หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์

หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์
หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์

ติวสอบ ครูผู้ช่วย

ติวสอบ ครูผู้ช่วย
ติวสอบครูผู้ช่วย

ติวสอบ ผู้บริหารสถานศึกษา

ติวสอบ ผู้บริหารสถานศึกษา
ติวสอบผู้บริหารสถานศึกษา

หนังสือ เตรียมสอบครูผู้ช่วย 40 เอก + ภาค ก-ข-ค

หนังสือ เตรียมสอบครูผู้ช่วย 40 เอก + ภาค ก-ข-ค
หนังสือ เตรียมสอบครูผู้ช่วย 40 เอก + ภาค ก-ข-ค

คลิ๊ก "สมัครพัฒนาความรู้สู่ผู้บริหาร / ครูผู้ช่วย

คลิ๊ก... สมัคร พัฒนาความรู้ สู่ ครูผู้ช่วย
คลิ๊ก... สมัคร พัฒนาความรู้ สู่ ผู้บริหาร

ติวสอบดอทคอม (เตรียมสอบครูผู้ช่วย-ผู้บริหาร-บุคลากร การศึกษา)

ติวสอบดอทคอม (เตรียมสอบครูผู้ช่วย-ผู้บริหาร-บุคลากร การศึกษา)
ติวสอบดอทคอม (เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์ สอบครู ผู้บริหาร บุคลากร)

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

อ่านชัด-อ่านครบ กด ดูเวอร์ชั่นสำหรับเว็บ (ด้านล่าง)

เรื่องใหม่น่าสนใจ  (ทั้งหมด ที่ )


(เนื้อหา-ข้อสอบ 1,000 ชุุด หมื่นข้อ ภาค กข


40 วิชาเอก) ที่ ห้องสอบด้านขวา หรือ 


เว็บฟรีข้อสอบ 1,000 ชุด ที่ ติวสอบดอทคอม คลิ๊ก www.tuewsob.com 

-นายกรัฐมนตรีพบเพื่อนครู + การศึกษาไทยศตวรรษ 21 นี่

-กำหนดการสอบครูผู้ช่วย ครั้งที่ 1 ปี 2559

            -คู่มือ 4 ชุด นโยบาย บริบริหาร ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้

 ข้อสอบออนไลน์ ( พัฒนาความรู้ครู - ผู้บริหาร - บุคลากรการศึกษาชุดใหม่


 คลิ๊ก ) สมัครพัฒนาความรู้   
เตรียมติวสอบผู้บริหารสถาน+การศึกษา   

การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระโกศพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
พระโกศพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
การสิ้นพระชนม์
พระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร
วันสวรรคต13 ตุลาคม พ.ศ. 2559
สถานที่สวรรคตอาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 16 โรงพยาบาลศิริราช
ประดิษฐานพระบรมศพพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง
พระโกศพระโกศทองใหญ่
ฉัตรนพปฎลมหาเศวตฉัตร
พระเมรุพระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เวลา 15.52 นาฬิกา ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช การสวรรคตของพระองค์สร้างความโศกเศร้าและเสียใจมากต่อประชาชนชาวไทยเป็นจำนวนมากรัฐบาลประกาศไว้ทุกข์ ถวายความอาลัยเป็นเวลา 1 ปี สำนักพระราชวังมีหมายกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพระหว่างวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559 - 21 มกราคม พ.ศ. 2560 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

เนื้อหา

  [ซ่อน

พระอาการประชวร[แก้]

นับตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2557 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถเสด็จฯประทับรถตู้พระที่นั่ง จากที่ประทับ ณ วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เข้าสู่โรงพยาบาลศิริราช โดยถึงประตู 8 โรงพยาบาลศิริราช เวลา 23.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เบื้องต้นพระองค์ทรงมีไข้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาดูแลใกล้ชิด[1] โดยสำนักพระราชวังออกแถลงการณ์เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวร ฉบับที่ 1 ความว่า
วันนี้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รายงานพระอาการว่า เมื่อเย็นวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ทรงมีพระปรอท (ไข้) สูง 38.2 องศาเซลเซียส ผลการตรวจพระโลหิตแสดงว่ามีภาวะติดเชื้อ มีการเปลี่ยนแปลงในความดันพระโลหิตและอัตราการเต้นของพระหทัยเร็วขึ้น จึงได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อถวายการตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษ ถวายการตรวจพระโลหิตด้วยวิธีพิเศษเพิ่มเติม และถวายการรักษาต่อไป
เมื่อเช้าวันนี้ คณะแพทย์ฯ ได้รายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากถวายการรักษาด้วยพระโอสถปฏิชีวนะทางหลอดพระโลหิต ความดันพระโลหิตคงที่ พระปรอท (ไข้) ลดลง สภาวะทางโภชนาการดีขึ้นเป็นลำดับ คณะแพทย์ฯ จะได้ถวายการตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุของการติดเชื้อและถวายการรักษาต่อไป จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน
— สำนักพระราชวัง
วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2557 สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 4 ว่าพระอาการทั่วไปดีขึ้น อุณหภูมิพระวรกายลดลงจนเกือบเป็นปรกติ การเต้นของพระหทัยเป็นปรกติ พระอาการเจ็บแผลผ่าตัดบรรเทาลง เริ่มเสวยพระกายาหารได้ คณะแพทย์ฯ ได้ลดพระโอสถระงับการเจ็บลง และงดถวายน้ำเกลือทางหลอดพระโลหิต แต่ยังคงถวายสารอาหารและพระโอสถปฏิชีวนะทางหลอดพระโลหิต กับเฝ้าดูและพระอาการอย่างใกล้ชิดต่อไป[2] ต่อมาในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2557 สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 5 ว่าพระอาการทั่วไปดีขึ้นตามลำดับ พระชีพจรและความดันพระโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปรกติ อุณหภูมิพระวรกายลดลงอีกจนเกือบเป็นปรกติ พระอาการเจ็บแผลผ่าตัดลดลงมาก เคลื่อนไหวพระวรกายได้ดีขึ้น หายพระหทัยปรกติ เสวยพระกระยาหารได้บ้าง[3]
วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 สำนักพระราชวังแจ้งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จพระราชดำเนินกลับไปประทับ ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 เวลา 14.00 น. เพื่อเปลี่ยนพระราชอิริยาบถ และเพื่อฟื้นฟูพระวรกายในพื้นที่อากาศบริสุทธิ์[4]
วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 สำนักพระราชวังแจ้งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จพระราชดำเนินมาประทับ ณ ชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ตามคำกราบบังคมทูลเชิญเพื่อมาตรวจพระวรกายของคณะแพทย์ ผลการตรวจพบว่าพระโลหิต อุณหภูมิพระวรกาย ความดันพระโลหิตพระหทัย และระบบการหายพระทัยเป็นปกติ[5]
ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2559 เป็นต้นมา สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ประชวร ว่ามีพระปรอทต่ำ หายพระทัยเร็ว มีพระเสมหะ พระปับผาสะซ้ายอักเสบ มีพระโลหิตเป็นกรด และพบว่ามีน้ำคั่งในช่องเยื่อหุ้มพระปัปผาสะเล็กน้อย[6]

พระอาการประชวรในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2559[แก้]

ในวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559 มีความดันพระโลหิตลดต่ำลง คณะแพทย์จึงทำการรักษาด้วยพระโอสถปฏิชีวนะ และใช้สายสวนเข้าหลอดพระโลหิตดำเพื่อฟอกพระโลหิตระยะยาว แต่มีพระความดันพระโลหิตต่ำจึงใช้เครื่องช่วยหายพระทัย และมีการฟอกไต พระอาการไม่คงที่ ตามที่สำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 37 ว่า[7]
วันนี้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รายงานว่า ในวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559 คณะแพทย์ฯ ได้ขอพระราชทานถวายใส่สายสวนเข้าหลอดพระโลหิตดำ เพื่อเตรียมการสำหรับการฟอกพระโลหิต (Hemodialysis) ระยะยาว และเปลี่ยนสายระบายน้ำไขสันหลังในโพรงพระสมองบริเวณบั้นพระองค์ (เอว) ตั้งแต่เวลา 14 นาฬิกา ถึง 16 นาฬิกา 40 นาที ปรากฏภายหลังว่า มีความดันพระโลหิตลดต่ำลงเป็นครั้งคราว คณะแพทย์ฯ จึงได้ถวายพระโอสถ และได้ใช้เครื่องช่วยหายพระทัย (Ventilator) เพื่อทำให้ความดันพระโลหิตกลับสู่ระดับปรกติ จนกระทั่งเวลา 3 นาฬิกา วันนี้ มีพระชีพจรเร็วขึ้น ความดันพระโลหิตลดลง ผลการตรวจพระโลหิต พบว่าพระโลหิตมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้น ผลการตรวจพระหทัยด้วยคลื่นเสียงสะท้อน (Echocardiography) พบว่าปริมาณพระโลหิตที่เข้าสู่พระหทัยด้านซ้ายช่องล่างลดลงมาก อันเป็นผลจากการที่มีความดันพระโลหิตในพระปัปผาสะ (ปอด) สูง
คณะแพทย์ฯ ได้ถวายพระโอสถขยายหลอดพระโลหิตในพระปัปผาสะ (ปอด) เมื่อเวลา 15 นาฬิกา ทำให้พระชีพจรเริ่มลดลง และความดันพระโลหิตดีขึ้น คณะแพทย์ฯ ได้เฝ้าติดตามพระอาการและถวายการรักษาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพระอาการประชวรโดยรวมยังไม่คงที่ และได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้งดพระราชกิจ จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
— สำนักพระราชวัง
หลังจากนั้น พระอาการเริ่มทรุดลงเรื่อยๆ ทรงมีภาวะการติดเชื้อและการทำงานของพระยกนะ (ตับ) และมีแถลงการณ์สำนักพระราชวัง รายงานพระอาการประชวรฉบับสุดท้าย คือ ฉบับที่ 38 ความว่า [8]
วันนี้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ความดันพระโลหิตลดต่ำลงอีก พระชีพจรเร็วขึ้น ร่วมกับภาวะพระโลหิตมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้นอีก ผลของการถวายตรวจพระโลหิตบ่งชี้ว่า มีภาวะการติดเชื้อและการทำงานของพระยกนะ (ตับ) ผิดปรกติ คณะแพทย์ฯ ได้ถวายพระโอสถปฏิชีวนะและแก้ไขภาวะพระโลหิตมีความเป็นกรด ตลอดจนถวายพระโอสถควบคุมความดันพระโลหิตเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งถวายเครื่องช่วยหายพระทัย (Ventilator) และถวายการรักษาด้วยวิธีทดแทนไต (CRRT) พระอาการประชวรโดยรวมยังไม่คงที่ ต้องควบคุมด้วยพระโอสถ คณะแพทย์ฯ ได้เฝ้าติดตามพระอาการและถวายการรักษาอย่างใกล้ชิด
— สำนักพระราชวัง
วันที่ 12 ตุลาคม พระราชโอรส-ธิดาทั้งสี่พระองค์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ และพระเจ้าหลานเธออีกสองพระองค์เข้าเยี่ยมพระอาการประชวร [9]

สวรรคต[แก้]

สำนักพระราชวัง มีประกาศเรื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ความว่า [10] [11] [12]
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปประทับรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พุทธศักราช 2557 ตามที่ สำนักพระราชวัง ได้แถลงให้ทราบ เป็นระยะแล้วนั้น
แม้คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ แต่พระอาการประชวรหาคลายไม่ ได้ทรุดหนักลงตามลำดับ ถึงวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 เวลา 15 นาฬิกา 52 นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลศิริราชด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ 89 ทรงครองราชสมบัติได้ 70 ปี
— สำนักพระราชวัง
13 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เคลื่อนพระบรมศพสู่พระบรมมหาราชวัง[แก้]

ขบวนเคลื่อนพระบรมศพฯ จากโรงพยาบาลศิริราช ไปยังพระบรมมหาราชวัง
วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เวลา 16.00 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยัง โรงพยาบาลศิริราชเพื่อเคลื่อนพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชไปยัง พระบรมมหาราชวัง เพื่อประกอบพระราชพิธีสรงน้ำพระบรมศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา โดยขบวนจะเคลื่อนออกจากโรงพยาบาลศิริราชทางถนนอรุณอมรินทร์ผ่านไปยังแยกอรุณอมรินทร์ขึ้น สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าเคลื่อนต่อไปยังถนนราชดำเนินในเข้าสู่พระบรมมหาราชวังทางถนนหน้าพระลาน ที่ ประตูพิมานไชยศรี และ ประตูเทวาภิรมย์ ตลอดเส้นทางมีประชาชนมาเฝ้าส่งเสด็จเป็นจำนวนมาก [13]

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี[แก้]

ธงครึ่งเสาที่หน้ากระทรวงกลาโหม กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559
สำนักนายกรัฐมนตรี ออกประกาศเรื่องการเสด็จสวรรคต มีใจความสำคัญว่า รัฐบาลรับทราบการสวรรคตด้วยความโทมนัสอย่างยิ่ง ตลอดจนเห็นว่า มีพระมหากรุณาธิคุณใหญ่หลวงต่อพสกนิกรชาวไทยตลอดมา จึงให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ และสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสา มีกำหนด 30 วัน และให้ข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจไว้ทุกข์ มีกำหนด 1 ปี เริ่มนับแต่วันที่ 14 ตุลาคม เป็นต้นไป[14]

ประชาชนถวายน้ำสรงพระบรมศพ[แก้]

ตั้งแต่เวลา 08.00 น. – 14.00 น. สำนักพระราชวังให้ประชาชนเข้าถวายน้ำสรงพระบรมศพ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง มีพสกนิกรเดินทางมาร่วมถวายความอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายเป็นจำนวนมาก [15]

ประชาชนถวายสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์[แก้]

