแสวงความร่วมมือและสร้างเครือข่ายกับฝ่ายต่างๆ รวมทั้งเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
3.มุ่งสู่การเป็นองค์กรที่มีขีดสมรรถนะสูง บุคลากรมีความพร้อมและความสามารถในการเรียนรู้คิดริเริ่ม เปลี่ยนแปลง และปรับตัวได้อย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์ต่างๆ
4.สร้าง ระบบการกำกับดูแลตนเองที่ดี เกิดความโปร่งใส มั่นใจ และสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งทำให้บุคลากรปฏิบัติงานอย่างมีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อประชาชน และต่อสังคมโดยรวม


ของวันที่ 28 ธันวาคม 2552

- 7 วันอันตราย คืออะไร
ตอบ ตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.52-4 ม.ค.53 สั่งตั้งด่านตรวจตามถนนสายหลัก หมู่บ้าน ตลอด 24 ชม. เฝ้าจับตาเหตุอัคคีภัย ตั้งเป้าลดจำนวนผู้เสียชีวิต-เจ็บลง 5% …

นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบแผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2553 ของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ตามที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการ และผอ.ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนเสนอมา ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้มีการเฝ้าระวังเรื่องอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นในช่วง เทศกาลปีใหม่ โดยมอบให้จังหวัด รวมถึงกรุงเทพฯระมัดระวัง สอดส่องเหตุอัคคีภัย

สำหรับแผนดำเนินการรณรงค์ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2553 กำหนดไว้ตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.2552 – 4 ม.ค.2553 โดยใช้ชื่อการรณรงค์ว่า “7 วันขับขี่ปลอดภัยเทิดไท้องค์ราชัน” มีเป้าหมายในการลดจำนวนอุบัติเหตุทางถนน ผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวลงร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในเทศกาลปีใหม่ 2552 ระหว่างวันที่ 30 ธ.ค.2551 – 5 ม.ค.2552

โดยจะมีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการ ศูนย์ปฏิบัติการร่วมป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2553 ในส่วนกลาง ระดับจังหวัด อำเภอ และตั้งจุดตรวจร่วม/ด่านตรวจร่วมแบบบูรณาการบนถนนสายหลัก สายรอง และถนนในเขตชุมชน หมู่บ้านทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดจนตั้งจุดสกัดชุมชน หมู่บ้าน โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับชุมชนหมู่บ้าน และภาคประชาชนทั่วประเทศตามที่เห็นสมควรและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่.
อ้างอิง http://www.2ked.com

-ผลสำรวจเอแบคโพล ดาราชายหญิงที่ชื่นชอบที่สุด 2552 คือ
ตอบ แอน ทองประสม และ เคน ธีระเดช วงศ์พันพันธ์
-นักกีฬาชายที่ได้รับความชื่นชอบ ปี 2552
ตอบ ธีรเทพ วิโณทัย
-นักการเมืองที่ได้รับความชื่นชอบ
ตอบ นักการเมืองฝ่าย รัฐบาล ที่เป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดในปี 2552 ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 78.8 รองลงมาได้แก่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ร้อยละ 7.3 นายกรณ์ จาติกวณิช ร้อยละ 3.4 นายชวน หลีกภัย ร้อยละ 2.3 และนายกษิต ภิรมย์ ร้อยละ 1.4
นักการเมืองฝ่ายค้าน ที่เป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดในปี 2552 ได้แก่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ร้อยละ 48.4 รองลงมาได้แก่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ร้อยละ 21.4 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ร้อยละ 10.1 นายดนุพร ปุณณกันต์ ร้อยละ 2.4 และนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ร้อยละ 0.4
-กระทรวงที่ได้รับความชื่นชอบ
ตอบ กระทรวงที่มีผลงานเป็นที่ชื่นชอบมากที่ สุดในปี 2552 ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ ร้อยละ 25.3 รองลงมาได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข ร้อยละ 12.6 กระทรวงการคลัง ร้อยละ 12.0 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยละ 8.5 และกระทรวงมหาดไทย ร้อยละ 8.3

ของวันที่ 27 ธันวาคม 2552

-ฉายาดารา "ลับลวงแหล" ที่นักข่าวตั้งให้คือใคร
ตอบ นาธาร โอมาร
-ที่สนามบินสุวรรณภูมิมีการตกใจเรื่องก๊าซใดรั่ว
ตอบ อิริเดียม 192
-ม้ง คือคนเชื้อชาติใด
ตอบ ลาว
-ลูกชายของพิธีการท่านใดได้รับค่าทดแทน 12 ล้านจากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์กรณีวินิจฉัยผิด
ตอบ วอเตอร์ ลี พิธีกรรายการอาหาร ช่อง 5
-นาธาร โดยกระทรวงพัฒนาสังคมฯ กล่าวหาว่าโกงอายุเพื่อรับรางวัลเยาวชนแห่งชาติปีใด
ตอบ 2549
-นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร่วมร้องเพลงลูกทุ่ง ในงานใด
ตอบ ขวัญข้าว ขวัญแผ่นดิน ร้อง 2 เพลง คือ ล่มเกล้าเผ่าไทย และ ชมทุ่ง

ของวันที่ 26 ธันวาคม 2552
-25 ธันวาคม 2552 ครบรอบเหตุการสึนามิ กี่ปี
ตอบ 5 ปี เกิดเมื่อ 25 ธันวาคม 2547
-หมอหมาน คือใคร
ตอบ นายแพทย์สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการศูนย์รับร้องเรียนเหล้าและบุหรี่
-หงส์แดง ,ผีแดง,ปีศาจแดงดำ คือฉายาทีมใด
ตอบ ทีมฟุตบอล ลิเวอร์พูล , แมนเชสเตอร์ยูไนเตท และ เอซีมิลาน
-ข้อสอบ ภาค ค มีกี่เรื่องอะไรบ้าง
ตอบ มี 2 เรื่อง ภาค ค การประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง (คะแนนเต็ม ๑๐๐ คะแนน)
๑. ประเมินผลการปฏิบัติงาน (คะแนนเต็ม ๕๐ คะแนน)
๒. สัมภาษณ์ (คะแนนเต็ม ๕๐ คะแนน)
-โรงพยาบาลใดโดนศาลสั่งให้ชดใช้ 12 ล้านบาทกรณีทำคลอดทำให้เด็กแขนพิการ
ตอบ ศาล พิพากษาสั่งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จ่าย 12 ล้านบาท ให้เมีย "วอลเตอร์ ลี” เชฟรายการอาหารชื่อดังฐานประมาทเลินเล่อทำคลอดบุตรชายพิการแขน-ขาขาด ขณะที่ “เชฟคนดัง” ดีใจ ผู้ป่วยได้รับสิทธิเยียวยา
-การปรับขึ้นค่าจ้างค่าแรงขั้นต่ำสรุปว่าอย่างไร
ตอบ กรรมการค่าจ้าง เคาะขึ้นค่าแรง 71 จังหวัด 1-8 บาท สูงสุด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 8 บาท ต่ำสุด 1 บาท มี 7 จังหวัด ขณะที่ 5 จังหวัดไม่ปรับ
(25ธ.ค.) เวลา 00.35 น. ที่ห้องประชุมชั้น 5 สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย ชุ่มรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างกลาง (บอร์ดค่าจ้าง) ครั้งที่ 3 โดยใช้เวลาประชุมกว่า 2 ชม. หลังการประชุมนายสมชาย กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้างมีมติให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำปี 2553 จำนวน 71 จังหวัด ตั้งแต่ 1-8 บาท ทั้งนี้สาเหตุที่ต้องประชุมคณะกรรมการค่าจ้างในเวลาดึก เนื่องจากการประชุม 2 ครั้งที่ผ่านมาบอร์ดนายจ้างและลูกจ้างไม่สามารถตกลงกันได้ที่จะให้ปรับค่า จ้างในส่วนของกทม. และปริมณฑล 4 บาท

อย่างไรก็ตามการประชุมวันนี้ได้ข้อสรุปเป็นที่เรียบร้อย โดยจังหวัดที่ปรับขึ้น 1 บาท มี 7 จังหวัด ได้แก่น่าน วันละ 151 เป็น152 บาท, พะเยา 150 บาท เป็น 151 บาท, แพร่ 150 บาท เป็น 151 บาท,พิษณุโลก 152 บาท เป็น 153 บาท, อุตรดิตถ์ 152 บาท เป็น 153 บาท, พิจิตร 150 บาท เป็น 151 บาท , เลย 162 บาท เป็น 163 บาท ,

จังหวัดที่ปรับขึ้น 2 บาท มี 20 จังหวัดได้แก่ ลำปาง 154 บาท เป็น 156 บาท , ตาก 151 บาท เป็น 153 บาท,กำแพงเพชร 156 บาท เป็น 158 บาท , หนองคาย 157 บาท เป็น 159 บาท, อุดรธานี 157 บาท เป็น 159 บาท , หนองบัวลำภู 154 เป็น 156 , นครพนม 153 บาท เป็น 155 บาท, มุกดาหาร 153 บาท เป็น 155 บาท , สกลนคร 155 บาท เป็น 157 บาท , กาฬสินธุ์ 155 บาท เป็น 157 บาท , สุรินทร์ 151 บาท เป็น 153 บาท , บุรีรัมย์ 155 บาท เป็น 157 บาท, อำนาจเจริญ 153 บาท เป็น 155 บาท,ศรีสะเกษ 150 บาท เป็น 152 บาท, ยโสธร 155 บาท เป็น 157 บาท, ชุมพร 158 บาทเป็น 160 บาท, นนทบุรี 203 บาท เป็น 205 บาท, ปทุมธานี 203 บาทเป็น 205 บาท , นครปฐม 203 บาท เป็น 205 บาท, สมุทรสาคร 203 บาท เป็น 205 บาท

จังหวัดที่ปรับขึ้น 3 บาทมี 11 จังหวัด ได้แก่เชียงใหม่ 168 บาท เป็น 171 บาท,นครสวรรค์ 155 บาท เป็น 158 บาท, ราชบุรี 164 บาทเป็น 167 บาท,สมุทรสงคราม 160 บาทเป็น 163 บาท,ร้อยเอ็ด 154 บาท เป็น 157 บาท, ขอนแก่น 154 บาท เป็น 157 บาท , มหาสารคาม 151 บาทเป็น 154 บาท,นครราชสีมา 170 บาทเป็น 173 บาท, สระแก้ว 160 บาท เป็น 163 บาท, กรุงเทพมหานคร 203 บาท เป็น 206 บาท,สมุทรปราการ 203 บาท เป็น 206 บาท

จังหวัดที่ปรับขึ้น 4 บาท มี 20 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน 156 บาท เป็น 160 บาท, นครนายก 156 บาท เป็น 160 บาท , ชลบุรี 180 บาท เป็น 184 บาท,จันทบุรี 163 บาท 167 บาท,ตราด 156 บาทเป็น 160 บาท ,ชัยนาท 154 บาท เป็น 158 บาท, สิงห์บุรี 161 บาท เป็น 165 บาท , อ่างทอง 161 บาทเป็น 165 บาท,กาญจนบุรี 165 บาท เป็น 169 บาท, สุพรรณบุรี 154 บาท เป็น 158 บาท, เพชรบุรี 164 บาท เป็น 168 บาท, ประจวบคีรีขันธ์ 160 บาท เป็น 164 บาท, ชัยภูมิ 152 บาท เป็น 156 บาท , ระนอง 169 บาท เป็น 173 บาท ,สุราษฎร์ธานี 155 บาท เป็น 159 บาท , นครศรีธรรมราช 155 บาท เป็น 159 บาท , พัทลุง 155บาท เป็น 159 บาท , สงขลา 157 บาท เป็น 161 บาท , สตูล 155 บาท เป็น 159 บาท , ปัตตานี 155 บาท เป็น 159 บาท

จังหวัดที่ปรับขึ้น 5 บาท มี 6 จังหวัด ได้แก่ ระยอง 173 บาท เป็น 178 บาท , สระบุรี 179 บาท เป็น 184 บาท , พังงา 168 บาท เป็น 173 บาท ,กระบี่ 165 บาท เป็น 170 บาท , ตรัง 157 บาท เป็น 162 บาท , ยะลา 155 บาท เป็น 160 บาท ส่วนจังหวัดที่ปรับขึ้น 6 บาท มี 1 จังหวัด คือ อุบลราชธานี 154 บาท เป็น 160 บาท ขณะที่จังหวัดที่ปรับขึ้น 7 บาท มี 5 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา 173 บาท เป็น 180 บาท , ปราจีนรี 163 บาท เป็น 170 บาท ,ลพบุรี 163 บาท เป็น 170 บาท , นราธิวาส 153 บาท เป็น 160 บาท , ภูเก็ต 197 บาท เป็น 204 บาท

สำหรับจังหวัดที่ปรับขึ้น 8 บาท คือ พระนครศรีอยุธยา 173 บาท เป็น 181 บาท ส่วนจังหวัดที่ไม่ได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างมี 5 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน สุโขทัย เชียงราย เพชรบูรณ์ และอุทัยธานี ทั้งนี้ บอร์ดค่าจ้างกลางจะเสนอเรื่องให้นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน เพื่อลงนามเสนอให้ ครม.เห็นชอบในวันที่ 29 ธ.ค. และประกาศให้มีผลบังคับในวันที่ 1 ม.ค.2553 เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ

อ้างอิง http://www.komchadluek.net/detail/20091225/42670

ของวันที่ 25 ธันวาคม 2552
-คริสต์มาส คืออะไร
ตอบ คริสต์มาส หรือ วันคริสต์มาส (อังกฤษ: Christmas, Christmas Day หรือย่อ ๆ ว่า XMas) คือเทศกาลเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซู ศาสดาแห่งคริสต์ศาสนา ซึ่งเชื่อกันว่าตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม ของทุกปี พระองค์ประสูติที่เมืองเบธเลเฮมและเติบโตที่เมืองนาซาเรท ประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน
-สาเหตุของการย้ายที่ตั้งศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน
ตอบ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวหานายกอร์ปศักด์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี แทรกแซงสั่งย้ายที่ก่อสร้างศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน (สาขาปาย) ไปอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม โดยแฉเบื้องหลังว่าภริยานายกอร์ปศักดิ์มีธุรกิจโรงแรมอยู่ที่ อ.ปาย ตั้งใกล้กับพื้นที่ที่จะก่อสร้างศาลจังหวัด.
-นาธาน โอมาน โดนข้อหาใด
ตอบ ตำรวจคุมตัว "นาธาน โอมาน" นักร้อง ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกง ไปยื่นขอฝากขังต่อศาล จังหวัดอำนาจเจริญ พร้อมคัดค้านการประกันตัว ศาลพิจารณา แล้วอนุญาตให้ประกัน ตัว แต่ต้องมารายงาน ตัวทุก 6 วัน.
-เว็บไซต์ที่ควรจดจำด้านการศึกษามีอะไรบ้าง
ตอบ
สมศ. คือ www.onesqa.or.th
คุรุสภา คือ www.ksp.or.th
สำนักทดสอบทางการศึกษา คือ www.niets.or.th
ก.ค.ศ. คือ www.otepc.net
ส.ก.ส.ค. คือ www.otep.go.th
กระทรวงศึกษาธิการ คือ www.moe.go.th
สพฐ. คือ www.obec.go.th
สพท.ของท่าน ต้องค้นหาตอบเองครับ.........................