สำนักพระราชวังให้ประชาชนเข้าถวายสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ [16] และได้จัดสมุดลงนามถวายความอาลัย ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559 จนถึงวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

ประชาชนถวายสักการะพระบรมศพ[แก้]

สำนักพระราชวังได้รับพระราชานุญาต ให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เวลา 05.00 น.- 21.00 น. และร่วมบริจาคเงินสมทบทุนได้ทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป [17] ซึ่งก็มีพสกนิกรเดินทางมาร่วมถวายสักการะพระศพและร่วมสมทบเงินทุนเป็นจำนวนมาก

การแสดงความอาลัย[แก้]

ภายในประเทศ[แก้]

พระบรมฉายาลักษณ์ประดับไว้เพื่อการแสดงความอาลัย ณ ท้องสนามหลวง
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย แสดงความเสียใจต่อการสวรรคต ขอให้ประชาชนร่วมถวายความอาลัยและดำเนินชีวิตต่อไป[18]
รัฐบาลประกาศให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ และสถานศึกษาทุกแห่งลดธงครึ่งเสา มีกำหนด 30 วัน และให้ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจไว้ทุกข์ มีกำหนด 1 ปี เริ่มนับแต่วันที่ 14 ตุลาคม เป็นต้นไป[19]รวมทั้งยังมีประกาศขอความร่วมมือให้งดจัดงานรื่นเริงต่าง ๆ เป็นเวลา 30 วัน ส่งผลให้การแสดงรื่นรมย์ต่าง ๆ เช่น คอนเสิร์ต งานมหกรรม กิจกรรมกีฬา การแสดงต่าง ๆ ต่างยกเลิกหรือเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด รวมทั้งสถานบันเทิงต่าง ๆ หลายแห่งปิดการให้บริการชั่วคราว[20] และยังมีการประกาศให้วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เป็นวันหยุดราชการอีกด้วย[21]
ผู้บัญชาการทหารบก พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท ได้ออกคำสั่งในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยทุกกองทัพภาคทั่วประเทศ เพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด เพื่อดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน และเพื่อสร้างความเชื่อมั่น อบอุ่นใจให้ประชาชนว่า ทางกองทัพและคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ดูแลความสงบเรียบร้อยในช่วงเวลาสำคัญของคนไทยทั้งประเทศ โดยจะคงมาตรการรักษาความปลอดภัยนี้ไว้แค่ช่วงเวลาระยะหนึ่ง จนกว่าจะเห็นว่าสถานการณ์จะบรรเทาความโศกเศร้าลง[22]
ในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 รัฐบาลจัดตั้งศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ โดยให้พลเอก วิลาศ อรุณศรี เป็นผู้อำนวยการศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ และให้สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ เป็นเลขานุการศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์

การแสดงความอาลัยในสื่อสังคม[แก้]

เว็บไซต์ในประเทศไทยเปลี่ยนสีเป็นขาว-ดำหรือสเกลสีเทา เพื่อแสดงความอาลัย
ในสื่อสังคมต่าง ๆ มีการแสดงความอาลัยเป็นจำนวนมาก เช่นในเฟซบุ๊ก มีผู้ใช้งานจำนวนมากเปลี่ยนภาพผู้ใช้เพื่อแสดงความอาลัย เพจดังต่าง ๆ ลงภาพแสดงความอาลัยและงดลงเนื้อหาบันเทิงเป็นการชั่วคราว[23] รวมทั้งทางเฟซบุ๊กยังได้ประกาศงดโฆษณาในเว็บไซต์ภาคภาษาไทยอย่างไม่มีกำหนดเพื่อแสดงความอาลัย,[24] กูเกิลประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนดูเดิลเป็นสีดำเพื่อแสดงความอาลัย,[25] ยูทูบได้งดโฆษณาเป็นเวลา 7 วันเช่นกัน, ดาราและนักแสดงต่างร่วมกันแสดงความอาลัยผ่านทางอินสตาแกรมและทวิตเตอร์[26] นอกจากนี้เว็บไซต์ต่าง ๆ ทั่วประเทศได้เปลี่ยนสีเว็บเป็นขาวดำเพื่อแสดงความอาลัยด้วย[27]

การดำเนินการของสถานีโทรทัศน์ภายหลังการสวรรคต[แก้]

หลังจากสำนักพระราชวังประกาศการสวรรคต สถานีโทรทัศน์ในประเทศไทยทุกช่องได้ออกอากาศรายการพิเศษจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เป็นการฉายสารคดีพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชตลอดรัชสมัย สลับกับการแถลงการณ์ต่าง ๆ ที่เกียวข้องกับการสวรรคต วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ได้มีการถ่ายทอดสดการเชิญพระบรมศพจากโรงพยาบาลศิริราชไปยังพระที่นั่งพิมานรัตยาในพระบรมมหาราชวัง และพระราชพิธีสรงน้ำพระบรมศพ กระทั่งเวลา 00.00 น. วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 จึงเริ่มการออกอากาศรายการต่าง ๆ ตามปกติ (อย่างไรก็ตามพลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด แถลงว่า รัฐบาลได้ขอความร่วมให้งดรายการตามปกติและรับสัญญาณจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เป็นเวลา 30 วัน ก่อนจะถูกยกเลิกไป)[28] สำนักงาน กสทช. ได้ขอความร่วมมือให้งดรายการรื่นเริงต่าง ๆ เป็นเวลา 30 วัน [29]
ต่อมาในวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2559 สำนักงาน กสทช. ได้ออกแนวปฏิบัติในการนำเสนอรายการทางโทรทัศน์ โดยในช่วง 15-30 วัน หลังการสวรรคต ให้สถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ ระมัดระวังและตรวจสอบการนำเสนอเนื้อหา การวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งแสดงถึงหรือกล่าวถึงความขัดแย้งในด้านต่าง ๆ ที่อาจนำไปสู่ความแตกแยกในสังคม และขอความร่วมมือในการปรับสีรายการต่าง ๆ ไม่ให้ฉูดฉาดจนเกินไป ในช่วง 31-37 วันถัดมา สามารถนำรายการเด็ก รายการทั่วไป และรายการแนะนำเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี ออกอากาศได้ โดยมีการควบคุมเนื้อหา และตั้งแต่วันที่ 38-100 หลังการสวรรคต สามารถนำรายการแนะนำเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ออกอากาศได้ แต่ไม่ควรมีเรื่องของความรุนแรง เรื่องทางเพศ และถ้อยคำหยาบคาย[30]

ระดับนานาชาติ[แก้]

องค์กรเหนือรัฐ[แก้]

  •  สหภาพยุโรป : นายดอนัลต์ ตุสก์ ประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป และนายฌอง-โคลด ยุงเคอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เป็นตัวแทนของสหภาพยุโรปออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมยกย่องว่าระหว่างการครองราชย์ตลอดระยะเวลา 70 ปี โครงการพัฒนาชนบทของพระองค์ได้พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยหลายล้านคน พระองค์จะทรงเป็นที่จดจำต่อไปสำหรับคนรุ่นต่อไป โดยเฉพาะในยุโรปพระองค์ทรงเป็นที่จดจำในฐานะผู้ที่ทรงงานหนักเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน[31]
  •  สหประชาชาติ : นายพัน กี-มุน กับตัวแทนประเทศสมาชิกของสหประชาชาติ 193 ประเทศ ได้ร่วมยืนไว้อาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ระหว่างการประชุมใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งที่ 70 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 โดยนายพัน กี-มุน กล่าวว่า "พระองค์ทรงเป็นที่เคารพอย่างสูงของพสกนิกรชาวไทยและได้รับความนับถืออย่างสูงจากนานาประเทศ ทรงได้รับการถวายรางวัลจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติเมื่อปี 2549 เพื่อเชิดชูผลงานของพระองค์" [32][33] นอกจากนี้ สมัชชาสหประชาชาติยังได้จัดประชุมครั้งพิเศษเพื่อสดุดีพระเกียรติยศของพระองค์ในวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559[34]
  • กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจกับการสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของประชาชนชาวไทย โดยกล่าวว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นที่รักของประชาชนและได้ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศอย่างไม่ทรงเหน็ดเหนื่อยย่อท้อ นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงมุ่งมั่นในการพัฒนาเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศมาโดยตลอด"[35]
  • สหพันธ์แบดมินตันโลก : สหพันธ์แบดมินตันโลกออกแถลงการณ์ผ่านสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทยแสดงความเสียใจต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชซึ่งพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์แก่วงการแบดมินตันมาอย่างยาวนาน พระองค์ทรงได้รับการถวายอิสริยาภรณ์สูงสุด "เพรสซิเดนต์เมดัล" ซึ่งเป็นเพียง 1 เดียวในโลกที่ได้รับรางวัลนี้ นายพออุล-เอริก เฮเยอร์ ลาร์เซิน ประธานสหพันธ์แบดมินตันโลก ได้กล่าวยกย่องว่า "พระองค์เป็นแบบอย่างที่ยิ่งใหญ่ของวงการแบดมินตันโลก"[36] [37]

ยุโรป[แก้]

  •  นครรัฐวาติกัน : สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ทรงส่งพระราชสาส์นจากกรุงวาติกันถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย เพื่อแสดงความอาลัยแด่การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ความว่า “ข้าพเจ้ารู้สึกโศกเศร้าเสียใจอย่างยิ่งที่ได้รับทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สวรรคตแล้ว และในช่วงเวลาแห่งความโทมนัสนี้ ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจกับพระบรมวงศานุวงศ์และพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ” “ข้าพเจ้าสวดมนต์ภาวนาแด่พระองค์ กษัตริย์ผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์และทรงพระปรีชา ผู้นำพาความสงบสุขมาสู่แผ่นดินของพระองค์ ขอทุกวิญญาณของพระองค์ทรงสถิตสู่สวรรคาลัย”[40]
  •  สวีเดน : สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน ซึ่งตรัสว่า “หม่อมฉันและและพระราชินีทราบข่าวด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ หม่อมฉันและพระราชินีขอแสดงความเสียใจไปยังสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ”[41]
  •  เดนมาร์ก : สมเด็จพระบรมราชินีนาถมาร์เกรเธที่ 2 แห่งเดนมาร์ก ทรงมีพระราชสาส์นว่า “หม่อมฉันรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ได้ทราบข่าวการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ความสัมพันธ์ระหว่างสองราชวงศ์ของเราใกล้ชิดมาโดยตลอด เจ้าชายเฮนริค (พระสวามี) และหม่อมฉันขอแสดงความเสียใจมายังพระบรมวงศานุวงศ์และประชาชนคนไทย”[42]
  •  เนเธอร์แลนด์ : สมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ แห่งเนเธอร์แลนด์ ได้มีพระราชดำรัสเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ในฐานะที่ทรงให้ความสำคัญต่อคุณค่าแห่งความสามัคคีและความร่วมมืออย่างสันติของประชาชนในชาติ ส่วนพระราชสาส์นของสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ ระบุว่า “หม่อมฉันรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่ได้ทราบข่าวการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในนามของหม่อมฉันและประชาชนชาวนอร์เวย์ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ตลอดจนประชาชนคนไทยด้วย”[43] เบิร์ต โคเอนเดอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเข้าร่วมการประชุมอาเซียน-อียู ในกรุงเทพ ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 ทรงเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียวของปวงชนชาวไทย นอกจากนี้กระทรวงต่างประเทศเนเธอร์แลนด์ ปรับข้อแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยวดัตช์ในไทย เพื่อให้เข้ากับสภาวะของการไว้ทุกข์ โดยแนะนำให้นักท่องเที่ยวเคารพกฎระเบียบและสังคมไทย[44]
  •  ฝรั่งเศส : ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลลองด์ ได้กล่าวแสดงความอาลัยต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเทิดทูนพระองค์สำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน จนทำให้พระองค์เป็นที่รักของชาวไทย [45]
  •  รัสเซีย : ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้ส่งสาส์นแสดงความอาลัยใจความว่า “ตลอดหลายสิบปีที่ทรงครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นที่รักและเทิดทูนอย่างจริงใจของพสกนิกรชาวไทย และทรงเป็นที่เคารพนับถืออย่างยิ่งในต่างประเทศ”[46]
  •  เยอรมนี : นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ได้แสดงความอาลัยต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเช่นกัน โดยระบุว่า"พระองค์ได้สร้างความทันสมัยและสร้างความแข็งแกร่งต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงการครองราชย์นาน 70 ปี ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อความผาสุกของปวงชนชาวไทย" [47]

อเมริกา[แก้]