ของวันที่ 24 ธันวาคม 2552
-ผู้ทรงคุณวุฒิ ใน ก.ค.ศ. ชุดใหม่มีกี่คน ใครบ้าง
ตอบ 9 คน
คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) จำนวน 9 คน ดังนี้ 1. นายวีระ กาญจนะรังสิตา ด้านการศึกษา 2. นายนิราศ สร่างนิทร ด้านการบริหารงานบุคคล 3. รศ.ธงทอง จันทรางศุ ด้านกฎหมาย 4. รศ.สุขุม เฉลยทรัพย์ ด้านการบริหารจัดการภาครัฐ 5. นายอัชพร จารุจินดา ด้านการบริหารองค์กร 6. นางมลิวัลย์ ธรรมแสง ด้านการศึกษาพิเศษ 7. นายตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ ด้านบริหารธุริจหรือด้านเศรษฐศาสตร์ 8. นายพลสัณห์ โพธิ์ศรีทอง และ 9. นายอำรุง จันทวานิช ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศหรือด้านการบริหารจัดการความรู้ หรือด้านวิจัยและประเมินผล
-เว็บไซต์ใดที่ช่วยให้ค้นพบนาธาร โอมาร จนสามารถจับกุมตัวได้
ตอบ พันทิพย์พลาซ่า
-อุทยานแห่งชาติใดเกิดข้อร้องเรียน กรณีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ร้องคาราโอเกะส่งเสียงดังรบกวน
ตอบ อุทยานแห่งชาติเขาสถาน อ.นาน้อย จ.น่าน ข้าราชการ วีไอพี เปิดเพลงร้องคาราโอเกะ อธิบดีบอกจริง และขอโทษในเว็บ
-พระสมเด็จรุ่นใดที่นำมาแจกให้กับผู้ที่ลงนามเยี่ยมอวยพรสมเด็จพระสังฆราช
ตอบ พระสมเด็จสะท้านเพชร แจกผู้มาเยี่ยมพระสังฆราช 31 ธค 52 – 15 มค 53
-โน๊ต อุดม แต้พานิชย์ มีปัญหาการแสดงกับเจ้าของร้านอาหารเรื่องค่าตัว จำนวน 3 ล้านบาท ณ ที่ใด
ตอบ สหรัฐอเมริกา
-คำแถลงนโยบายการดำเนินงาน ครบ 1 ปี รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ตอบ
วันนี้ (23 ธ.ค.) เวลา 13.40 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลในรอบ 1 ปีโดยมีการถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ดังนี้
พี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านครับ อย่างที่ท่านรักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไปในตอนต้นว่าเมื่อ ปลายเดือนธันวาคม 2551 ผมและคณะรัฐมนตรีได้เข้ารับหน้าที่ถวายสัตย์ปฏิญาณ และในช่วงปลายปีนั้นเอง ได้มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพราะฉะนั้น นับจนถึงวันนี้ก็ถือว่าเป็นเวลาประมาณ 1 ปี นับตั้งแต่รัฐบาลได้เข้าบริหารราชการแผ่นดิน วันนี้ผมขอใช้เวลาในการที่จะรายงานให้พี่น้องประชาชนเจ้าของประเทศได้รับ ทราบว่า 1 ปีที่ผ่านมานั้น รัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาของประทศชาติ และของพี่น้องประชาชนอย่างไร การรายงานในวันนี้คงไม่ใช่เป็นโอกาสเดียวที่จะมีการได้ตรวจสอบผลงานของ รัฐบาล เพราะว่าอย่างน้อยที่สุดรัฐบาลก็มีหน้าที่ในการจัดทำเรื่องของผลงานตามแนว นโยบายแห่งรัฐที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ เมื่อมีการเปิดสมัยประชุมสภา และแน่นอนครับพรรคการเมืองหรือฝ่ายค้านหรือสภาฯ นั้นก็สามารถที่จะมีการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ เช่น อาจจะมีการเสนอญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลต่อไป ซึ่งในทุกโอกาสนั้นรัฐบาลจะได้ชี้แจง
ผมขอเรียนครับว่าวัตถุประสงค์สำหรับการรายงานในวันนี้ ผมถือว่าหนึ่ง เป็นหน้าที่เพราะรัฐบาลนี้มาด้วยระบบรัฐสภา เป็นรัฐบาลในวิถีทางประชาธิปไตย บุคคลที่รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบก็คือต่อพี่น้องประชาชน ซึ่งมีสิทธิ์จะได้รับรู้รับทราบแนวคิดการทำงานของรัฐบาล ประการที่ 2 ผมจะพยายามเสนอข้อเท็จจริงซึ่งพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนนั้นสามารถที่จะ ตรวจสอบได้ สามารถที่จะวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่ว่าที่สำคัญที่สุดคือว่าเมื่อได้รายงานถึงการทำงานตลอด 1 ปีที่ผ่านมาแล้ว ผมอยากจะใช้โอกาสนี้ในการขอบคุณและในการขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน ทั้งในส่วนของ 1 ปีที่ผ่านมา และงานที่เราจะทำต่อไป ผมขอย้ำอีกครั้งว่าเบื้องต้นสิ่งแรกที่ผมอยากจะทำเมื่อมองย้อนกลับไป 1 ปี คือการขอบคุณพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่ได้เป็นกำลังใจให้กับรัฐบาลในการทำ งานมาโดยตลอด และในหลายต่อหลายเรื่องได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จนทำให้งานของรัฐบาลหลายนโยบายสำเร็จลุล่วงไปได้ พร้อม ๆ กันนี้ก็ขอถือโอกาสขอบคุณเพื่อนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในทุกส่วน ราชการ และทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการพลเรือน ข้าราชการกลุ่มต่าง ๆ ทหาร ตำรวจ ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา จนทำให้ประเทศของเราได้เดินหน้ามา ผมถือว่าไกลพอสมควรจากสถานการณ์ปีที่แล้ว
ผมขอเริ่มต้นอย่างนี้ครับว่า ถ้าจะมองย้อนกลับไป 1 ปีวันนี้ผมคงไม่ไปลงรายละเอียดในเรื่องของโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้ทำ มันจะมีเป็นร้อยเป็นพันก็ว่าได้ครับ และจะมีท่านรัฐมนตรีในกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่จะได้มีการชี้แจงกับพี่น้องประชาชนต่อไป แต่ผมอยากให้เห็นภาพใหญ่ หลักคิดการทำงานของรัฐบาลโดยเฉพาะในเรื่องของเศรษฐกิจ ในเรื่องของสังคม ในเรื่องของการเมือง ความมั่นคงในแต่ละด้านนั้น ว่าสถานภาพหรือสภาพปัจจุบันเมื่อเราเข้ามาเป็นอย่างไร วันนี้เป็นอย่างไร ความตั้งใจของเราต่อไปเป็นอย่างไร คงต้องเริ่มต้นฉายภาพกลับไปปลายปี 2551 อีกครั้งหนึ่งครับ คำว่า “วิกฤตซ้ำซ้อน” เป็นคำที่ได้ใช้กันค่อนข้างจะแพร่หลาย แม้กระทั่งจนถึงปัจจุบัน เพราะในช่วงที่รัฐบาลเข้ามาปลายปีที่แล้วนั้น วิกฤตเศรษฐกิจโลกได้เริ่มส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันครับเกือบจะตลอดทั้งปี 2551 สภาพความขัดแย้งในทางการเมือง ในทางสังคม ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินตลอดปี 2551 นั้นเรียกได้ว่าสร้างผลงานที่จะปรากฏออกมาให้กับประชาชนบนความยากลำบากมาก จนกระทั่งมีการตั้งคำถามไม่ใช่กับรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่กับประเทศไทย รัฐบาลไทย ว่ายังคงมีความเชื่อถือ มีความเชื่อมั่นเพียงพอในการที่จะขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตภายในหรือผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจได้หรือไม่
ถ้าเราดูจากเรื่องของเศรษฐกิจก่อน เราจะพบว่าเศรษฐกิจเมื่อปลายปี 2551 นั้น เริ่มแสดงออกถึงปัญหาการหดตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือในไตรมาสสุดท้ายของปี ตัวเลขทางเศรษฐกิจนั้นติดลบถึงร้อยละ 4.2 การส่งออก การท่องเที่ยวติดลบเป็นเลข 2 หลัก แทบจะเรียกว่าเป็นครั้งแรกเท่าที่เราจะจำกันได้เลย ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงอย่างมาก ที่สำคัญคือว่าการคาดการณ์ว่าปี 2552 จะเป็นอย่างไรนั้น ถ้าเราไม่ย้อนกลับไปดู เราจะไม่เข้าใจนะครับว่า เราทำงานภายใต้สภาวะอย่างไร หัวข่าวที่มีการพาดกันว่า คนจะตกงานล้านคน ล้าน 5 แสนคน 2 ล้านคน มีให้เห็น มีการคาดการณ์ของสำนักวิเคราะห์ นักวิจัย นักวิชาการ สื่อสารมวลชนว่าเศรษฐกิจปี 2552 นั้นบางคนบอกว่าอาจจะติดลบถึง 9 เปอร์เซ็นต์ บางคนฟันธงว่าไม่น้อยกว่า 4 เปอร์เซ็นต์ และยังพูดด้วยว่าสภาพการณ์อย่างนี้จะค่อนข้างที่จะยืดเยื้อส่งผลกระทบอย่าง รุนแรงต่อภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศของเรา นี่คือสภาพเมื่อปลายปี 2551
รัฐบาลเข้ามานั้นกำหนดยุทธศาสตร์ชัดเจนว่า เราจะใช้วิธีการในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร เราแบ่งเอาไว้เลยว่าสิ่งแรกที่เราจะต้องทำก็คือบรรเทาความเดือดร้อนของพี่ น้องประชาชน และรักษากำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจของเราให้ได้ ที่ต้องทำอย่างนี้เพราะว่านั่นคือวิธีการที่จะทำให้เศรษฐกิจของเราไม่ถดถอย หดตัวอย่างรุนแรงจนเกินไป และนำไปสู่ปัญหาการว่างงาน และมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ให้เศรษฐกิจนั้นเข้าสู่ภาวะตกต่ำ ขณะเดียวกันแนวทางที่เราทำเช่นนั้นทำให้การใช้จ่ายเงินงบประมาณที่จะไปตอบ สนองเป้าหมายทางเศรษฐกิจนั้นทำได้เร็ว รัฐบาลถูกวิจารณ์มากนะครับในขณะนั้น ถูกวิจารณ์ว่าทำไมไม่เอางบประมาณไปพยายามกระตุ้นการส่งออก การท่องเที่ยว หรือสร้างถนนหนทางหรือแหล่งน้ำ หรือทำเมกะโปรเจ็กต์โครงการขนาดใหญ่ รัฐบาลก็ได้ให้คำตอบในขณะนั้นว่า ไม่ใช่เราไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านั้น แต่เรื่องเหล่านั้นการใช้เงินในขณะนั้นจะไม่เห็นผลหรือจะไม่สามารถทำได้
แต่สิ่งที่เราอยากจะทำก็คือว่าเร่งทำให้รายได้ของคนในประเทศไม่ตกลงไป ลดรายจ่ายของเขา เพื่อที่จะให้ประชาชนนั้นมีส่วนสำคัญในการทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน และไม่ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงจนเกินไป เมื่อเราสามารถหยุดยั้งการถดถอยตรงนั้นได้ เราก็จะมีเวลาในระหว่างนั้นในการเตรียมโครงการลงทุนเพื่อที่จะกระตุ้น เศรษฐกิจในรอบต่อไป ซึ่งก็คือที่มาของปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ผมอยากจะชี้ให้เห็นเป็นตัวอย่างครับว่า หลังจากที่เราได้วางแนวของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างนี้ ผลของมันคืออะไร ตัวอย่างนะครับเราจะเห็นจากเรื่องของปัญหาการว่างงานก่อน
ผมยกตัวอย่างเดียวเช่นโครงการต้นกล้าอาชีพ เข้ามาเพื่อที่จะรองรับการที่คนกำลังจะตกงานบ้าง หรือคนที่ถูกปลดออกจากงานบ้าง หรือคนที่จบการศึกษามาใหม่ เราก็มีโครงการพิเศษขึ้นมา เติมจากสิ่งที่กระทรวงแรงงานเขาทำอยู่ตามปกติว่าจะมีการเร่งฝึกอบรม สร้างทักษะ สร้างโอกาสให้คนกลับเข้าไปประกอบอาชีพได้หรือมีงานทำ หรือไม่ถูกเลิกจ้าง สุดท้ายทำได้เกินเป้านะครับ มีคนอยากจะขอเข้ามาในโครงการนี้ 8 แสนกว่าคน ถึงวันนี้เราฝึกอบรมไปแล้ว 4 แสนกว่าคน ใน 4 แสนกว่าคนเกือบ 3 แสนคนกลับเข้าสู่ภาวะการมีงานทำ และที่สำคัญคือว่าเราทำโครงการนี้ตั้งงบประมาณไว้ตอนต้นประมาณ 13,000 ล้านบาท ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมีนาคมปีหน้า เอาเข้าจริง ๆ เราทำได้เกินเป้าโดยใช้เงินน้อยกว่าที่ตั้งงบประมาณไว้ถึง 5,000 ล้านบาท ผมยกมาเป็นเพียงหนึ่งโครงการเท่านั้น ที่เป็นความคิดริเริ่มของรัฐบาลนี้