  •  แคนาดา : นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ทวีตข้อความแสดงความเสียใจมายังประชาชนชาวไทย ความว่า "ข้าพเจ้าขอร่วมแสดงความเสียใจต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้าและประชาชนชาวไทยทุกคน"
  •  เม็กซิโก : ประธานาธิบดีเอนรีเก เปญา เนียโต ทวีตข้อความแสดงความเสียใจมายังประชาชนชาวไทย ความว่า "ข้าพเจ้ามีความโศกเศร้าเป็นอย่างยิ่ง หลังได้ทราบข่าวการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช" "ขอแสดงความเสียใจต่อประชาชนชาวไทยและรัฐบาลไทยต่อการสูญเสียในครั้งนี้"
  •  สหรัฐอเมริกา : ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แถลงการณ์แสดงความเสียใจมายังประชาชนชาวไทย โอบามากล่าวว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ทรงงานอย่างทรงไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการพัฒนาบ้านเมือง ทรงอุทิศพระองค์ด้วยความแน่วแน่เพื่อยกมาตรฐานความเป็นอยู่ของราษฎร ด้วยพระปรีชาสามารถด้านการริเริ่มสร้างสรรค์ตลอดจนทรงใฝ่พระทัยในนวัตกรรม พระองค์ได้ทรงคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งเป็นที่ยกย่องไปทั่วโลก น้ำพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยพสกนิกรชาวไทยโดยเสมอมาจะเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่ชนรุ่นหลังจักเทิดทูนสืบต่อไป"
    และยังกล่าวว่า "ทรงเป็นมิตรที่ใกล้ชิดของสหรัฐอเมริกาและทรงเป็นพันธมิตรที่ทรงค่ายิ่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายคน ข้าพระพุทธเจ้าได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าเมื่อคราวเยือนประเทศไทยในปี พ.ศ. 2555 ข้าพระพุทธเจ้ายังรำลึกได้ถึงพระราชจริยวัตรอันงดงามและนํ้าพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยความรักความเมตตาที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย
    [33]
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา แอชตัน คาร์เตอร์ กล่าวว่า "พวกเราขอร่วมกับประธานาธิบดี บารัก โอบามา แสดงความเสียใจมายังพระราชวงศ์ไทยและประชาชนชาวไทยทุกคนต่อการสูญเสียในครั้งนี้"[33]
  • อดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน และภรรยา ตัวแทนพรรคเดโมแครต ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2559 ฮิลลารี คลินตัน ได้ร่วมแสดงความเสียใจต่อการสวรรคต กล่าวว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นผู้นำที่ประเสริฐและเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา พระองค์ทรงเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและไทย ในฐานะชาติพันธมิตรแรกของสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งยังทรงเป็นผู้นำที่อุทิศตนเพื่อประชาราษฎร์อย่างแท้จริง" และยังกล่าวอีกว่า "ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เดินทางเยือนขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเพื่อเข้าร่วมในงานเฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระองค์ทรงครองราชสมบัติครบ 50 ปี ทั้งยังได้มีโอกาสเฉลิมฉลองและแบ่งปันความรักในดนตรีแจ๊สร่วมกับพระองค์, และฮิลลารีก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์เมื่อครั้งเดินทางเยือนประเทศไทยร่วมกับประธานาธิบดีบารัก โอบามา ในปี พ.ศ. 2555"[33]

เอเชีย[แก้]

  •  อาเซอร์ไบจาน : ประธานาธิบดีอิลฮัม อะลีเยฟ ส่งสาส์นแสดงความเสียใจมายังนายกรัฐมนตรีไทย โดยกล่าวว่า "ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากต่อข่าวการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เราทั้งหลายขอร่วมแสดงความอาลัยในวาระแห่งความสูญเสียอันยิ่งใหญ่"[48]
  •  บาห์เรน : สมเด็จพระราชาธิบดีฮะมัด บิน อีซา อัลเคาะลีฟะฮ์ และมกุฎราชกุมารแห่งบาห์เรน ทรงส่งพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยมายังสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร นายกรัฐมนตรีและประชาชนชาวไทย[49] นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีบาห์เรนยังแสดงความเสียใจยังสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ และประชาชนชาวไทยความว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะทรงถูกจดจำโดยคนรุ่นต่อไปในความพยายามของพระองค์ เพื่อสันติภาพและความมั่นคงของประชาคมโลก รวมทั้งพระราชกรณียกิจเพื่อการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทย"[50]
  •  บังกลาเทศ : ประธานาธิบดีอับดุล ฮามิด ส่งสาส์นแสดงความเสียใจโดยกล่าวว่า "รู้สึกตกใจอย่างที่สุดต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขอให้ดวงพระวิญญาณของพระองค์เสด็จสู่สุคติ"[51] ในขณะที่นายกรัฐมนตรีเชก ฮาซินา ส่งสาส์นแสดงความเสียใจมายังนายกรัฐมนตรีไทย โดยกล่าวยกย่องว่า "พระองค์ทรงเป็นที่เคารพบูชาของชาวบังกลาเทศ ทรงเป็นสัญลักษณ์ของคุณความดี การอุทิศตน และงานด้านมนุษยธรรม" และ "พระองค์จะทรงเป็นที่เคารพนับถือในใจของเราตลอดไป ในฐานะพระมหากษัตริย์ในอุดมคติ ผู้ทรงประสบความสำเร็จในทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง"[52]
  •  ภูฏาน : สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก เสียพระราชหฤทัยเป็นอย่างมาก ในคืนแรกแห่งการสวรรคต พระองค์ทรงนำสมาชิกพระราชวงศ์ร่วมจุดเทียนและสวดมนต์เพื่อแสดงความระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำรัสสั่งให้วันที่ 14 ตุลาคมเป็นวันหยุดราชการ และทรงจัดให้มีการสวดมนต์แสดงความอาลัยเป็นกรณีพิเศษทั่วประเทศ[53] และในการเสด็จฯ ถวายสักการะพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระองค์ทรงพระอักษรแสดงความอาลัยความว่า "แด่พระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย ผู้ซึ่งหาที่เปรียบมิได้ ทรงเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์และเปรียบดั่งอัญมณีล้ำค่า ที่ได้ทรงเข้าสู่ปรินิพพานแล้วนั้น ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพอย่างถึงที่สุด พร้อมด้วยผู้คนที่สวดภาวนาอย่างสุดหัวใจ ขอให้พระองค์ท่านเสด็จพระราชสมภพในฐานะธรรมราชาตลอดกาล เพื่อสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ทุกสรรพชีวิต"[54]
  •  จีน : ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ส่งสาส์นแสดงความเสียใจมายังสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ และประชาชนชาวไทยความว่า "รัฐบาลจีนของแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังพระบรมวงศานุวงศ์และประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้พัฒนาประเทศ พระองค์ทรงเป็นผู้ขับเคลื่อนให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองแผ่นดิน คือไทย-จีนที่ไม่สามารถแบ่งแยกออกไปจากกันได้ และความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนจะไม่มีวันแน่นแฟ้นหากปราศจากพระองค์ การที่ประเทศไทยสูญเสียพระองค์ คือการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของของประชาชนทั้งสองแผ่นดินเช่นกัน และโดยส่วนตัว ท่านประธานาธิบดีเองเชื่อว่าพระองค์จะยังคงอยู่ในใจของประชาชนทั้งสองแผ่นดินนี้ตลอดไป"[55]เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ที่ส่งสาส์นแสดงความเสียใจความว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงห่วงใยพสกนิกรเป็นอย่างยิ่ง ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจด้วยพระวิริยะอุตสาหะ เพื่อความผาสุกของพสกนิกร ทรงเป็นที่เคารพรักและเทิดทูนของคนไทยทั้งชาติ การสูญเสียในครั้งนี้จึงนับเป็นความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงของประชาชนชาวไทย พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายในการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างไทยกับจีน และทรงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนากิจการด้านความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศอย่างที่ยากจะหาใครเสมอเหมือนได้"[56]
  •  อินเดีย : ประธานาธิบดีประณับ มุกเคอร์จี ส่งสาส์นแสดงความเสียใจมายังสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ความตอนหนึ่งว่า "ข้าพเจ้ารู้สึกโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อทราบข่าวการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประเทศไทยและประชาคมโลก ได้สูญเสียผู้นำผู้ทรงไหวพริบและทุ่มเทอุทิศพระวรกาย ประเทศอินเดียได้สูญเสียเพื่อนอันเป็นที่รัก และจะสรรเสริญพระราชกรณียกิจของพระองค์ในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศตลอดไป"[57] นายกรัฐมนตรีนเรนทระ โมที ทวิตข้อความแสดงความเสียใจว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นที่เคารพอย่างที่สุดของเหล่าพสกนิกรชาวไทย ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีอย่างที่สุดมายังพระบรมวงศานุวงศ์ และชาวไทย ประชาชนชาวอินเดียและข้าพเจ้าขอร่วมไว้อาลัยต่อการสูญเสียพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้นำสูงสุดในช่วงเวลาของเรา" และยังได้กล่าวต่อว่า "ขอร่วมส่งใจไปยังพระราชวงศ์จักรีของไทยที่อยู่ในความทุกข์ในขณะนี้"[58]
  •  อิหร่าน : ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี ส่งสาส์นแสดงความเสียใจมายังนายกรัฐมนตรีไทย ความว่า "ในนามของข้าพเจ้า รัฐบาล และประชาชนแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ขอแสดงความเสียใจต่อพระบรมวงศานุวงศ์ รัฐบาล และปวงชนชาวไทย ต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช" และกล่าวว่าพระองค์ "ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่และมีความปราดเปรื่อง"[59][60]
  •  อิสราเอล : ประธานาธิบดีอิสราเอลส่งสาส์นแสดงความเสียใจมายังสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์[61]
  •  ญี่ปุ่น : สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะและสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะทรงไว้ทุกข์ถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นเวลา 3 วัน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราชเลขาธิการเป็นผู้แทนพระองค์อัญเชิญพระราชสาส์น และลงนามแสดงความอาลัย ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโตเกียว[62] นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ส่งสาส์นแสดงความเสียใจความว่า "ในนามรัฐบาลญี่ปุ่นและประชาชน ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ผมจะจดจำพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในฐานะที่เป็นผู้มีพระปรีชาสามารถสูงส่งและทรงมีพระราชจริยวัตรงดงาม” และกล่าวยกย่องว่า "พระองค์เป็นผู้ที่มีความปรีชาสามารถในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย ในฐานะที่เป็นศูนย์รวมจิตใจปวงชนชาวไทย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดชทรงช่วยนำการพัฒนาและการยกระดับความเป็นอยู่ของชีวิตประชาชนไทยให้ดีขึ้น"[58] นอกจากนี้ในวันที่ 20 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติปีที่ 82 ของสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ยังได้ทรงตอบจดหมายคำถามแก่สมาคมผู้สื่อข่าวประจำสำนักพระราชวังญี่ปุ่นใจความตอนหนึ่งว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชแห่งประเทศไทยเปรียบเสมือนพี่ชายผู้แสนดี" ด้วยเช่นกัน[63]
  •  คาซัคสถาน : ประธานาธิบดีนูร์ซุลตัน นาซาร์บายิฟ ส่งสาส์นแสดงความเสียใจมายังนายกรัฐมนตรีไทย ความว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะทรงสถิตย์อยู่ในความทรงจำของชาวคาซัคสถานตลอดไป ในฐานะผู้นำผู้ทรงมีวิสัยทัศน์และมีพระราชจริยวัตรอันโดดเด่น ที่ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศให้แน่นแฟ้น"[65]
  •  เกาหลีใต้ : ประธานาธิบดีพัก กึน-ฮเย ส่งสาส์นแสดงความเสียใจมายังนายกรัฐมนตรีไทยโดยกล่าว "แสดงความเสียใจอย่างที่สุดต่อพระราชวงศ์ และประชาชนชาวไทยต่อการจากไปของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงเป็นบิดาและผู้นำทางจิตใจของไทย ทรงทำให้ประชาชนชาวไทยมีความเป็นหนึ่งเดียว และสร้างความทันสมัยให้กับไทย ความเป็นผู้นำของพระองค์ท่านจะสถิตและเป็นที่รักและเคารพยิ่งของประชาชนชาวไทย"[66]
  •  คูเวต : สมเด็จพระราชาธิบดีเศาะบาห์ อัลอะห์มัด อัลญาบิร อัศเศาะบาห์ ทรงส่งพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยมายังสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เช่นเดียวกับมกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีแห่งคู่เวต รวมทั้งประธานสภาแห่งชาติ[67]
  •  คีร์กีซสถาน : ประธานาธิบดีอัลมัซเบค อาตัมบาเยฟ ส่งสาส์นแสดงความเสียใจมายังสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยกล่าวยกย่องพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และขอร่วมแสดงความอาลัยอย่างจริงใจในช่วงเวลาอันยากลำบากของประเทศไทย[68]
  •  มัลดีฟส์ : ประธานาธิบดีอับดุลลาห์ ยามีน ส่งสาส์นแสดงความเสียใจมายังนายกรัฐมนตรีไทย ความตอนหนึ่งว่า "ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากเมื่อทราบข่าวการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในปัจจุบัน การอุทิศพระองค์เพื่อความก้าวหน้าและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทย โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้ยากไร้ในชนบทจะถูกจดจำตลอดไป"[69] และได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นผู้แทนพิเศษเดินทางมาถวายความเคารพพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท[70]
  •  มองโกเลีย : ประธานาธิบดีซาคีอากีอิน เอลเบกดอร์ช ส่งสาส์นแสดงความเสียใจมายังสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยกล่าวว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะทรงประทับอยู่ในความทรงจำและในจิตใจของเรา ในฐานะที่ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีของคนในชาติ ผู้ทรงอุทิศชีวิตและจิตวิญญาณของพระองค์เพื่อการพัฒนาประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน"[71]