สอดคล้องกับสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่มันเกิดขึ้นตอนนั้น ปฏิบัติจริงและได้ผล ก็จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เรามองเห็นภาพปัญหาการว่างงาน ซึ่งเมื่อตอนต้นปีอยู่ที่ประมาณ 7-8 แสน และคนก็มีการคาดการณ์ว่า 1 ล้าน ล้าน 5 2 ล้าน แต่จะเห็นครับว่านับตั้งแต่มาตรการเศรษฐกิจในรอบแรกเริ่มออกไปก็คือประมาณ ปลายเดือนมีนาคม นับตั้งแต่นั้นมาครับ อัตราการว่างงานลดลงโดยลำดับ จนขณะนี้เหลือประมาณ 4 แสนคน ซึ่งถือว่าเป็นระดับปกติ ถ้าเทียบกับภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไป ถ้าคิดเป็นอัตรานะครับร้อยละ 1.2 หรือต่ำกว่านั้นด้วยซ้ำ
ผมอยากจะเรียนว่าความสำเร็จตรงนี้สำคัญสำหรับผม สำหรับรัฐบาล เพราะว่าตั้งแต่ต้นที่เรากลัวที่สุดจากวิกฤตเศรษฐกิจก็คือคนไม่มีงานทำ คนตกงาน และผมกล้าพูดว่าผมมีความภาคภูมิใจ เพราะผมไปประชุมในต่างประเทศบ่อยครับ ตัวเลขที่ผู้นำรัฐบาลทุกประเทศ เวลาพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจกันพอพูดถึงเรื่องผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีพีดี) เสร็จ ต้องมาพูดถึงเรื่องตัวเลขปัญหาการว่างงาน และพอเขาได้รับทราบว่าของเราลดลงมาหลายเดือนแล้วอยู่ในระดับที่ต่ำแทบจะ เรียกได้ว่าเทียบเคียงกับอัตราปกติ เขายอมรับว่านั่นคือความสำเร็จของการฟันฝ่าปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในรอบนี้
เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นเรื่องของรูปธรรมของการก้าวพ้นวิกฤตเศรษฐกิจจากการทำงานของ รัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา การจ้างงานก็สูงขึ้น และที่สำคัญคือว่าเมื่อเราสามารถรักษาเศรษฐกิจภายในประเทศได้ดีพอสมควรระยะ หนึ่ง เมื่อเข้าสู่ครึ่งปีหลังของปีนี้ โดยเฉพาะ 3 เดือนสุดท้าย เมื่อเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นขึ้น ทุกอย่างก็จะรับกัน เราก็จะได้รับอานิสงค์จากตรงนั้นด้วย จากความพร้อมของเศรษฐกิจในประเทศด้วย ทำให้รายได้ที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยว จากการส่งออก ซึ่งเราก็มีมาตรการการทำงานของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงอื่น ๆ นั้น ก็ทำให้เราเริ่มเห็นผลสำเร็จที่ตามมา
อย่างตัวเลขที่เห็นอยู่ในขณะนี้เป็นการเปรียบเทียบนักท่องเที่ยวปี 2551 กับปี 2552 ซึ่งจะเห็นได้ว่าช่วงแรก ๆ ของปี สีเขียวคือตัวเลขของปีนี้จะต่ำมาเกือบตลอด จนกระทั่งมีช่วงหนึ่งมีคนบอกว่าปีนี้ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวถึง 10 ล้านคนหรือไม่ แต่ว่าพอครึ่งปีหลังจะเห็นว่าเส้นสีเขียวแซงเส้นสีฟ้าด้วยซ้ำ แล้วขณะนี้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ก็มั่นใจว่า 14 ล้านคนใกล้เคียงครับตัวเลขตัวนั้น ถ้าดูเป็นอัตราการเติบโตจะยิ่งเห็นชัดครับว่าการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยว เป็นอย่างไร ตัวเส้นที่ปรากฏอยู่บนจอนั้นจะเป็นการบ่งบอกให้เห็นว่าได้พุ่งขึ้นมาสูง อย่างไร
เช่นเดียวกันกับการส่งออกครับ ถ้าดูเรื่องของการส่งออกก็เช่นเดียวกันในช่วงแรกก็จะเป็นการหดตัวที่ค่อน ข้างจะรุนแรง แต่ว่าการส่งออกนั้นถ้าเทียบกันเดือนต่อเดือน ก็จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น แล้วก็ล่าสุดในเดือนพฤศจิกายนอัตราการขยายตัวของการส่งออกปีต่อปีก็กลับมา เป็นบวกที่ร้อยละ 17 ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ในที่สุดครับ ถ้าเรามาดูจีดีพีจะเห็นได้ว่าการฟื้นตัวได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว ที่ต้นปีเถียงกันบอกจะเป็นตัว U ไหม จะเป็นตัว L ไหม เราก็ยืนยันว่าจะทำให้ใกล้เคียงตัว W ที่สุด ผมว่าเส้นที่เห็นอยู่บนจอนี้น่าจะยืนยันได้ครับว่าเป้าหมายที่ได้ประกาศไว้ ปลายปีนี้มั่นใจว่าเศรษฐกิจกลับมาอยู่ในแดนบวก และเป็นการฟื้นตัวค่อนข้างรวดเร็วนั้น ผมถือว่าได้ดำเนินการมาอย่างเรียบร้อย แล้วก็เป็นสิ่งที่จะทำให้เรามีความมั่นใจในการก้าวสู่ขั้นต่อไปของนโยบาย เศรษฐกิจในเรื่องของการปรับโครงสร้างเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะได้พูดต่อไป
แต่วิกฤตเศรษฐกิจซึ่งเกิดขึ้น ผมได้พูดตั้งแต่วันแรกว่าไม่ได้หมายความว่าหน้าที่รัฐบาลชุดนี้จะเพียงทำให้ เศรษฐกิจฟื้นเท่านั้น เราไม่ลืมว่าสิ่งที่เป็นปัญหาสำคัญของพี่น้องประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ ก็คือปัญหาเรื่องหลักประกันและสวัสดิการ และเราถือโอกาสของการที่เศรษฐกิจหดตัว สมัยก่อนเศรษฐกิจหดตัว คนก็จะมีความวิตกกังวลว่ารัฐบาลจะมุ่งไปกระตุ้นเศรษฐกิจ และไม่มีเงินสำหรับที่จะช่วยเหลือประชาชน แต่ทั้งนี้เราพิสูจน์ให้เห็นครับว่านโยบายที่เราทำ เราสามารถแก้วิกฤตเศรษฐกิจ และเพิ่มสวัสดิการ เพิ่มรายได้ให้กับประชาชนโดยตรงด้วย โดยยึดเอาแนวคิดที่บอกว่าประชาชนต้องมาก่อน เพราะฉะนั้น สวัสดิการของประชาชนนะครับที่เกิดขึ้นในช่วงตลอดปีที่ผ่านมาครอบคลุมหมดเลย ครับ ไล่ตั้งแต่เด็กเล็ก มีการลงทุนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ขยายนมโรงเรียน เรียนฟรี 15 ปี ขยายเงินกองทุนกู้เงินเพื่อการศึกษา มีการเพิ่มบริการลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ตั้งแต่เรื่องอุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบ ไปจนถึงเรื่องของการติว ก็จัดให้มีช่องพิเศษในเรื่องของติวเตอร์ ชาแนล อย่างนี้เป็นต้น แต่ว่านี่เพียงตัวอย่างเดียวครับ
ที่จริงแล้วสวัสดิการที่เกิดขึ้นตลอด 1 ปีที่ผ่านมา บนนี้ยังไม่หมดเลยครับ ผู้สูงอายุได้เบี้ยยังชีพทุกคนเป็นครั้งแรก อสม. ได้เงินตอบแทนเป็นครั้งแรก เบี้ยคนพิการขึ้นทะเบียนแล้ว เมษายนปีหน้าได้ครบทุกคนเป็นครั้งแรก สถานีอนามัยกำลังถูกยกระดับขึ้นมาเป็นโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพระดับตำบล องค์กรในชุมชนซึ่งเคยมีระบบสวัสดิการอยู่ก่อน เริ่มตั้งแต่เดือนหน้าผมจะโอนเงินของรัฐบาลเข้าไปสมทบเพื่อขยายไปยังทั่ว ประเทศ ประกันสังคม คนที่ไม่ได้เป็นแรงงานในระบบเดิมต้องเสียเงินเป็นรายปีกำลังเปิดโอกาสให้ สามารถที่จะสมทบเงินเป็นรายเดือนได้ เพิ่มสิทธิประโยชน์อีก 2 อย่าง คนไม่มีที่ทำกินหลายพื้นที่กำลังเข้าสู่ระบบของโฉนดชุมชน คนไม่มีที่อยู่อาศัยในเมืองหลายคนขณะนี้กำลังได้ประโยชน์จากโครงการบ้านมั่น คง ประชาชนซึ่งเคยมีปัญหาข้อขัดแย้งกับรัฐเรื่องที่ทำกิน เรื่องค่าชดเชย หลายกลุ่มครับปัญหายืดเยื้อมาเป็นสิบปี ยุติในรัฐบาลนี้จะเป็นกรณีของสมัชชาคนจนในบางกรณี เช่น ราษีไศล อย่างนี้เป็นต้น ไม่นับว่าระบบสวัสดิการที่มีอยู่ เราก็ดูแลไม่ให้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น ระบบประกันสุขภาพนั้น ค่าใช้จ่ายต่อหัวก็เพิ่มขึ้น มีอีกเยอะนะครับ ลูกจ้างประจำได้บำนาญเป็นครั้งแรก เมื่อวานนี้มีการออกมาตรการภาษีเพื่อช่วยคนที่ได้รับประโยชน์จาก กบข. จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อย่างนี้เป็นต้นครับ
เพราะฉะนั้น สวัสดิการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนี้ ผมถือว่านอกจากจะช่วยให้ประชาชนก้าวพ้นวิกฤตเศรษฐกิจแล้ว สังคมไทยก็กำลังก้าวพ้นประชานิยม สู่ระบบสวัสดิการที่แท้จริงที่เป็นเรื่องของสิทธิ ไม่ใช่การสงเคราะห์จากรัฐบาลอีกต่อไป ที่สำคัญที่สุดครับ นโยบายที่เราได้ริเริ่มและเป็นนโยบายที่มีผลกระทบกับคบมากที่สุด แล้วก็อยู่บนหลักคิดเรื่องการสร้างสวัสดิการ การสร้างหลักประกันก็คือ โครงการประกันรายได้ให้เกษตรกร เป็นการพลิกโฉมเรื่องของการเกษตรและการแทรกแซงจากภาครัฐโดยสิ้นเชิงครับ หลายท่านทราบดีว่าในอดีตเราไล่ตามแก้ปัญหาของพี่น้องเกษตรกร ก็คือรอผลผลิตออกมา รอราคาตกต่ำ แล้วเราก็วิ่งเข้าไปแทรกแซง รับซื้อบ้าง จำนำบ้าง ฝืนกลไกตลาด เกิดปัญหาการทุจริต ภาระการบริหาร เป็นเรื่องของการเก็บ การระบายสินค้า อย่างนี้เป็นต้นครับ
เราเปลี่ยนแนวทางโดยการสร้างหลักประกันให้เกษตรกรว่า ทำการเกษตรแล้วไม่ขาดทุน เราทำเรื่องข้าว เราทำเรื่องข้าวโพด เราทำเรื่องมันสำปะหลัง ครอบคลุมประมาณ 4 ล้านครอบครัวทั่วประเทศ วันนี้โครงการยังไม่เสร็จสิ้นครับ แต่ผมก็กล้ายืนยันได้ว่าประสบความสำเร็จ ที่สำคัญก็คือความสำเร็จนี้ ถ้าเทียบเคียงกับระบบเดิม ๆ ที่เคยใช้ ตัวเลขมันบอกชัด ขณะนี้ที่ตัวเลขเสร็จสมบูรณ์แล้วก็จะเป็นกรณีของข้าวโพดครับ เราจะพบข้อเท็จจริงว่าการแทรกแซงข้าวโพดด้วยระบบจำนำกับระบบประกันนี้ใช้ เงินใกล้เคียงกันครับประมาณ 5,000 กว่าล้านบาท แต่ 5,000 กว่าล้านในระบบจำนำช่วยเกษตรกรได้ประมาณ 70,000 หรือ 80,000 ครัวเรือน แต่ว่าถ้าเป็นระบบประกันที่รัฐบาลดำเนินการมาเป็น 400,000 ประมาณ 5 เท่าครับ ที่สำคัญก็คือใน 5,000 ล้านที่ไปช่วยในโครงการจำนำนี้ประมาณ 1,500 เป็นค่าบริหารครับ ไม่ได้เป็นเงินที่ไปถึงเกษตรกร ในขณะที่ค่าบริหารในระบบประกันนั้นประมาณ 1 ใน 10 คือ 100 กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง
เพราะฉะนั้นนี่เป็นรูปธรรมว่ารัฐบาลได้คิดริเริ่มนโยบายที่ส่งผลชัดเจน ที่สุดต่อคนในกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ ในการที่จะยกระดับความเป็นอยู่ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ แล้วก็ได้ดำเนินการจนประสบความสำเร็จแล้ว เพราะฉะนั้นการทำงาน 1 ปีที่ผ่านมา ผมถือว่าเราก้าวพ้นวิกฤตเศรษฐกิจ และได้ก้าวพ้นสังคมแบบประชานิยมมาสู่ระบบของสวัสดิการ
แน่นอนครับงาน 1 ปีของรัฐบาลไม่ได้มีเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจเท่านั้น ปัญหาในเรื่องสังคม ปัญหาในเรื่องการเมืองก็เป็นเรื่องที่เราเร่งแก้ไขเช่นเดียวกัน ผมก็อยากจะเรียนสั้น ๆ นะครับว่าในภาพรวมของสังคมปัญหาใหญ่ที่พี่น้องประชาชนพูดกันมาก ก็เป็นปัญหาเรื่องยาเสพติด การเอาจริงเอาจังกับเรื่องของการปราบปรามก็ดี นโยบาย 5 รั้วป้องกันซึ่งระดมทุกฝ่ายเข้ามานะครับ ไม่ว่าจะเป็น กอ.รมน. ซึ่งเป็นการบูรณาการทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ของทุกฝ่ายเข้ามา อยากจะเรียนครับว่าก็มีความคืบหน้าไปมาก ที่สำคัญคือว่าถ้าเราดูตัวเลขเปรียบเทียบ เราจะพบข้อเท็จจริงครับว่าการจับกุมในเรื่องของยาเสพติด ไม่ว่าจะวัดด้วยจำนวนคดี ไม่ว่าจะวัดด้วยปริมาณยาที่มีการจับกุมได้ เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน นั่นคือความเอาจริงเอาจังของรัฐบาลในการทำงานเรื่องนี้ แล้วถ้าดูลึกลงไปในรายละเอียดมากยิ่งขึ้นนะครับก็จะพบด้วยว่า เอาจำนวนยาและจำนวนคนที่เกี่ยวข้องในเรื่องของคดีต่าง ๆ บ่งบอกว่าเรากำลังจับกุมรายใหญ่ด้วย ไม่ใช่เฉพาะรายย่อย แล้วก็กำลังที่จะเดินหน้าทำงานในการเข้าไปทลายเครือข่ายของการค้ายาเสพติด ซึ่งเรื่องนี้มีหลายกระทรวงเกี่ยวข้องนะครับ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม ก็ทำงานเรื่องนี้อย่างเต็มที่ รวมไปถึงกระบวนการฟื้นฟู ซึ่งเราก็ได้มีการปรับปรุงขึ้นมาเพื่อดึงให้คนเข้ามารับการบำบัดฟื้นฟูโดย สมัครใจ กระทรวงสาธารณสุขก็ดี กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ก็ดี ก็ได้เข้ามาทำงานในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน
สถิติสำหรับคดีอื่น ๆ นะครับ อันนี้เป็นตัวเลขข้างบนนี้จะเห็นนะครับว่าเป็นการเปรียบเทียบการจับกุม เรื่องยาเสพติด แต่ว่าสำหรับเรื่องของปัญหาอาชญากรรมโดยทั่วไปนะครับ ก็เช่นเดียวกันนะครับล่าสุดตัวเลขที่สภาพัฒน์ฯ ได้สรุปออกมา ที่เป็นการวัดผลในเรื่องของความก้าวหน้าเกี่ยวกับการทำงานทางด้านสังคมก็ บ่งบอกนะครับว่าสถิติของอาชญากรรมนั้นก็ลดลงทุกประเภท อันนี้เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลได้เอาใจใส่ เอาจริงเอาจังกับเรื่องของปัญหาทางสังคมเช่นเดียวกัน
ถัดจากเรื่องของปัญหาสังคมจะไปในเรื่องของการเมืองและเรื่องของความมั่น คง แน่นอนครับผมไม่สามารถจะมายืนอยู่ตรงนี้แล้วบอกว่าวันนี้การเมืองเรียบร้อย การเมืองนิ่ง การเมืองไม่มีความขัดแย้ง แต่สิ่งที่ผมพูดได้ก็คือว่าเราเดินหน้าทำให้ระบบการเมืองทำงานได้ ตัวเลขที่ยืนยันได้อย่างดีที่สุดตัวเลขหนึ่งนะครับ ท่ามกลางปัญหาทั้งในและนอกสภาฯ ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันก็คืองานทางด้านนิติบัญญัติ ที่รัฐบาลเข้าไปผลักดันนี้ทำได้มากกว่าในอดีตมากครับ ผมเป็นคนที่ให้เวลากับสภาฯ รับผิดชอบต่อสภาฯ ไปตอบกระทู้ถามสดด้วยตัวเอง เปิดโอกาสให้มีการถ่ายทอดสดเพื่อให้เป็นวาระของฝ่ายค้านในการที่จะนำเสนอต่อ ประชาชนได้ว่า มาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนตรวจสอบรัฐบาล รัฐบาลมีคำตอบคำชี้แจงอย่างไร เท่าที่ผมทราบก็ยังไม่มีใครที่ไปตอบกระทู้ถามสดมากเท่านี้ แล้วก็ไม่มีรัฐบาลไหนครับที่ผ่านกรอบข้อตกลงต่าง ๆ ผ่านที่ประชุมร่วมของรัฐสภามากเท่านี้ และจำนวนกฎหมายที่ผ่านไปตลอดทั้งปีที่ผ่านมาก็มากกว่าปีก่อน แน่นอนครับไม่ได้ราบรื่น พี่น้องประชาชนทราบว่าสภาฯ ก็ประชุมกันด้วยความขลุกขลักพอสมควร และผมก็ไม่มีข้อแก้ตัวให้คนที่ขาดประชุม แต่สิ่งที่ยืนยันได้ก็คือการบริหารจัดการในภาพรวมของรัฐบาลนั้นเราทำให้ระบบ สภาฯ ทำงานได้ เดินหน้าได้ แก้ไขปัญหาได้ เพราะอย่าลืมว่ามาตรการทั้งหลายที่ผมพูดมาจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจหรือเรื่อง อื่น ๆ หลายเรื่องต้องอาศัยการผ่านกฎหมาย เช่น กฎหมายงบประมาณเพิ่มเติม หรือในส่วนของไทยเข้มแข็งก็เช่นเดียวกัน
สำหรับปัญหาเรื่องความสมานฉันท์ ผมอยากจะกราบเรียนกับพี่น้องอย่างนี้นะครับว่า เราได้พยายามอย่างยิ่งยวดในการที่จะทำให้การเมืองของเรานั้นกลับเข้าสู่ สภาวะปกติ แต่ผมก็เคยได้เรียนตั้งแต่ต้นว่าเรื่องนี้มันไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถทำ ได้โดยลำพัง ผมพยายามทุกอย่างครับที่เคยให้คำมั่นสัญญาว่าตัวผมเองไม่สร้างเงื่อนไขความ ขัดแย้ง ตัวผมจะดูแลเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความเป็นธรรม จะรับฟังความคิดเห็นจะเชิญชวนยอมรับการตรวจสอบการมีส่วนร่วมของประชาชน ทุกกลุ่ม ผมยืนยันว่า 1 ปีมาได้ยึดแนวทางนั้นอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญก็คือว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งผมนึกว่าแนวทางนี้จะสามารถหาคำตอบทางการ เมืองได้ เหตุการณ์เดือนเมษายนซึ่งเกิดเหตุความวุ่นวายขึ้น และรัฐบาลได้ใช้หลักของกฎหมายเข้าไปควบคุมสถานการณ์โดยไม่ละเมิดสิทธิของพี่ น้องประชาชนสำเร็จ เมื่อผ่านพ้นทันทีสิ่งแรกที่ผมทำก็คือเชิญชวนทุกฝ่ายเข้ามาในกรอบของสภาฯ เพื่อหาคำตอบกันในเรื่องของทิศทางออกทางการเมือง มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ ตรวจสอบเหตุการณ์ และมีข้อเสนอแนะในเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แม้ว่าประเด็นที่เสนอมานั้นตัวผมหรือพรรคที่ผมสังกัดไม่เห็นด้วย เราก็ยื่นมือเข้าไปบอกว่าพร้อมที่จะเดินตามนี้เพราะเป็นมติร่วมกัน เพียงแต่มีเงื่อนไขว่าสมานฉันท์กันในหมู่นักการเมืองไม่พอ ต้องให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมด้วยการลงประชามติด้วย ตอนแรกทุกฝ่ายตกลงครับ วันนี้ที่เดินไม่ได้ก็ต้องเรียนตรง ๆ ว่าเป็นเพราะฝ่ายค้านถอนตัวไปจากกระบวนการนี้
ที่พูดก็เพื่อจะบอกครับว่าผมรู้ว่าเรายังต้องทำงานกันอีกมากในเรื่องของ งานทางด้านสมานฉันท์ แต่ให้มั่นใจว่า 1 ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามทำทุกวิถีทาง และได้ถอยมาหลายก้าว เพื่อที่จะให้เราสามารถเดินหน้าไปได้ แม้จนถึงทุกวันนี้ผมก็พูดเสมอครับ ที่เรียกร้องว่าให้มีการยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ ผมก็บอกผมไม่ขัดข้อง ขอให้เศรษฐกิจแข็งแรงขึ้น ซึ่งผมมั่นใจว่าปี 2553 นี้แข็งแรงเพียงพอ ขอให้ทุกพรรคการเมืองมายอมรับกติกาการเลือกตั้งเสียก่อน เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะไปเลือกตั้งแล้วถ้าหากว่าเกิดมีการทุจริตการเลือก ตั้ง ยุบพรรคกันอีก แล้วก็จะมีการมาประท้วง ก็จะเป็นปัญหาไม่จบไม่สิ้น และที่สำคัญครับถ้ารักประชาธิปไตยอยากให้การเลือกตั้งเกิดขึ้น พฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับวิถีทางประชาธิปไตยต้องหยุด เช่น การใช้ความรุนแรง การขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ การเดินทางหรือการหาเสียงที่จะมีขึ้นในอนาคต ผมก็ยังยืนยันครับว่าพร้อมที่จะยุบสภาฯ กลับไปสู่การเลือกตั้ง แต่เงื่อนไขเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นก่อน มิฉะนั้นการเลือกตั้งก็จะไม่สามารถนำไปสู่คำตอบในเรื่องของความสมานฉันท์ได้