  •  เนปาล : ประธานาธิบดีพิทยา ภัณทารี ส่งสาส์นแสดงความเสียใจมายังสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยกล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสวรรคตของพระมหากษัตริย์ไทยอันเป็นที่เคารพรักยิ่ง ในขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีเนปาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเนปาลได้ทรงสาส์นแสดงความเสียใจมายังประเทศไทยเช่นกัน[72]
  •  ปากีสถาน : นายกรัฐมนตรีนาวาซ ชาริฟ ส่งสาส์นแสดงความเสียใจความว่า "ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจต่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ต่อการสูญเสียผู้นำอันเป็นที่รักและเคารพมากที่สุด การเสด็จฯ เยือนปากีสถานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในปี พ.ศ. 2505 ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำในฐานะก้าวย่างสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-ปากีสถาน ประชาชนและรัฐบาลปากีสถานยังคงรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงพระราชทานความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยพิบัติเหตุการณ์แผ่นดินไหวในอาซาดจัมมูและแคชเมียร์ในปี พ.ศ. 2548 โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารทรงนำสิ่งของบรรเทาทุกข์มายังปากีสถานด้วยพระองค์เอง"[74][66]
  •  กาตาร์ : สมเด็จพระราชาธิบดีตะมีม บิน ฮะมัด อัษษานี เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ รองเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ และนายกรัฐมนตรีกาตาร์ ส่งพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยมายังสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร[75]
  •  ซาอุดีอาระเบีย : สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน บิน อับดัลอะซิซ อาล สะอูด ทรงส่งพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยมายังสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารความว่า "ข้าพเจ้ารับทราบข่าวการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ข้าพเจ้าในนามของรัฐบาลซาอุดีอาระบียและประชาชน ขอแสดงความเสียพระราชหฤทัยอย่างสุดซึ้งต่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร พระบรมวงศานุวงศ์ และรัฐบาลไทย ตลอดจนประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าต่อการสูญเสียอันใหญ่หลวงในครั้งนี้" เช่นเดียวกับมกุฎราชกุมาร และรองมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย[76]
  •  ศรีลังกา : ประธานาธิบดีไมตรีพาลา สิริเสนา และนายกรัฐมนตรีศรีลังกา เดินทางไปลงนามแสดงความอาลัย ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำศรีลังกา โดยประธานาธิบดีได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ได้ทรงกระชับความสัมพันธ์ระหว่างศรีลังกากับไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในขณะที่นายกรัฐมนตรีศรีลังกาลงนามตอนหนึ่งว่า "ไม่อาจลืมพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ได้ทรงทำให้ประเทศไทย และประชาชนชาวไทยพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว"[77]
  •  ไต้หวัน : ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ได้เดินทางไปลงนามแสดงความอาลัย ณ สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ในกรุงไทเป โดยกล่าวว่า "ในนามของประชาชนสาธารณรัฐจีน ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งมายังพระบรมวงศานุวงศ์และประชาชนคนไทยทุกคนสำหรับการสูญเสียกษัตริย์ที่ดีที่สุด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช"[78]
  •  ฮ่องกง : ผู้ช่วยหัวหน้าผู้บริหารเกาะฮ่องกง แคร์รี่ แลม กล่าวแสดงความเสียใจต่อกรณีเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวฮ่องกง ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง โดยประชาชนชาวฮ่องกงจะร่วมไว้อาลัยต่อการสูญเสียครั้งนี้เช่นกัน[79]
  •  ติมอร์-เลสเต : รัฐบาลติมอร์-เลสเตส่งสาส์นแสดงความเสียใจมายังประเทศไทย[80]
  •  เติร์กเมนิสถาน : ประธานาธิบดีกูร์บันกูลืย เบียร์ดีมูฮาเมดอฟ ส่งสาสน์แสดงความเสียใจมายังนายกรัฐมนตรีไทย ในนามของประชาชนชาวเติร์กเมนิสถาน และในนามส่วนตัว โดยกล่าวแสดงความเสียใจอยากสุดซึ้ง และเป็นกำลังใจให้พระญาติและพระสหายของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดจนประชาชนชาวไทย[81]
  •  สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ : ประธานาธิบดีเคาะลีฟะฮ์ บิน ซายิด อัลนะฮ์ยาน นายกรัฐมนตรีมุฮัมมัด บิน รอชิด อัลมักตูม และมกุฎราชกุมารแห่งรัฐอาบูดาบี ทรงมีพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยความว่า "ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรียูเออี รวมทั้งมกุฏราชกุมารแห่งรัฐอาบูดาบี ขอแสดงความอาลัยต่อข่าวการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และขอแสดงความเสียใจและความเห็นใจอย่างจริงใจต่อรัฐบาลและประชาชนชาวไทยในนามของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต่อการสูญเสีย และขอแสดงความเสียใจเป็นการส่วนพระองค์ต่อพระราชวงศ์ และขอให้ประเทศไทยประสบความเจริญรุ่งเรืองและมีเสถียรภาพสืบไป"[66]
  •  อุซเบกิสถาน : รักษาการประธานาธิบดีชัฟคัต มีร์ซีโยเยฟ ส่งสาส์นแสดงความเสียใจมายังสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยกล่าวแสดงความอาลัยต่อการสูญเสียรัฐบุรุษผู้ทรงคุณอันโดดเด่น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช[82]
อาเซียน[แก้]
  •  บรูไน : สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์ ทรงมีพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยมายังสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีความตอนหนึ่งว่า "การเสียสละและความรักอย่างไร้ขีดจำกัดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชต่อปวงประชาไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่ตราตรึงในจิตใจของประชาชนชาวไทย แต่ยังได้รับการเคารพยกย่องไปทั่วโลก ตลอดช่วง 70 ปีในรัชสมัยของพระองค์ ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว พระบิดาของชาวไทยจะไม่เพียงแต่อยู่ในหัวใจของผู้ที่ใกล้ชิดกับพระองค์เท่านั้น แต่จะทรงอยู่ในใจของผู้คนที่พระองค์ทรงได้เปลี่ยนแปลง" และทรงมีพระราชสาส์นมายังนายกรัฐมนตรี ความตอนหนึ่งว่า "การอุทิศตนเพื่อปวงประชาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดชเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพสกนิกรจะเป็นที่จดจำตลอดไป"[83][84]
  •  กัมพูชา : สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ส่งสาส์นแสดงความเสียใจมายังนายกรัฐมนตรี โดยกล่าวว่า "การสวรรคตนี้ถือเป็นการสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของประเทศไทย พสกนิกรไทย มิตรของไทยทั่วโลก รัฐบาลและประชาชนกัมพูชาขอน้อมถวายและขอส่งความเสียใจอย่างสุดซึ้งมายังสมเด็จพระราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ รัฐบาลและประชาชนไทย"[66][85]
  •  อินโดนีเซีย : ประธานาธิบดีโจโก วีโดโด ส่งสาส์นแสดงความเสียใจ โดยกล่าวว่า "โลกได้สูญเสียผู้นำที่ใกล้ชิดกับประชาชน เป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาเซียนและของโลก"[86][87]
  •  ลาว : บุนยัง วอละจิด ประธานประเทศลาว ส่งสาส์นแสดงความเสียใจไปยังสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยมีความตอนหนึ่งว่า "พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงธรรมและเสียสละอย่างใหญ่หลวง ทรงมีบทบาทอย่างสำคัญในการปรับปรุงและกระชับความสัมพันธ์ฉันมิตรและความร่วมมือระหว่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวกับราชอาณาจักรไทย การสวรรคตจึงเป็นความสูญเสียอันใหญ่หลวงของชาวไทยและเป็นการสูญเสียมิตรของชาวลาว" ในขณะที่นายกรัฐมนตรีทองลุน สีสุลิด ส่งสาส์นแสดงความเสียใจมายังนายกรัฐมนตรีไทย[88]
  •  มาเลเซีย : สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซีย ทรงส่งพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัย[89] เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซะก์ ที่ส่งสาส์นแสดงความเสียใจมีความตอนหนึ่งว่า "พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่สูงส่ง การอุทิศพระองค์เพื่อประเทศไทยและภูมิภาคนั้นมากเกินกว่าคำบรรยายใด"[90]
  •  พม่า : ประธานาธิบดีทีนจอ ส่งสาส์นแสดงความเสียใจมายังสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีไทย[91] ในขณะที่ ออง ซาน ซูจี ส่งสาส์นแสดงความเสียใจมายังนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และกล่าวแสดงความเสียใจระหว่างการประชุมบิมสเทกที่ประเทศอินเดีย[92]
  •  ฟิลิปปินส์ : ประธานาธิบดีโรดรีโก ดูแตร์เต ส่งสาส์นแสดงความเสียใจความตอนหนึ่งว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ไม่เพียงเป็นกษัตริย์ที่ครองราชยาวนานที่สุดในโลก แต่ยังเป็นผู้นำทางประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีความก้าวหน้าที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชีย"[93]
  •  สิงคโปร์ : นายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง กล่าวแสดงความเสียใจความว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก อีกทั้งยังทรงเป็นที่เคารพรักของปวงชนชาวไทยทุกคน เพราะพระองค์ทรงอุทิศตนเพื่อประชาชนของพระองค์ และเพื่อประเทศชาติ เพราะพระองค์ต้องการให้ประชาชนในประเทศมีความเป็นอยู่ที่ดี พระองค์ทรงใช้ความสามารถที่มีและพระราชอำนาจเพื่อปกครองประเทศให้เป็นปึกแผ่น"[94]
  •  เวียดนาม : ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ตลอดจนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม ส่งสาส์นแสดงความเสียใจถึงพระบรมวงศานุวงศ์ รัฐบาลและประชาชนชาวไทย โดยมีใจความว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติ 70 ปี โดยพระองค์ทรงเสียสละเพื่อให้ประชาชนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งการเสด็จสวรรคตของพระองค์เป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของพระบรมวงศานุวงศ์ ประชาชนอาเซียนและปวงชนชาวไทย เวียดนามตระหนักถึงบทบาทที่สำคัญของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเนื่องจากทรงมีส่วนร่วมกระชับความสัมพันธ์ร่วมมือระหว่างเวียดนามกับไทยในหลายปีที่ผ่านมาและหวังว่า ประเทศไทยจะฟันฝ่าความสูญเสียครั้งนี้ไปได้และพัฒนาก้าวรุดหน้าต่อไปตามความปรารถนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช"[95]