สำหรับในเรื่องของความมั่นคงนะครับ จากปัญหาการดูแลสถานการณ์การเมืองซึ่งผมได้เรียนแล้วว่า ยกเว้นในช่วงเมษายน ซึ่งเหตุการณ์อาจจะบานปลายออกไป รัฐบาลก็ได้ควบคุมสถานการณ์ด้วยความเรียบร้อย ไม่มีการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนครับ ใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่บ้าง ใช้กฎหมายพิเศษที่สอดคล้องกับสถานการณ์การข่าว เช่น กฎหมายความมั่นคง ดูแลทั้งในเรื่องการประชุมระหว่างประเทศ ดูแลในเรื่องที่เวลามีการชุมนุม และขอเรียนนะครับว่าไม่จริงครับถ้าใครบอกว่ากฎหมายความมั่นคงถูกนำมาใช้ เพื่อปิดกั้นการชุมนุมเพราะว่ากฎหมายความมั่นคงไม่ได้ห้ามการชุมนุม และเราก็ไม่ได้ใช้ทุกครั้งที่มีการชุมนุม เราใช้เฉพาะครั้งที่มีการข่าวบ่งบอกว่าเหตุการณ์อาจจะมีความรุนแรง ซึ่งผมก็ต้องขอขอบคุณนะครับทางกอ.รมน. ซึ่งได้ดูแลบริหารกฎหมายความมั่นคงให้เกิดความเรียบร้อยทุกครั้ง
ส่วนปัญหาความมั่นคงที่เป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งก็คือปัญหาภาคใต้ ผมอยากเรียนครับว่าถ้าดูตัวเลขสถิติของ 1 ปีที่ผ่านมานั้นเหตุการณ์ความรุนแรงลดลงเพียงเล็กน้อย ผมได้พูดไปแล้วครับว่าผมไม่ได้พอใจละครับ แต่ผมถือว่ามันเป็นความต่อเนื่องของการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความ มั่นคงที่ดูแลให้สถานการณ์นั้นมีความรุนแรงน้อยลง แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลได้เดินหน้าชัดเจนในการปรับเปลี่ยนนโยบายในการแก้ไข ปัญหาภาคใต้ มีการตั้งองค์กรก็คือตัวคณะรัฐมนตรีที่มาดูแลภาคใต้เป็นการเฉพาะ เดินหน้าเขตเศรษฐกิจพิเศษ จัดงบประมาณลงไป มีเป้าหมายที่ชัดเจน ทั้งในลักษณะโครงการที่ลงไปจากบนลงล่าง และจากโครงการระดับหมู่บ้านที่ทำงานคู่กับทางเจ้าหน้าที่ขึ้นมา แล้วก็เริ่มมีการดำเนินการที่จะปรับแนวของการใช้กฎหมายต่าง ๆ เช่น 4 อำเภอจังหวัดสงขลา ยกเลิกกฎอัยการศึกแล้ว กำลังเอากฎหมายความมั่นคงมาใช้ แล้วขณะเดียวกันในส่วนของการบังคับใช้พระราชกำหนดใน 3 จังหวัดก็มีการปรับปรุงระบบร้องเรียนต่าง ๆ เพื่อดูแลว่าไม่มีการไปใช้อำนาจในทางที่ผิด การเยียวยา การสนับสนุนเรื่องการศึกษา และการดำเนินการที่จะปรับปรุงโครงสร้างขององค์กรที่จะดูแลเรื่องนี้ ที่เรียกว่า ศอ.บต. ก็ได้มีการผลักดันกฎหมายนี้จนสภาฯ รับหลักการไปแล้ว อันนี้ก็เป็นความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาของภาคใต้นะครับ
ผมอยากจะเรียนครับว่าในเรื่องของการเมืองนั้นก็จะมีอีกประเด็นหนึ่งซึ่ง เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ และผมก็บอกเช่นเดียวกันว่าไม่ได้พอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ นั่นคือเรื่องของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่สิ่งที่ผมยืนยันได้นะครับว่ามาตรฐานความรับผิดชอบและการเอาจริงเอาจังกับ เรื่องของปัญหาคอร์รัปชั่นนั้นเราได้แสดงออกอย่างชัดเจน มีเรื่องเกิดขึ้นในกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เป็นความเสียหายต่อประชาชนครับ ทางท่านรัฐมนตรีท่านก็แสดงความรับผิดชอบ แสดงสปิริต มีปัญหาในโครงการชุมชนพอเพียง เราก็หยุดโครงการที่เป็นปัญหาทั้งหมด เปลี่ยนผู้บริหาร ผู้รับผิดชอบทั้งหมดเพื่อให้เกิดการตรวจสอบได้ เพื่อจะเดินหน้าโครงการต่อ มีข้อครหาในเรื่องของกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับงบไทยเข้มแข็ง เราก็มีการตรวจสอบ เชิญคนนอกที่เป็นที่ยอมรับไว้วางใจของทุกฝ่าย ก็ชะลอโครงการในปัจจุบันและจะทำให้เกิดความโปร่งใสชัดเจนยิ่งขึ้น รวมไปถึงโครงการที่สังคมตั้งคำถาม ทุกโครงการคณะรัฐมนตรีจะมีการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ โครงการที่เป็นประโยชน์ก็เดินหน้าต่อ แต่อาจจะมีการปรับปรุงวิธีการ รายละเอียด เงื่อนไข เพื่อที่จะให้มีความมั่นใจว่าเป็นโครงการที่มีความโปร่งใสด้วย แต่นั่นละครับเรื่องของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นก็สุดแล้วแต่จะประเมินกัน นะครับ ซึ่งเดี๋ยวตอนท้ายผมจะพูดเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องของการประเมินในเรื่องของ ภาพรวม แต่ก็ย้ำอีกครั้งครับว่าผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และจะแสวงหามาตรการและ ความร่วมมือเพิ่มเติมในการที่จะสร้างความโปร่งใสและลดปัญหาการทุจริต คอร์รัปชั่นในรัฐบาล ในระหว่างการบริหารราชการแผ่นดินจากนี้ต่อไปด้วย
สุดท้ายนะครับในเรื่องของภาพรวมที่อยากจะเรียนก็คือว่า ประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตซ้ำซ้อนที่ส่งผลกระทบต่อภาพ ลักษณ์ของประเทศ แม้ว่าปัญหาภายในประเทศเยอะ ผมก็ทราบดีว่าผมก็มีหน้าที่และจะต้องมีบทบาทในการไปสร้างความเชื่อมั่นนอก ประเทศด้วย ยิ่งไปกว่านั้นปี 2552 ก็เป็นปีที่ประเทศไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนทั้งปี เพราะฉะนั้นการทำงานทางด้านการต่างประเทศมีความคืบหน้าอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นภาระหน้าที่ของเราในฐานะประธานอาเซียนกับการประชุมอาเซียน 2 ครั้ง ผลักดันสิ่งที่ปรากฏอยู่ในกฎบัตรอาเซียนใหม่ ตั้งองค์กรใหม่อย่างเช่น องค์กรสิทธิมนุษยชนในระดับอาเซียน เป็นผลงานที่เราสามารถผลักดันในฐานะประธานได้ทั้งสิ้น
นอกจากนั้นครับในฐานะประธานอาเซียนเรายังได้รับความไว้วางใจให้ไปเป็นตัว แทนในการแสดงออกถึงความคิดเห็นในที่ประชุมระดับนานาชาติที่อาจจะถือได้ว่า สำคัญที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา คือการประชุมจี 20 เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลก ไม่นับแน่นอนครับการทำงานโดยทั่วไปนะครับ เช่น การไปประชุมเอเปค การไปประชุมเรื่องความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งเราได้เป็นหุ้นส่วนในฐานะผู้ให้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ตะวันออกกลาง ยุโรป และที่สำคัญที่สุดคือว่าในส่วนของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านนะครับ ผมก็ขอเรียนครับว่าที่เห็นชัดเจนว่ามีความก้าวหน้าไปมาก ก็จะมีทั้งกรณีของประเทศมาเลเซีย ซึ่งการเยือนของท่านนายกฯ มาเลเซียเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมารวมทั้งที่เดินทางไปที่นราธิวาสกับผม รวมถึงเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ครับ ได้บ่งบอกว่าความร่วมมือระหว่างไทยกับมาเลเซียนั้นได้รับการยกระดับขึ้นไป อีกระดับหนึ่ง ทั้งในแง่ของความมั่นคง และจะมีเรื่องของเศรษฐกิจตามมา
กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่น ลาว เราก็ได้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเรื่องของการจัดการแข่งขันซีเกมส์ และจะมีความร่วมมือซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงความสัมพันธ์เช่นเดียวกัน แต่ว่าทุกประเทศในอาเซียนนะครับก็มีการเดินทางไปกระชับความสัมพันธ์ ผมยังติดอยู่ก็คือกรณีของประเทศบรูไน ซึ่งก็เป็นเรื่องของปัญหา เรื่องของการจัดเวลาเท่านั้นเอง แล้วตั้งใจว่าต้นปีหน้าจะไปเยือน เช่นเดียวกับพม่านะครับซึ่งมีการเชิญผมมา 2 ครั้ง แต่ปรากฏว่ากำหนดการไม่ตรงกัน ก็จะรอจังหวะเวลาที่ไป
ขอเรียนว่าสำหรับกรณีของกัมพูชา 1 ปีที่ผ่านมานี้ครับ ผมอาจจะกล่าวได้ว่าตลอดเวลาเกือบทั้งปี ความสัมพันธ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อยปกติครับ จนกระทั่งเกิดการสร้างเงื่อนไขขึ้นมาใหม่ ในเรื่องของการตั้งที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชา การไม่ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน และเรื่องของการวิพากษ์วิจารณ์ระบบการเมืองและระบบยุติธรรม หรือระบบศาลของไทย ปัญหาจึงเกิดขึ้นครับ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะว่ารัฐบาลนี้เข้ามาแล้วความสัมพันธ์เสื่อมทรามลงนะครับ ดูได้ย้อนกลับไปได้ว่า 8 - 9 เดือนนั้นมีความก้าวหน้าในความสัมพันธ์ แต่จุดยืนความสัมพันธ์ขณะนี้ผมถือว่าเราทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับ ประชาชนเป็นปกติให้มากที่สุด แต่จำเป็นต้องรักษาจุดยืน รักษาศักดิ์ศรีของประเทศ โดยใช้มาตรการทางการทูตตอบโต้ เท่านั้นเองครับ แล้วก็จะยึดแนวทางนี้ต่อไป แล้วจะไม่ให้ลุกลามไปสู่ความรุนแรงหรือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนโดย ทั่วไป อันนี้ก็เป็นในส่วนของงานทางด้านการต่างประเทศด้วยนะครับ
ผมขอเรียนครับว่าทั้งหมดนี้ จะทำให้พี่น้องได้เห็นภาพนะครับ ของการเดินหน้าของประเทศ ของการออกนโยบาย ของการมีมาตรการ ของการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนแทบจะเรียกได้ว่าครบทุกกลุ่มในประเทศไทย ผมอยากจะเรียนว่าการตรวจสอบการบ้าน 1 ปีนี้ผมก็อยากจะให้ดูนะครับว่า เมื่อวันที่ผมรับตำแหน่งและเคยให้คำมั่นสัญญาไว้กับพี่น้องประชาชนนั้นก็ได้ พูดไว้ เอาคร่าว ๆ ก็คือ 6 เรื่องครับ ใน 6 เรื่องนั้นไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลพี่น้องประชาชนทางด้านการศึกษา ในเรื่องของเกษตรกร ทำหน้าที่ในฐานะประธานของอาเซียนนี้ ผมได้พูดไปแล้วนะครับ รวมไปถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ผมได้พูดด้วยว่านโยบายรัฐบาลชุดก่อน อะไรที่ดีเราไม่ใจแคบหรอกครับ เราทำต่อ แล้ววันนี้ผมก็ยืนยันที่จะพูดว่านโยบายบางเรื่องเริ่มต้นมาก่อนรัฐบาลผม 6 เดือน 6 มาตรการ รัฐบาลนี้สานต่อ ปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์โอทอป ผมได้ต่อยอดช่วยในเรื่องการตลาด จัดงาน และทำในเรื่องของการปรับปรุงคุณภาพมาตรฐาน ให้ความรู้เพิ่มขึ้น และกองทุนหมู่บ้านครับก็มาต่อยอดด้วยการเพิ่ม เติมเงินให้ รวมกับการขยายเวลาการชำระหนี้
และก็แน่นอนครับเรื่องหนึ่งที่ผมพูดไว้ในวันแรกก็คือการปกป้องเทิดทูน สถาบันพระมหากษัตริย์ ผมขอเรียนว่าตลอด 1 ปีรัฐบาลได้พยายามจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อให้พี่น้องประชาชนนั้นมีความ สมานฉันท์ และเทิดทูนและได้มีโอกาสถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เดือนนี้เดือนธันวาคม ผมคิดว่าเราได้เห็นครับว่าด้วยพระบารมี พี่น้องประชาชนคนไทยนั้นสามารถที่จะมาหลอมรวมจิตใจกัน เมื่อรัฐบาลจัดกิจกรรมจัดงานต่าง ๆ ซึ่งทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยมีความสุขที่สุดในรอบปี รัฐบาลยังเดินหน้ายืนยันในการที่จะปกป้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อย่าง เต็มที่ และก็หวังที่จะเห็นความร่วมแรงร่วมใจจากพี่น้องประชาชนในการถวายความจงรัก ภักดี เหมือนกับที่เราได้เห็นในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
นอกจากนั้นในการเดินทางไปต่างประเทศ ผมได้ไปชี้แจงทำความเข้าใจกับความสับสนที่เกิดขึ้น จากการที่บางฝ่ายไปพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องในทาง ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งปัจจุบันก็ทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้น และผมยังได้มีการดำเนินการในเรื่องของปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายการหมิ่นพระบรมเด ชานุภาพ จะป้องกันไม่ให้มีการนำไปใช้หรือบังคับใช้ในลักษณะที่เป็นเรื่องของประโยชน์ ทางการเมือง หรือในการทำลายล้างกัน เพราะฉะนั้นล่าสุดหลังจากที่ได้มีการปรึกษาหารือกับฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันจะมีคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อกลั่นกรองคดีนี้ แล้วคงจะเริ่มต้นทำงานได้ตั้งแต่ต้นปีหน้าเป็นต้นไป อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนว่า 6 เรื่องที่ผมพูดไว้ในวันที่ผมรับตำแหน่งนั้นได้เดินหน้าทำในทุก ๆ ด้าน
เช่นเดียวกันครับก่อนหน้านั้น ก่อนที่ผมจะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผมเคยหาเสียงและพูดถึงแผนปฏิบัติการเร่งด่วน 99 วัน มีคนชอบเอาไปพูดนะครับว่า 99 วันหรือ 1 ปีทำได้หรือไม่ได้ เอามาให้ดูชัด ๆ ครับ ผมบอก 99 วันจะทำเรียนฟรี 15 ปี ทำได้แล้วสำเร็จเรียบร้อยแล้ว 99 วันจะมีเงินตอบแทน อสม. ก็ทำได้เรียบร้อยแล้ว 99 วันโครงการชุมชนพอเพียงเริ่มโอนเงินได้ ทำไปแล้ว 99 วันจะลดภาระค่าครองชีพ ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม ทำได้ ส่วนเรื่องน้ำมันนั้นผมต้องยอมรับว่าปรับเปลี่ยนนโยบายซึ่งจะได้ชี้แจงต่อไป
และในส่วนของภาคใต้
เช่น ราคาน้ำมันเป็นปัจจัยเสี่ยง แต่ว่าสิ่งที่ทางกระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง ร่วมกันบริหาร 1 ปีที่ผ่านมา ผมบอกว่าเราเตรียมการเอาไว้เพื่อรับมือกับเรื่องนี้เต็มที่ ก็เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมนโยบายเรื่องราคาน้ำมัน ไม่ได้ตรงกับ 99 วัน แผนปฏิบัติการ 99 วัน เพราะมองมาข้างหน้าเล็งเอาไว้ว่าจำเป็นจะต้องเผื่อไว้สำหรับสถานการณ์เมื่อ เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ขาขึ้น ปัจจัยเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง ผมก็เรียนครับว่าแม้ว่าทางการท่องเที่ยว การส่งออก ก็ต้องเดินหน้าเต็มที่ แต่ว่าเศรษฐกิจภายในประเทศก็จะได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและปฏิบัติ การไทยเข้มแข็งก็จะเป็นภูมิคุ้มกันอย่างหนึ่งในกรณีที่การฟื้นตัวของ เศรษฐกิจโลกเปราะบางหรือช้ากว่าที่มีการคาดการณ์ในปัจจุบัน แต่ว่าความเสี่ยงสุดท้ายที่ผมจำเป็นต้องพูดก็คือ ปัญหาการเมืองภายในประเทศ จริงอยู่ครับ 1 ปี เราก็พยายามที่จะบริหารสถานการณ์ท่ามกลางความขัดแย้ง และผมก็ได้ยืนยันแล้วว่าเป้าหมายของการบริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของประชาชน นั้นเราไม่ให้ได้รับผลกระทบ หรือให้ได้น้อยที่สุดจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง
แต่ผมก็ต้องยืนยันกับพี่น้องประชาชนครับว่า ถ้าในบ้านเมืองของเรามีความสมัครสมานสามัคคี ให้โอกาสในการทำงานกัน การทำงานหลายอย่างก็จะมีความราบรื่นและประสบความสำเร็จได้ง่าย อยากจะยกตัวอย่าง ๆ หนึ่งครับ โครงการประกันรายได้เกษตรกร ตอนที่จะเริ่มทำแม้แต่นักวิชาการที่สนับสนุนนโยบายนี้ยังกังวลว่าเราจะผลัก ดันได้หรือไม่ แต่ด้วยความร่วมมือจากทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องจาก ส.ส.ในพื้นที่ซึ่งคอยรายงานปัญหาต่าง ๆ จากการทุ่มเททำงานหนักของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เราก็เดินมาจนถือได้ว่าประสบความสำเร็จ แต่ปัญหาที่ตกค้างในบางพื้นที่ วันนี้ต้องบอกครับมีพี่น้องประชาชนในบางพื้นที่ไม่ได้มาขึ้นทะเบียน เพราะมีคนบางกลุ่มไปรณรงค์ไม่ให้มาขึ้นทะเบียน ไปบอกว่ารัฐบาลจะหลอก รัฐบาลไม่ทำจริง ซึ่งวันนี้เราก็จะตามมาแก้ไข แต่อยากจะเรียนครับว่าถ้าเราสามารถที่จะมาร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกัน คนที่จะได้ประโยชน์ที่สุดก็คือพี่น้องประชาชน
ผมยืนยันว่า 1 ปีที่ผ่านมาประเทศเดินหน้า ประชาเป็นสุข อาจจะยังไปไม่ได้ไกลอย่างที่หลาย ๆ คนคาดหวัง และผมเองก็ยังไม่พอใจที่จะหยุดอยู่เท่านี้ แต่ผมก็อยากจะให้พี่น้องประชาชนได้ช่วยกันครับว่าเราจะก้าวเดินต่อไปข้าง หน้าด้วยกัน จะช้าจะเร็ว จะเลี้ยวซ้ายบ้าง เลี้ยวขวาบ้าง จะช่วยกันทำให้ประเทศของเรา และประชาชนของเราได้รับความเจริญก้าวหน้าน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายครับว่าในขณะที่เราฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรง ที่สุดครั้งหนึ่งของโลกมาในปีที่ผ่านมา ในขณะที่เราได้เริ่มต้นฟื้นภาพลักษณ์ของประเทศมาได้ไกลขนาดนี้แล้ว ถ้าเกิดความรุนแรง ความวุ่นวาย ความโกลาหลขึ้น นอกเหนือจากทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ทำมา 1 ปี จะเหมือนกับสูญหายไปและถดถอย ผมกล้าบอกได้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับโอกาสบ่อยนัก และอาจจะไม่ได้รับโอกาสอีก ถ้าเราทำลายความเชื่อมั่นของประเทศของเราเอง ผมจึงอยากขอขอบพระคุณพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่งที่ได้ช่วยสนับสนุนให้การ ทำงานของเรา 1 ปีที่ผ่านมามาถึงจุดนี้ และขอว่าในปี 2553 ครับเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนมาร่วมกันสร้างความสุขให้กับพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศ ขอขอบคุณครับ
ที่มา http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=17067:-1--&catid=176:2009-06-25-09-26-02&Itemid=524


ของวันที่ 23 ธันวาคม 2552
- แถลงการณ์ในหลวงหายประชวร
พสกนิกร สุดปลื้มข่าวมงคล สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ในหลวงทรงหายจากพระอาการประชวรแล้ว แต่ยังประทับพักฟื้นที่ รพ.ศิริราช เพื่อทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูพระวรกาย และเพิ่มกำลังพระกล้ามเนื้อ ขณะที่ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศยังหลั่งไหลลงนามถวายพระพร ฮือฮาทีวีเยอรมันส่งทีมมาถ่ายทำสารคดีคนไทยรักในหลวงเพื่อเผยแพร่ไปทั่วโลก ด้าน มท.1 เตรียมปั๊มเพิ่มวีซีดีงาน..

-3 เงื่อนไข พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย อดีต รมว.การต่างประเทศระบุ คือ 1.นำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 กลับมาใช้ 2.ยุบสภาและ 3.ให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยทุกฝ่ายต้องลงสัตยาบันว่าจะยอมรับผลการเลือกตั้ง
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง “ผู้จัดการรัฐบาล” ออกมาแปลไทยเป็นไทยให้ฟังว่า ข้อ 2 กับข้อ 3 นั้น “พอฟังได้” แต่ข้อ 1 นั้นนายสุเทพ อ่านว่า เป็นเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณต้องการ 1.คืนอำนาจให้เหมือนเดิม 2.เอาทรัพย์สินคืนและ 3.ไม่ต้องติดคุก

- ครม.ให้เด็กไร้สัญชาติเรียนในศูนย์เอ็นจีโอได้อย่างถูกกฎหมาย อ้างผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
วันนี้(22 ธ.ค.)ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า ครม.มีมติรับร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดการศึกษาให้แก่บุคคล ที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือ ไม่มีสัญชาติไทย โดยองค์กรเอกชนในศูนย์การศึกษาคนต่างด้าว พ.ศ. ....ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ เพื่อให้มีความมั่นคงจากการจัดการศึกษา และเป็นศูนย์การศึกษาของคนต่างด้าวที่องค์กรเอกชนตั้งขึ้น ให้มีกฎหมายรองรับ โดยผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และออกเป็นกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิของบุคคลหรือองค์กรเอกชนในการจัดการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ตามมาตรา 12 พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยให้กระทรวงศึกษาและสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติดำเนินการ และครม.ยังเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานของรัฐ กระทรวงต่าง ๆ เพื่ออำนวยประโยชน์ในการให้การศึกษา แก่เด็กที่ไม่มีสัญชาติ.

-ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดผลการประชุม ทปอ. เมื่อเร็ว ๆนี้ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงกรณีที่มีนิสิต นักศึกษา จำนวนหนึ่งร้องต่อ ทปอ. เพื่อขอนำคะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ที่สอบเพียง 5 กลุ่มสาระวิชา มาใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางการรับ นิสิตนักศึกษา หรือ แอดมิชชั่น ปีการศึกษา 2553 เนื่องจากขณะนี้ ทปอ.ได้กำหนดว่า ผู้ที่จะนำคะแนนโอเน็ตมาใช้แอดมิชชั่นได้จะต้องเป็นคะแนนโอเน็ตที่สอบ 8 กลุ่มสาระวิชาเท่านั้น ซึ่งนิสิต นักศึกษา กลุ่มดังกล่าวแจ้งว่า ช่วงปี 2549 และ ปี 2550 ทางสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จัดสอบโอเน็ตเพียง 5 กลุ่มสาระวิชาเท่านั้น ซึ่งทปอ.พิจารณาแล้วมีมติให้เฉพาะผู้ที่สอบโอเน็ต ปี 2549-2550 สามารถนำคะแนนโอเน็ต ที่สอบ 5 กลุ่มสาระวิชามาแอดมิชชั่นได้ แต่ให้ค่าน้ำหนักคะแนนเพียง 25% จากค่าน้ำหนักคะแนนโอเน็ต 30% เพราะคะแนนดังกล่าวมีเพียง 5 กลุ่มสาระวิชา จะได้ไม่เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบผู้ที่สอบ 8 กลุ่มสาระวิชา และเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้แก่เด็กด้วย

ศ.นพ.ภิรมย์ กล่าวต่อไปว่า ทปอ.ยังได้หารือถึงกรณีที่เครือข่ายสตรีข้ามเพศ เรียกร้องให้สถาบันอุดมศึกษาเปิดให้กลุ่มนิสิต นักศึกษาข้ามเพศ แต่งชุดนิสิต นักศึกษาหญิงเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรได้ โดยประชุมเห็นตรงกันว่า การแต่งกายเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรควรแต่งให้เหมาะสมกับกาลเทศะ และต้องเคารพกติกาของสถาบัน สำหรับเรื่องการลดค่าสมัครสอบความถนัดทั่วไป หรือ GAT และลดค่าสมัครสอบความถนัดทางวิชาชีพหรือวิชาการ หรือ PAT จากที่ปัจจุบันเก็บค่าสมัครสอบวิชาละ 200 บาทลง นั้น จากข้อมูลต้นทุนการจัดสอบ 3 ครั้งที่ สทศ.ส่งมา พบว่า มีต้นทุนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับจำนวนผู้สมัครสอบ ดังนั้น ทปอ.จึงให้รอการจัดสอบครั้งที่ 4 เดือน มี.ค. 2553 เสร็จสิ้นก่อน เพื่อดูว่ามีเงินเหลือหรือไม่ ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะลดค่าสมัครสอบได้หรือไม่ต่อไป.

ของวันที่ 22 ธันวาคม 2552
- รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะแถลงผลการดำเนินงานครบรอบ 1 ปี ในวันใด
ตอบ 23 ธันวาคม 2552
-แก๊งค์หมูบินเกี่ยวข้องกับอะไรมากที่สุด
ตอบ ขโมยชอบลักทรัพย์บ้านคนรวยคนดัง ใช้รถยนต์ยี่ห้อหรู ขับไปตามบ้านทำเป็นกดกริ่ง ไม่มีคนอยู่ก็ขโมยทรัพย์สิน ตู้เซฟใช้แก๊สตัด ทรัพย์สินที่ยึดไfh กว่า 200 ล้านบาท
-AFTA คืออะไร
ตอบ เขตการค้าเสรีอาเซี่ยน
-อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2553 กำหนดไว้ที่เท่าไร
ตอบ ร้อยละ 10 - 15
-ค่าผ่านทางโทเวย์ปรับขึ้นอย่างไร
ตอบ จาก 55 บาท เป็น 85 บาท เริ่ม 22 ธันวาคม 2552 (5 ปี ปรับ 1 ครั้ง)
- จังหวัดใดที่ยังหาข้อยุติเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำไม่ได้
ตอบ กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล 4 จังหวัด
-ร่าง พรบ.คนขอทาน มีโทษสูงสุดคือ
ตอบ ประหารชีวิต (มาตรา 12 )
-นักเตะยอดเยี่ยม ชายและหญิง ปี 2009 คือใคร
ตอบ เมสซี และมาร์ทา
ลิโอเนล เมสซี กองกลาง "เจ้าบุญทุ่ม" อาร์เจนตินา ผงาดเข้าป้ายคว้าตำแหน่งนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลกประจำปี 2009 จากฟีฟ่า หลังได้รับเลือกให้คว้ารางวัลนี้ด้วยคะแนนเสียงโหวตแบบท่วมท้นทิ้งห่าง "แชมป์เก่า" คริสเตียโน โรนัลโด้ ปีกจอมเลี้อยไปแบบขาดลอย ด้าน มาร์ทา แข้งสาวทีมชาติบราซิลสุดเจ๋งคว้าตำแหน่งนักฟุตบอลหญิงยอดเยี่ยมเป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกัน
-อื่น ๆ น่าจับตา
ตอบ
สธ.ทำจริง ลงดาบฟัน บริษัทน้ำเมาทำผิด ก.ม. ลอตแรก 65 คดี โดนถ้วนหน้า สิงห์เจออ่วม 39 ลีโอ 11 ช้าง 14 อาซาฮี 1 พร้อมฟันปฏิทินลีโอปี 2010 และย้อนหลังปี 2009 ด้วย ตีความกฎหมายแล้ว ฟันลานเบียร์ สนับสนุนมิวสิกเฟสติวัลก็โดน ส่วนการเอาผิด "ตั๊น-จิตภัสร์" ทายาทสิงห์ ที่เอาปฏิทินไปแจกในทำเนียบฯกับ 6 นางแบบ อยู่ที่ตำรวจสืบสวนต่อ "หมอสมาน" เผยเตรียมฟันปฏิทินวาบหวิวเชียร์รายต่อ..
โยนระเบิดเก๊หน้าศาลชิง2ผู้ต้องขัง
วาง แผนชิงตัว 2 สมุนแก๊ง "ไอ้หมูสกปรก" ระหว่างคุมตัวจากเรือนจำไปศาลจังหวัดตลิ่งชัน ฉวยโอกาสโยนระเบิดปลอหวังสร้างความแตกตื่น เพื่อเปิดทางหนีขึ้นรถเก๋งอดีตเพื่อนร่วมคุกที่มารอรับริมถนนหน้าศาล แต่ผิดคิวติดโซ่ตรวนวิ่งไม่รอดถูกผู้คุม กับ รปภ.ศาลล็อกไว้ ส่วนคนร้ายที่ขับเก๋งไปดักรอเผ่นทิ้งรถมีปืนพร้อมกระสุนอยู่บนเบาะ ที่แท้เป็นลูกชายเจ้าของร้านทอง..

ของวันที่ 21 ธันวาคม 2552

-คำขวัญวันเด็ก ปี พ.ศ.2553
ตอบ คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๕๓
คำขวัญ : นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

“คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม”

-ส่วนประกอบของระบบคอมพิวเตอร์
ตอบ Hard ware , Solf ware , Peple ware
-Hard ware ได้แก่อะไรบ้าง
ตอบ ตัวเครื่อง แป้นพิมพ์ จอ เมนบอร์ด
-Solf ware ได้แก่
ตอบ ชุดคำสั่ง โปรแกรม
-ส่วนใดของคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ประมวลผล ควบคุมการทำงานหลัก
ตอบ CPU (เปรียบเหมือนสมองคน)
-CD-R และ CD-RW ต่างกันอย่างไร
ตอบ CD-R อ่านได้อย่างเดียว CD-RW อ่านได้และเขียนแผ่นได้
-เรียงลำดับหน่วยความจุจากน้อยไปมาก
ตอบ Bit M K G T
-ในคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้องรับปีใหม่อนุญาตให้สถานบันเทิงเปิดได้ถึงเวลาใด
ตอบ ในคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 31 ธ.ค. เบื้องต้น จะไม่มีการอนุญาตให้เปิดสถานบริการเกินเวลาที่กำหนดไว้ เหมือนเช่นหลายปีที่ผ่านมา ที่อนุญาตให้เปิดถึง 06.00 น.ของวันที่ 1 ม.ค. แต่จะมีการหารือในรายละเอียดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอีกครั้ง
- “งึก ๆ งัก ๆ คือฉายาของใคร
ตอบ นักข่าวอาชญากรรม สายตำรวจ ตั้งฉายาคนวงการตำรวจ “มาร์ค” ประธาน ก.ต.ช. “งึก ๆ งัก ๆ
-โรงเรียนที่ได้รับรางวัลวงโยธวาทิต 2 รางวัล
ตอบ วงโยธวาทิต'บุญวัฒนา'โรงเรียนดังเมืองย่าโมสุดเจ๋ง บุกมาเลเชียสร้างชื่อคว้าเหรียญทองประเภทดรัมไลน์

วันนี้(21 ธ.ค.) นายมโน ศรีวัฒนพงศ์ ผอ.โรงเรียนบุญวัฒนา (บวน.)อ.เมืองนครราชสีมา พร้อมอาจารย์และเพื่อนนักเรียน ได้มาร่วมแสดงความยินดีกับคณะวงดุริยางค์ของโรงเรียน หลังเดินทางไปแข่งขันรายการกัวลาลัมเปอร์ เวิลด์แมชชิ่งแบรนด์ คอมเพล็ททิชั่น 2009 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 15-20 ธ.ค.ที่ผ่านมา จนคว้ารางวัลชนะเลิศถึง 2 รายการคือชนะเลิศเหรียญทองประเภทโยธวาทิต และชนะเลิศเหรียญทองประเภทดรัมไลน์ จากทั้งหมด 16 ทีม 5 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย


ของวันที่ 20 ธันวาคม 2552

-รายละเอียดการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2553 มีว่าอย่างไร
ตอบ
2.00 ต่อ ม.ปลายอัตโนมัติ "ชินภัทร" เบรกสอบอังกฤษ คัดเข้า ม.1
นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าการจัดทำนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปีการศึกษา 2553 ว่า แนวปฏิบัติการรับนักเรียน ยังคงยึดแนวปฏิบัติเดิมของปีการศึกษา 2552 เช่น การรับนักเรียน ชั้น ม.1 ยังเปิดโอกาสให้โรงเรียนเปิดสอบทั่วไปได้สูงสุด 50% และอีก 50% จะเป็นการจับสลากในเขตพื้นที่บริการ และพิจารณาผลการเรียน เป็นต้น ส่วนข้อเสนอให้เพิ่มการสอบวิชาภาษา อังกฤษในการสอบคัดเลือกเข้า ม.1 เพื่อวัดสมรรถนะด้านภาษาอังกฤษนั้น ได้มอบคณะทำงานไปปรับปรุงใหม่ เพราะหากไม่ไปใช้จริงก็ไม่อยากเพิ่มภาระของผู้ปกครอง และนักเรียน ดังนั้นในการสอบคัดเลือกจะยังคงสอบ 4 วิชาหลัก ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา
เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า สำหรับการสอบเข้าชั้น ม.4 มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย คือนัก เรียนที่เรียนอยู่โรงเรียนเดิมระดับชั้น ม.3 และประสงค์จะเรียนต่อชั้น ม.4 ให้ทางโรงเรียนพิจารณาจากศักยภาพทางวิชาการที่เหมาะสม และให้กำหนดเกรดเฉลี่ย 2.00 แต่กรณีโรงเรียนที่จำเป็นต้องกำหนดเกรดเฉลี่ย 2.50 ขึ้นไป จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา และเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งในปีที่ผ่านมา สพฐ.ไม่ได้กำหนดในส่วนนี้เอาไว้ ทำให้โรงเรียนกำหนดเกรดเฉลี่ยที่สูงเกินจนเด็กไม่ได้เรียนต่อชั้น ม.4 ในโรงเรียนเดิม
สำหรับ ปฏิทินการรับนักเรียนชั้น ม.1 แบ่งเป็นกลุ่มความสามารถพิเศษ รับสมัคร 13-14 มี.ค.53 กลุ่มสอบคัดเลือก รับสมัคร 13-17 มี.ค. และ / จับสลากในเขตพื้นที่บริการ13-17 มี.ค. ระดับชั้น ม.4 รับสมัคร 13-17 มี.ค.

สพฐ.ลดเนื้อหาซ้ำซ้อน 30% รับหลักสูตร 53

“จุรินทร “ สั่ง สพฐ.ปรับตารางสอน ป.1-ม.6 รองรับหลักสูตรใหม่ที่จะเริ่มใช้เป็นทางการปี 53 ลดเนื้อหาซ้ำซ้อนลง 30% เพื่อให้มีเวลาเรียนต่อเรื่องมากขึ้น เปิดโอกาสครูสอนแบบลงลึกเน้นคิดวเคราะห์ พร้อมเอาเวลาไปเพิ่มกับการเรียนรู้นอกห้องเรียน พร้อมสั่ง ปรับข้อสอบวัดผลใหม่ ต้องมีอัตนัยควบคู่กับปรนัย แถมนโยบายให้เด็กเขียนเรียงความเป็น
(14ธ.ค.) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังประชุมผู้บริหาร 5 องค์กรหลักของ ศธ. ว่า มีนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สั่งการไปยังโรงเรียนในสังกัด ให้ปรับตารางสอนใหม่ปีการศึกษา 2553 ให้สอดรับกับหลักสูตรใหม่หรือหลักสูตรการ ศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ที่จะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในโรงเรียนทั่วไปในปีการศึกษาหน้า และให้สอดรับกับนโยบายของ ศธ. ที่ต้องการให้เน้นการเรียนแบบคิดวิเคราะห์ ลดการเรียนแบบท่องจำ รวมทั้งต้องการลดการเรียนในห้องเรียนและนำเวลาไปให้เด็กทำกิจกรรมเรียนรู้ นอกห้องเรียนมากขึ้น
รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 นั้น แตกต่างจากหลักสูตรเดิม หรือหลักสูตรการ ศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 ตรงที่ลดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาลงอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับลดตัวชี้วัดมาตรฐานการเรียนรู้ลงไปประมาณ 30% โดย สพฐ.ได้นำตัวชี้วัดที่ใช้ในหลักสูตรการ ศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 ที่มีอยู่กว่า 4,000 ตัวชี้วัดมาวิเคราะห์หาความซ้ำซ้อน และสามารถตัดตัวชี้วัดที่ซ้ำซ้อนออกไปจนเหลือแค่ 2,165 ตัวชี้วัด
ผลจากการปรับลดตัวชี้วัดลงส่งผลให้มีเวลาเรียนต่อเรื่องมากขึ้น ไม่ต้องเร่งสอนเปิดโอกาสให้ครูสอนแบบคิดวิเคราะห์ได้ อีกทั้งยัง เหลือเวลาให้เด็กเรียนนอกห้องเรียนอย่างสร้างสรรค์ได้มากขึ้นด้วย ซึ่งจะให้แต่ละโรงเรียนไปปรับตารางสอนใหม่ จัดเวลาเรียนนอกห้องเรียนมากขึ้น โดยทุกโรงเรียนจะต้องเตรียมกิจกรรมเรียนรู้นอกห้องเรียน 3 ส่วน ไว้รองรับ
ส่วนที่ 1 ทุกโรงเรียนต้องหาแหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่ในโรงเรียนซึ่งนำไปสู่การเรียนรู้ นอกห้องเรียนให้พบ เช่น สวนครัว สวนสมุนไพรของโรงเรียน หรือเสาธง ก็เป็นแหล่งความรู้ทางประวัติศาสตร์ ส่วนที่ 2 โรงเรียนจะต้องสรุปว่าแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นที่โรงเรียนตนเองตั้งอยู่มี อะไรบ้าง หรือแหล่งเรียนรู้ที่สะท้อน วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อให้เด็กได้ศึกษาสัมผัสของจริง และส่วนที่ 3 โรงเรียนจะต้องกำหนดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเช่น การทำค่าย กิจกรรมทัศนศึกษา ชุมชุมกีฬา ดนตรี เป็นต้น
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ได้มอบให้ สพฐ.ไปคิดว่าตารางเรียนต่อสัปดาห์ของนักเรียนควรจะเป็นเช่นไร ยกตัวอย่างเช่น ปัจจุบันตารางเรียนอยู่ที่ 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ก็ขอให้ไปศึกษาว่า ควรปรับเป็นกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และเวลาที่จะใช้กับการเรียนนอกห้องเรียนอย่างสร้างสรรค์นั้นควรจะมีกี่ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งการปรับเปลี่ยนดังกล่าวนี้เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้นักเรียนได้ พัฒนาการเรียนแบบคิดวิเคราะห์ โดยอาจจะต้องปรับใน 2 ระดับ คือ การคิดวิเคราะห์ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เช่น การสังเกต การค้นหา การสำรวจ การเปรียบเทียบ ฯลฯ จะเริ่มตั้งแต่ช่วงชั้นที่ 1-ช่วงชั้นที่ 2 และการคิดวิเคราะห์ระดับสูง เช่น การวิเคราะห์คำนิยาม การตัดสินใจโดยใช้วิจารณญาณ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ ช่วงชั้นที่ 2 , 3 และ 4
“ ปีการศึกษา 2553 จะต้องเกิดอีก 2 สิ่งใหม่ด้วย คือ โรงเรียนจะต้องสนับสนุนส่งเสริมให้เด็กเขียนเรียงความ ย่อความได้ เพราะถือเป็นสองเรื่องที่มีความสัมพันธ์กัน แต่ที่ผ่านมาเรื่องเหล่านี้หายไปจากโรงเรียน และ 2.โรงเรียนควรจะออกข้อสอบปรนัยและอัตนัยควบคู่กัน เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับการเรียนการสอน และยังเป็นการส่งเสริมให้เด็กได้คิด เพราะหากออกแต่ปรนัยอย่างเดียวเด็กก็ไม่ได้การคิดวิเคราะห์สุดท้ายกรรมก็ตก กับเด็ก” รมว.ศธ. กล่าว
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะเน้นให้ความสำคัญกับเรื่องครูแนะแนว หรือครูที่ปรึกษา ซึ่งควรจะต้องเริ่มตั้งแต่ระดับปฐมวัยไปจนถึงระดับม.ปลาย ส่วนในรายละเอียดแต่ละระดับจะเน้นให้ความสำคัญในส่วนใดบ้างนั้นสพฐ.จะไปทำ รายละเอียด เพราะต้องมีการแนะแนวที่แตกต่างกันออกไป เพราะครูจะต้องมีหน้าที่แนะแนวการเรียนรวมไปถึงการแนะแนวให้เด็กได้ค้นพบ ความถนัด ความต้องการของตนเอง โดยเฉพาะในระดับม. 1 นั้นจะต้องเริ่มอย่างจริงจังที่จะช่วยให้เขาค้นหาความถนัดความต้องการที่แท้ จริง
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการนี้จะเกิดขึ้นทันที่เปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 เดือน พฤษภาคม โดยระดับประถมศึกษาจะต้องเริ่มทำในทุกชั้นปี แต่ระดับมัธยมนั้นจะเริ่มในชั้นแรกของช่วงชั้น คือ ม.1 และ ม.4 ในส่วนการเตรียมความพร้อมสำหรับครูนั้นจะอบรมครูทั้ง 8 กลุ่มสาระวิชา และขณะนี้ สพฐ.ก็ได้จัดเตรียมคู่มือ และสื่อต้นแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ที่มา - คมชัดลึก วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม 2552
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ข้อสรุปโครงการโรงเรียนดี 3 ระดับแล้ว ซึ่งจะเริ่มในปีการศึกษาหน้า แบ่งเป็นโรงเรียนดีระดับตำบล 7,000 แห่ง โรงเรียนดีระดับอำเภอ 2,500 แห่ง และโรงเรียนดีระดับสากลอีก 500 โรงเรียน เป็นการยกระดับคุณภาพการเรียน การสอนของโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการครั้งใหญ่ รวมกว่า 10,000 โรงเรียน โรงเรียนดีระดับสากล 500 โรงเรียน จะสอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เป็นภาษาอังกฤษ โดยพิจารณาจากโรงเรียนที่มีความพร้อมก่อน รวมถึงปรับการคัดเลือกนักเรียนเข้าโรงเรียนที่มีระดับสากลด้วย ซึ่งจะพิจารณาจากความพร้อมของเด็กและครูเป็นสำคัญ ซึ่งให้ สพฐ.พิจารณาว่า ใช้เกณฑ์การคัดเลือกที่แตกต่างจากการสอบคัดเลือกเด็กในระบบเดิมหรือไม่

ของวันที่ 19 ธันวาคม 2552

-ประเทศใดได้เหรียญทองมากที่สุด
ตอบ ทอง เงิน ทองแดง คะแนน
ประเทศไทย 86 83 97 266
เวียดนาม 83 75 57 215
อินโดนีเชีย 43 53 74 170
มาเลเซีย 40 40 59 139
ฟิลิปปินส์ 38 35 51 124
สิงคโปร์ 33 30 35 98
ลาว 32 25 52 110
พม่า 12 22 37 71
กัมพูชา 3 10 27 40
บรูไน 1 1 8 10
ติมอร์ตะวันออก 0 0 3 3
รวมเหรียญทั้งหมด 372 374 500 1246
สรุปซีเกมส์ครั้งที่ 25
ตอบ
- กำหนดการแข่งขัน 9 ธันวาคม 2552 – 18 ธันวาคม 2552 รวม 10 วัน
- ประเทศสมาชิกเข้าร่วม 11 ประเทศ
- 25 ประเภทกีฬา ชิงชัย 372 เหรียญทอง
- ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน 5113 คน
- นักกีฬา 3038 คน
- เจ้าหน้าที่กีฬา 2075 คน
- ได้เหรียญทองมากที่สุด ไทย 86 เวียตนาม 83 อินโดนีเซีย 43
- ได้เหรียญน้อยที่สุด คือ ติมอร์เรสเต้ 3 เงิน 3 ทองแดง
- เจ้าภาพ ลาว ลำดับที่ 7 32 เหรียญทอง
- เหรียญทองแรกนักกีฬาไทย ตะกร้อลอดห่วงชาย
- กีฬาชิงชัยเหรียญทองสุดท้าย คือ เปตองชาย ลาวได้
- เจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ครั้งต่อไป คือ อินโดนีเซีย
- เงินรางวัลที่อัดฉีดของไทย เหรียญทอง 2 แสน เหรียญเงิน 1 แสน เหรีญทองแดง 5 หมื่นบาท
เขียนโดย tuewsob.net ที่ 3:16 หลังเที่ยง 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้
ข้อสอบ พลวัต 30 ธันวาคม 2552
ของวันที่ 30 ธันวาคม 2552

-"ป๋าแต่งทหารต้อนรับขุนพล" ป๋า หมายถึงใคร
ตอบ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
- ประธานคณะกรรมการสอบสวนโครงการทุจริตไทยเข้มแข็งในกระทรวงสาธารณสุข คือใคร
ตอบ นพ.บรรลุ ศิริพานิช
-นโยบาย 7 วันอันตราย
ตอบ "ไปสะดวก กลับสบาย"
-แผนปฏิบัติการ 7 วันอันตราย ชื่อ
ตอบ "7 วันขับขี่ปลอดภัย เทิดไท้องค์ราชัน"
-เป้าหมายการลดอัตราการอุบติเหตุุ -เจ็บ-ตาย คือ
ตอบ ร้อยละ 5
-แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 มีสาระสำคัญอะไรบ้าง
ตอบ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๔)

คณะรัฐมนตรีรับทราบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๔) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ โดยมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ยุทธศาสตร์การพัฒนาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติและการติดตามประเมินผล สรุปได้ดังนี้
๑. วิสัยทัศน์ประเทศไทย
มุ่งพัฒนาสู่ “สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน (Green and Happiness Society) คนไทยมีคุณธรรมนำความรอบรู้ รู้เท่าทันโลก ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง สังคมสันติสุข เศรษฐกิจมีคุณภาพ เสถียรภาพ และเป็นธรรม สิ่งแวดล้อมมีคุณภาพและทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืน อยู่ภายใต้ระบบบริหารจัดการประเทศที่มีธรรมาภิบาล ดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และอยู่ในประชาคมโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี”
๒. พันธกิจ เพื่อให้การพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ มุ่งสู่ “สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน” ภายใต้แนวปฏิบัติของ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เห็นควรกำหนดพันธกิจของการพัฒนาประเทศ ดังนี้
(๑) พัฒนาคนให้มีคุณภาพ คุณธรรมนำความรอบรู้อย่างเท่าทัน (๒) เสริมสร้างเศรษฐกิจให้มีคุณภาพ เสถียรภาพ และเป็นธรรม (๓) ดำรงความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อม (๔) พัฒนาระบบบริหารจัดการประเทศให้เกิดธรรมาภิบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
๓. วัตถุประสงค์
(๑) เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้คู่คุณธรรม จริยธรรมอย่างต่อเนื่องที่ขับเคลื่อนด้วยการเชื่อมโยงบทบาทครอบครัว สถาบันศาสนาและสถาบันการศึกษา เสริมสร้างบริการสุขภาพอย่างสมดุลระหว่างการส่งเสริม การป้องกัน การรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพ และสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
(๒) เพื่อเพิ่มศักยภาพของชุมชน เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย เป็นรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และอนุรักษ์ ฟื้นฟู ใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นำไปสู่การพึ่งตนเองและลดปัญหาความยากจนอย่างบูรณาการ
(๓) เพื่อปรับโครงสร้างการผลิตสู่การเพิ่มคุณค่าของสินค้าและบริการบนฐานความรู้ และนวัตกรรม รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างสาขาการผลิตเพื่อทำให้มูลค่าการ ผลิตสูงขึ้น
(๔) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน และระบบบริหารความเสี่ยงให้กับภาคการเงิน การคลัง พลังงาน ตลาดปัจจัยการผลิต ตลาดแรงงาน และการลงทุน
(๕) เพื่อสร้างระบบการแข่งขันด้านการค้าและการลงทุนให้เป็นธรรม และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ รวมทั้งสร้างกลไกในการกระจายผลประโยชน์จากการพัฒนาสู่ประชาชนในทุกภาคส่วน อย่างเป็นธรรม
(๖) เพื่อเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและคุณค่าความหลากหลาย ทางชีวภาพ ควบคู่กับการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้เป็นฐานที่มั่นคงของการพัฒนาประเทศ และการดำรงชีวิตของคนไทยทั้งในรุ่นปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งสร้างกลไกในการรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างเป็นธรรมและอย่างยั่งยืน
(๗) เพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศสู่ภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาชน และขยายบทบาทขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควบคู่กับการเสริมสร้างกลไกและกระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาวัฒนธรรม ประชาธิปไตยให้เกิดผลในทางปฏิบัติต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
๔. เป้าหมาย
(๑) เป้าหมายการพัฒนาคุณภาพคนและความเข้มแข็งของชุมชน
(๑.๑) การพัฒนาคน
๑) คนไทยทุกคนได้รับการพัฒนาให้มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา คุณธรรม จริยธรรม อารมณ์ มีความสามารถในการแก้ปัญหา มีทักษะในการประกอบอาชีพ มีความมั่นคงในการดำรงชีวิตอย่างมี ศักดิ์ศรี และอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
๒) เพิ่มจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของคนไทยเป็น ๑๐ ปี พัฒนากำลังแรงงานระดับกลางที่มีคุณภาพเพิ่มเป็นร้อยละ ๖๐ ของกำลังแรงงานทั้งหมด และเพิ่มสัดส่วนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาเป็น ๑๐ คน ต่อประชากร ๑๐,๐๐๐ คน
๓) อายุคาดหมายเฉลี่ยของคนไทยสูงขึ้นเป็น ๘๐ ปี ควบคู่กับการลดอัตราเพิ่มของการเจ็บป่วยด้วยโรคป้องกันได้ใน ๕ อันดับแรก คือ หัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หลอดเลือดสมอง และมะเร็ง นำไปสู่การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน และลดรายจ่ายด้านสุขภาพของบุคคลลงในระยะยาว
(๑.๒) การพัฒนาชุมชนและแก้ปัญหาความยากจน ทุกชุมชนมีแผนชุมชนแบบมีส่วนร่วม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำแผนชุมชนไปใช้ประกอบการจัดสรรงบประมาณเพิ่ม กิจกรรมสร้างสรรค์สังคมและบรรเทาปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด และขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุน การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และลดสัดส่วนผู้อยู่ใต้เส้นความยากจนลงเหลือร้อยละ ๔ ภายในปี ๒๕๕๔
(๒) เป้าหมายด้านเศรษฐกิจ
(๒.๑) โครงสร้างเศรษฐกิจ สัดส่วนภาคเศรษฐกิจในประเทศต่อภาคการค้าระหว่างประเทศ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๗๕ ภายในปี ๒๕๕๔ และสัดส่วนภาคการผลิตเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๑๕ ภายใน ปี ๒๕๕๔
(๒.๒) เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยร้อยละ ๓.๐-๓.๕ ต่อปี สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ไม่เกินร้อยละ ๕๐ และความยืดหยุ่นการใช้พลังงานเฉลี่ยไม่เกิน ๑:๑ ในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐
(๒.๓) ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สัดส่วนรายได้ของกลุ่มที่มีรายได้สูงสุด ร้อยละ ๒๐ แรก ต่อรายได้ของกลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุดร้อยละ ๒๐ ไม่เกิน ๑๐ เท่าภายในปี ๒๕๕๔ และสัดส่วนผลผลิตของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๔๐ ในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐
(๓) เป้าหมายการสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
(๓.๑) รักษาความสมบูรณ์ของฐานทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพ ให้มีพื้นที่ป่าไม้ไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๓ และต้องเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๑๘ ของพื้นที่ประเทศ รวมทั้งรักษาพื้นที่ทำการเกษตรในเขตชลประทานไว้ไม่น้อยกว่า ๓๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่
(๓.๒) รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการดำรงคุณภาพชีวิตที่ดี และไม่เป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศ ตลอดจนคุณภาพชีวิตของคนไทย
(๔) เป้าหมายด้านธรรมาภิบาล
(๔.๑) มุ่งให้ธรรมาภิบาลของประเทศดีขึ้น มีคะแนนภาพลักษณ์ของความโปร่งใสอยู่ที่ ๕.๐ ภายในปี ๒๕๕๔ ระบบราชการมีขนาดที่เหมาะสม และมีการดำเนินงานที่คุ้มค่าเพิ่มขึ้น ลดกำลังคนภาคราชการให้ได้ร้อยละ ๑๐ ภายในปี ๒๕๕๔ ธรรมาภิบาลในภาคธุรกิจเอกชนเพิ่มขึ้น ท้องถิ่นมีขีดความสามารถในการจัดเก็บรายได้และมีอิสระ ในการพึ่งตนเองมากขึ้น ภาคประชาชนมีความเข้มแข็ง รู้สิทธิ หน้าที่ และมีส่วนร่วมมากขึ้นในการตัดสินใจและรับผิดชอบในการบริหารจัดการประเทศ
(๔.๒) สร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในบริบทไทย ให้มีการศึกษาวิจัย พัฒนาองค์ความรู้ในด้านวัฒนธรรมประชาธิปไตย วัฒนธรรมธรรมาภิบาล และวัฒนธรรมสันติวิธีเพิ่มขึ้นในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐
๕. ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ
ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงในกระแสโลกาภิวัตน์ที่ปรับเปลี่ยนเร็วและสลับซับ ซ้อนมากยิ่งขึ้น จำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่เหมาะสม ดังนี้
(๑) ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนให้มีคุณธรรมนำความรู้ เกิดภูมิคุ้มกัน
(๒) ยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมให้เป็นรากฐานที่มั่นคงของ ประเทศ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการกระบวนการชุมชนเข้มแข็งด้วยการส่งเสริมการ รวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำในรูปแบบที่หลากหลาย และจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องตามความพร้อมของชุมชน
(๓) ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างการผลิตให้สมดุลและยั่งยืน ให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเพื่อสร้างความเข้มแข็งของภาคการผลิตและ บริการ บนฐานการเพิ่มคุณค่าสินค้าและบริการจากองค์ความรู้สมัยใหม่ภูมิปัญญาท้อง ถิ่นและนวัตกรรม และการบริหารจัดการที่ดี รวมทั้งสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดีด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิ สติกส์ การปฏิรูปองค์กร การปรับปรุงกฎระเบียบ การพัฒนามาตรฐานในด้านต่าง ๆ และการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศให้สนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถใน การแข่งขันของประเทศ พร้อมทั้งการสร้างภูมิคุ้มกันและระบบบริหารความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจที่มี ประสิทธิภาพ
(๔) ยุทธศาสตร์การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและการสร้างความมั่นคงของฐาน ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการรักษาฐานทรัพยากรและความสมดุลของระบบนิเวศเพื่อรักษา สมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการพัฒนาที่ยั่งยืน
(๕) ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศ มุ่งเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคมอย่างยั่งยืน
๖. การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติและการติดตามประเมินผล
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ สู่การปฏิบัติ ต้องให้ภาคีพัฒนาทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน โดยนำเอาแนวทางการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ของแผนมาแปลงไปสู่แผนปฏิบัติการในระดับ ต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการปรับระบบการจัดสรรทรัพยากร การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ การสร้างองค์ความรู้ รวมทั้งการติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ โดยมีแนวทางสำคัญ ดังนี้
(๑) เสริมสร้างบทบาทการมีส่วนร่วมของภาคีพัฒนา จัดทำแผนปฏิบัติการในระดับต่าง ๆ ที่บูรณาการเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
(๒) กำหนดแนวทางการลงทุนที่สำคัญตามยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐
(๓) เร่งปรับปรุงและพัฒนากฎหมายเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล


(๔) ศึกษาวิจัยสร้างองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้เพื่อหนุนเสริมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ สู่การปฏิบัติ
(๕) พัฒนาระบบการติดตามประเมินผลและสร้างดัชนีชี้วัดความสำเร็จของการพัฒนาในทุกระดับ
(๖) สนับสนุนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลในทุกระดับและการเชื่อมโยงโครงข่ายข้อมูลข่าว สารระหว่างหน่วยงานกลางระดับนโยบาย ตลอดจนระดับพื้นที่และท้องถิ่น


ของวันที่ 29 ธันวาคม 2552
-ตำแหน่งท่านใดในรัฐบาลที่นายกอภิสิทธิ์จะปรับเปลี่ยน 1 ตำแหน่งในครม.ชุดนี้
ตอบ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ
-ประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย
ตอบ พ.ศ.2551-2555 มี 4 ประเด็บยุทธศาสตร์ คือ
1. ยกระดับการให้บริการและการทำงาน เพื่อตอบสนองความคาดหวังและความต้องการของประชาชนที่มีความสลับซับซ้อน หลากหลาย และเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
2.ปรับรูปแบบลักษณะเชิงบูรณาการเกิดจากการแสวงความร่วมมือและสร้างเครือข่ายกับฝ่ายต่างๆ รวมทั้งเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
3.มุ่งสู่การเป็นองค์กรที่มีขีดสมรรถนะสูง บุคลากรมีความพร้อมและความสามารถในการเรียนรู้คิดริเริ่ม เปลี่ยนแปลง และปรับตัวได้อย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์ต่างๆ
4.สร้าง ระบบการกำกับดูแลตนเองที่ดี เกิดความโปร่งใส มั่นใจ และสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งทำให้บุคลากรปฏิบัติงานอย่างมีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อประชาชน และต่อสังคมโดยรวม


ของวันที่ 28 ธันวาคม 2552

- 7 วันอันตราย คืออะไร
ตอบ ตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.52-4 ม.ค.53 สั่งตั้งด่านตรวจตามถนนสายหลัก หมู่บ้าน ตลอด 24 ชม. เฝ้าจับตาเหตุอัคคีภัย ตั้งเป้าลดจำนวนผู้เสียชีวิต-เจ็บลง 5% …

นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบแผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2553 ของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ตามที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการ และผอ.ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนเสนอมา ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้มีการเฝ้าระวังเรื่องอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นในช่วง เทศกาลปีใหม่ โดยมอบให้จังหวัด รวมถึงกรุงเทพฯระมัดระวัง สอดส่องเหตุอัคคีภัย

สำหรับแผนดำเนินการรณรงค์ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2553 กำหนดไว้ตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.2552 – 4 ม.ค.2553 โดยใช้ชื่อการรณรงค์ว่า “7 วันขับขี่ปลอดภัยเทิดไท้องค์ราชัน” มีเป้าหมายในการลดจำนวนอุบัติเหตุทางถนน ผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวลงร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในเทศกาลปีใหม่ 2552 ระหว่างวันที่ 30 ธ.ค.2551 – 5 ม.ค.2552

โดยจะมีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการ ศูนย์ปฏิบัติการร่วมป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2553 ในส่วนกลาง ระดับจังหวัด อำเภอ และตั้งจุดตรวจร่วม/ด่านตรวจร่วมแบบบูรณาการบนถนนสายหลัก สายรอง และถนนในเขตชุมชน หมู่บ้านทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดจนตั้งจุดสกัดชุมชน หมู่บ้าน โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับชุมชนหมู่บ้าน และภาคประชาชนทั่วประเทศตามที่เห็นสมควรและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่.
อ้างอิง http://www.2ked.com

-ผลสำรวจเอแบคโพล ดาราชายหญิงที่ชื่นชอบที่สุด 2552 คือ
ตอบ แอน ทองประสม และ เคน ธีระเดช วงศ์พันพันธ์
-นักกีฬาชายที่ได้รับความชื่นชอบ ปี 2552
ตอบ ธีรเทพ วิโณทัย
-นักการเมืองที่ได้รับความชื่นชอบ
ตอบ นักการเมืองฝ่าย รัฐบาล ที่เป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดในปี 2552 ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 78.8 รองลงมาได้แก่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ร้อยละ 7.3 นายกรณ์ จาติกวณิช ร้อยละ 3.4 นายชวน หลีกภัย ร้อยละ 2.3 และนายกษิต ภิรมย์ ร้อยละ 1.4
นักการเมืองฝ่ายค้าน ที่เป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดในปี 2552 ได้แก่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ร้อยละ 48.4 รองลงมาได้แก่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ร้อยละ 21.4 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ร้อยละ 10.1 นายดนุพร ปุณณกันต์ ร้อยละ 2.4 และนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ร้อยละ 0.4
-กระทรวงที่ได้รับความชื่นชอบ
ตอบ กระทรวงที่มีผลงานเป็นที่ชื่นชอบมากที่ สุดในปี 2552 ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ ร้อยละ 25.3 รองลงมาได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข ร้อยละ 12.6 กระทรวงการคลัง ร้อยละ 12.0 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยละ 8.5 และกระทรวงมหาดไทย ร้อยละ 8.3

ของวันที่ 27 ธันวาคม 2552

-ฉายาดารา "ลับลวงแหล" ที่นักข่าวตั้งให้คือใคร
ตอบ นาธาร โอมาร
-ที่สนามบินสุวรรณภูมิมีการตกใจเรื่องก๊าซใดรั่ว
ตอบ อิริเดียม 192
-ม้ง คือคนเชื้อชาติใด
ตอบ ลาว
-ลูกชายของพิธีการท่านใดได้รับค่าทดแทน 12 ล้านจากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์กรณีวินิจฉัยผิด
ตอบ วอเตอร์ ลี พิธีกรรายการอาหาร ช่อง 5
-นาธาร โดยกระทรวงพัฒนาสังคมฯ กล่าวหาว่าโกงอายุเพื่อรับรางวัลเยาวชนแห่งชาติปีใด
ตอบ 2549
-นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร่วมร้องเพลงลูกทุ่ง ในงานใด
ตอบ ขวัญข้าว ขวัญแผ่นดิน ร้อง 2 เพลง คือ ล่มเกล้าเผ่าไทย และ ชมทุ่ง

ของวันที่ 26 ธันวาคม 2552
-25 ธันวาคม 2552 ครบรอบเหตุการสึนามิ กี่ปี
ตอบ 5 ปี เกิดเมื่อ 25 ธันวาคม 2547
-หมอหมาน คือใคร
ตอบ นายแพทย์สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการศูนย์รับร้องเรียนเหล้าและบุหรี่
-หงส์แดง ,ผีแดง,ปีศาจแดงดำ คือฉายาทีมใด
ตอบ ทีมฟุตบอล ลิเวอร์พูล , แมนเชสเตอร์ยูไนเตท และ เอซีมิลาน
-ข้อสอบ ภาค ค มีกี่เรื่องอะไรบ้าง
ตอบ มี 2 เรื่อง ภาค ค การประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง (คะแนนเต็ม ๑๐๐ คะแนน)
๑. ประเมินผลการปฏิบัติงาน (คะแนนเต็ม ๕๐ คะแนน)
๒. สัมภาษณ์ (คะแนนเต็ม ๕๐ คะแนน)
-โรงพยาบาลใดโดนศาลสั่งให้ชดใช้ 12 ล้านบาทกรณีทำคลอดทำให้เด็กแขนพิการ
ตอบ ศาล พิพากษาสั่งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จ่าย 12 ล้านบาท ให้เมีย "วอลเตอร์ ลี” เชฟรายการอาหารชื่อดังฐานประมาทเลินเล่อทำคลอดบุตรชายพิการแขน-ขาขาด ขณะที่ “เชฟคนดัง” ดีใจ ผู้ป่วยได้รับสิทธิเยียวยา
-การปรับขึ้นค่าจ้างค่าแรงขั้นต่ำสรุปว่าอย่างไร
ตอบ กรรมการค่าจ้าง เคาะขึ้นค่าแรง 71 จังหวัด 1-8 บาท สูงสุด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 8 บาท ต่ำสุด 1 บาท มี 7 จังหวัด ขณะที่ 5 จังหวัดไม่ปรับ
(25ธ.ค.) เวลา 00.35 น. ที่ห้องประชุมชั้น 5 สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย ชุ่มรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างกลาง (บอร์ดค่าจ้าง) ครั้งที่ 3 โดยใช้เวลาประชุมกว่า 2 ชม. หลังการประชุมนายสมชาย กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้างมีมติให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำปี 2553 จำนวน 71 จังหวัด ตั้งแต่ 1-8 บาท ทั้งนี้สาเหตุที่ต้องประชุมคณะกรรมการค่าจ้างในเวลาดึก เนื่องจากการประชุม 2 ครั้งที่ผ่านมาบอร์ดนายจ้างและลูกจ้างไม่สามารถตกลงกันได้ที่จะให้ปรับค่า จ้างในส่วนของกทม. และปริมณฑล 4 บาท

อย่างไรก็ตามการประชุมวันนี้ได้ข้อสรุปเป็นที่เรียบร้อย โดยจังหวัดที่ปรับขึ้น 1 บาท มี 7 จังหวัด ได้แก่น่าน วันละ 151 เป็น152 บาท, พะเยา 150 บาท เป็น 151 บาท, แพร่ 150 บาท เป็น 151 บาท,พิษณุโลก 152 บาท เป็น 153 บาท, อุตรดิตถ์ 152 บาท เป็น 153 บาท, พิจิตร 150 บาท เป็น 151 บาท , เลย 162 บาท เป็น 163 บาท ,

จังหวัดที่ปรับขึ้น 2 บาท มี 20 จังหวัดได้แก่ ลำปาง 154 บาท เป็น 156 บาท , ตาก 151 บาท เป็น 153 บาท,กำแพงเพชร 156 บาท เป็น 158 บาท , หนองคาย 157 บาท เป็น 159 บาท, อุดรธานี 157 บาท เป็น 159 บาท , หนองบัวลำภู 154 เป็น 156 , นครพนม 153 บาท เป็น 155 บาท, มุกดาหาร 153 บาท เป็น 155 บาท , สกลนคร 155 บาท เป็น 157 บาท , กาฬสินธุ์ 155 บาท เป็น 157 บาท , สุรินทร์ 151 บาท เป็น 153 บาท , บุรีรัมย์ 155 บาท เป็น 157 บาท, อำนาจเจริญ 153 บาท เป็น 155 บาท,ศรีสะเกษ 150 บาท เป็น 152 บาท, ยโสธร 155 บาท เป็น 157 บาท, ชุมพร 158 บาทเป็น 160 บาท, นนทบุรี 203 บาท เป็น 205 บาท, ปทุมธานี 203 บาทเป็น 205 บาท , นครปฐม 203 บาท เป็น 205 บาท, สมุทรสาคร 203 บาท เป็น 205 บาท

จังหวัดที่ปรับขึ้น 3 บาทมี 11 จังหวัด ได้แก่เชียงใหม่ 168 บาท เป็น 171 บาท,นครสวรรค์ 155 บาท เป็น 158 บาท, ราชบุรี 164 บาทเป็น 167 บาท,สมุทรสงคราม 160 บาทเป็น 163 บาท,ร้อยเอ็ด 154 บาท เป็น 157 บาท, ขอนแก่น 154 บาท เป็น 157 บาท , มหาสารคาม 151 บาทเป็น 154 บาท,นครราชสีมา 170 บาทเป็น 173 บาท, สระแก้ว 160 บาท เป็น 163 บาท, กรุงเทพมหานคร 203 บาท เป็น 206 บาท,สมุทรปราการ 203 บาท เป็น 206 บาท

จังหวัดที่ปรับขึ้น 4 บาท มี 20 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน 156 บาท เป็น 160 บาท, นครนายก 156 บาท เป็น 160 บาท , ชลบุรี 180 บาท เป็น 184 บาท,จันทบุรี 163 บาท 167 บาท,ตราด 156 บาทเป็น 160 บาท ,ชัยนาท 154 บาท เป็น 158 บาท, สิงห์บุรี 161 บาท เป็น 165 บาท , อ่างทอง 161 บาทเป็น 165 บาท,กาญจนบุรี 165 บาท เป็น 169 บาท, สุพรรณบุรี 154 บาท เป็น 158 บาท, เพชรบุรี 164 บาท เป็น 168 บาท, ประจวบคีรีขันธ์ 160 บาท เป็น 164 บาท, ชัยภูมิ 152 บาท เป็น 156 บาท , ระนอง 169 บาท เป็น 173 บาท ,สุราษฎร์ธานี 155 บาท เป็น 159 บาท , นครศรีธรรมราช 155 บาท เป็น 159 บาท , พัทลุง 155บาท เป็น 159 บาท , สงขลา 157 บาท เป็น 161 บาท , สตูล 155 บาท เป็น 159 บาท , ปัตตานี 155 บาท เป็น 159 บาท

จังหวัดที่ปรับขึ้น 5 บาท มี 6 จังหวัด ได้แก่ ระยอง 173 บาท เป็น 178 บาท , สระบุรี 179 บาท เป็น 184 บาท , พังงา 168 บาท เป็น 173 บาท ,กระบี่ 165 บาท เป็น 170 บาท , ตรัง 157 บาท เป็น 162 บาท , ยะลา 155 บาท เป็น 160 บาท ส่วนจังหวัดที่ปรับขึ้น 6 บาท มี 1 จังหวัด คือ อุบลราชธานี 154 บาท เป็น 160 บาท ขณะที่จังหวัดที่ปรับขึ้น 7 บาท มี 5 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา 173 บาท เป็น 180 บาท , ปราจีนรี 163 บาท เป็น 170 บาท ,ลพบุรี 163 บาท เป็น 170 บาท , นราธิวาส 153 บาท เป็น 160 บาท , ภูเก็ต 197 บาท เป็น 204 บาท

สำหรับจังหวัดที่ปรับขึ้น 8 บาท คือ พระนครศรีอยุธยา 173 บาท เป็น 181 บาท ส่วนจังหวัดที่ไม่ได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างมี 5 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน สุโขทัย เชียงราย เพชรบูรณ์ และอุทัยธานี ทั้งนี้ บอร์ดค่าจ้างกลางจะเสนอเรื่องให้นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน เพื่อลงนามเสนอให้ ครม.เห็นชอบในวันที่ 29 ธ.ค. และประกาศให้มีผลบังคับในวันที่ 1 ม.ค.2553 เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ

อ้างอิง http://www.komchadluek.net/detail/20091225/42670

ของวันที่ 25 ธันวาคม 2552
-คริสต์มาส คืออะไร
ตอบ คริสต์มาส หรือ วันคริสต์มาส (อังกฤษ: Christmas, Christmas Day หรือย่อ ๆ ว่า XMas) คือเทศกาลเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซู ศาสดาแห่งคริสต์ศาสนา ซึ่งเชื่อกันว่าตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม ของทุกปี พระองค์ประสูติที่เมืองเบธเลเฮมและเติบโตที่เมืองนาซาเรท ประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน
-สาเหตุของการย้ายที่ตั้งศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน
ตอบ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวหานายกอร์ปศักด์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี แทรกแซงสั่งย้ายที่ก่อสร้างศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน (สาขาปาย) ไปอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม โดยแฉเบื้องหลังว่าภริยานายกอร์ปศักดิ์มีธุรกิจโรงแรมอยู่ที่ อ.ปาย ตั้งใกล้กับพื้นที่ที่จะก่อสร้างศาลจังหวัด.
-นาธาน โอมาน โดนข้อหาใด
ตอบ ตำรวจคุมตัว "นาธาน โอมาน" นักร้อง ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกง ไปยื่นขอฝากขังต่อศาล จังหวัดอำนาจเจริญ พร้อมคัดค้านการประกันตัว ศาลพิจารณา แล้วอนุญาตให้ประกัน ตัว แต่ต้องมารายงาน ตัวทุก 6 วัน.
-เว็บไซต์ที่ควรจดจำด้านการศึกษามีอะไรบ้าง
ตอบ
สมศ. คือ www.onesqa.or.th
คุรุสภา คือ www.ksp.or.th
สำนักทดสอบทางการศึกษา คือ www.niets.or.th
ก.ค.ศ. คือ www.otepc.net
ส.ก.ส.ค. คือ www.otep.go.th
กระทรวงศึกษาธิการ คือ www.moe.go.th
สพฐ. คือ www.obec.go.th
สพท.ของท่าน ต้องค้นหาตอบเองครับ........................

พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค

พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค
พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค

ห้องสนทนา บน facebook

ห้องสนทนา บน facebook
ห้องสนทนาติวสอบดอทคอม

ข้อสอบออนไลน์ "ติวสอบดอทคอม" ชุดใหม่

คู่มือเตรียมสอบผู้บริหาร ภาค ก ข ค

แจ้งย้ายเว็บไปที่ www.tuewsob.com

คู่มือเตรียมสอบผู้บริหาร ภาค ก ข ค (ปรับปรุงใหม่)

รวม เล่ม + แผ่นพับ + ชีตช่วยจำ + DVD เนื้อหา + เสียงบรรยาย + EMS = 800 บาท
สนใจ คู่มือ ภาค ก ข ค ผู้บริหาร คลิ๊กเลย

สั่งจอง... โอนเงินเข้าชื่อบัญชี นายนิกร เพ็งลี ธนาคารกรุงไทย สาขาจอหอ บัญชีเลขที่ 341-1-38912-5 โอนเงินแล้วกรุณาโทรแจ้ง
0872494141 หรือ 0839660030

คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร

คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร
คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร

ติวสอบออนไลน์ บน facebook

ติวสอบออนไลน์ บน facebook
ติวสอบออนไลน์ บน facebook

ติดตามข่าวสอบ

แจ้งย้ายเว็บติวสอบใหม่ ไปที่ www.tuewsob.com

คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม

คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม
คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม

ติวสอบดอทคอม

ติวสอบดอทคอม
ติวสอบดอทคอม