แอฟริกา[แก้]

  •  ไลบีเรีย : ประธานาธิบดีเอลเลน จอห์นสัน เซอร์ลีฟ ส่งสาส์นแสดงความเสียใจมายังรัฐบาลแห่งประชาชนชาวไทย ความว่า "พวกเราต่างทราบว่านี่คือเหตุการณ์ที่สะเทือนใจและความโศกเศร้าอันใหญ่หลวงจากการสูญเสียพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย[96]
  •  ไนจีเรีย : [97]
  •  แอฟริกาใต้ : [98]

ออสเตรเลีย[แก้]

  •  ออสเตรเลีย : นายกรัฐมนตรีแมลคัม เทิร์นบุลล์ ส่งสาส์นแสดงความเสียใจมายังประชาชนชาวไทย ความว่า "ในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวออสเตรเลีย ข้าพเจ้าขอถวายความอาลัยแด่พระราชวงศ์ของไทยและร่วมแสดงความเสียใจกับประชาชนชาวไทยในช่วงเวลาที่โศกเศร้านี้ พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของทวีปเอเชีย ในรัชสมัยของพระองค์ ประเทศไทยได้เติบโตจากประชากร 20 ล้านคน เป็นกว่า 67 ล้านคนในปัจจุบัน และมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยอดเยี่ยม ประชาชนชาวไทยในออสเตรเลียซึ่งมีจำนวนประมาณ 50,000 คน จะร่วมถวายอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชด้วยเช่นเดียวกัน"[33]
  •  นิวซีแลนด์ : นายกรัฐมนตรีจอห์น คีย์ ส่งสาส์นแสดงความเสียใจมายังประชาชนไทยโดยกล่าวว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชสมบัตินานที่สุดในโลก และได้ทรงพัฒนาประเทศจนเจริญก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ ทำให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญของภูมิภาคนี้ และเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจสำคัญชาติหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่พระองค์ครองราชย์ นิวซีแลนด์และไทยได้พัฒนาความสัมพันธ์จนกลายเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิด ซึ่งต่างปรารถนาให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้" และยังขอร่วมแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประชาชนชาวไทยในครั้งนี้ด้วย [33]

ผลกระทบ[แก้]

มีกลุ่มประชาชนบางส่วนออกมาโจมตีต่อผู้ที่ไม่สวมเสื้อดำ แสดงการไว้ทุกข์ เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่าการล่าแม่มด บางส่วนมีพฤติกรรมรุนแรง ถึงขั้นประจานทางสื่อออนไลน์[99] จากเหตุการณ์ดังกล่าว พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด รักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เสนอให้ประชาชนที่ไม่สามารถจัดหาเสื้อผ้าสีดำหรือสีขาวมาร่วมแสดงความอาลัยได้ สามารถติดริบบิ้นหรือโบสีดำบนหน้าอกเสื้อหรือที่แขนเสื้อบริเวณต้นแขนเพื่อเป็นการแสดงสัญลักษณ์ความอาลัยได้เช่นกัน[100][101]
นอกจากนี้ ในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559 มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต ออกมาปิดล้อมบ้านของลูกชายเจ้าของร้านน้ำเต้าหู้ที่โพสต์ข้อความค่อนข้างหมิ่นต่อสถาบัน [102] เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าโพสต์นั้นมิได้มีเนื้อหาหมิ่นต่อสถาบันแต่อย่างใด แต่ในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เข้าควบคุมตัวชายคนนั้นในข้อหาหมิ่นสถาบัน ได้เกิดเหตุการณ์คล้ายคลึงกันในจังหวัดพังงา[103]

รายนามผู้นำและบุคคลสำคัญของประเทศต่าง ๆ ที่ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพ[แก้]

ผู้นำและบุคคลสำคัญของแต่ละประเทศ ตลอดจนผู้แทนพระองค์หรือผู้แทนพิเศษของประเทศต่าง ๆ ที่เสด็จพระราชดำเนิน เสด็จ และเดินทางมาร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และลงพระนามและลงนามแสดงความอาลัย ณ ศาลาว่าการพระราชวัง และอาคารสำนักราชเลขาธิการ มีรายพระนามและรายนามดังต่อไปนี้
ประเทศตำแหน่งชื่อวัน
 ภูฏานสมเด็จพระราชาธิบดีสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก16 ตุลาคม[104]
สมเด็จพระราชินีสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก
 บาห์เรนนายกรัฐมนตรีเคาะลีฟะฮ์ บิน ซัลมาน อัลเคาะลีฟะฮ์18 ตุลาคม[105]
 สิงคโปร์นายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง และภริยา21 ตุลาคม[106]
 มัลดีฟส์ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด ซาอิด (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาเศรษฐกิจ)21 ตุลาคม[107]
 เกาหลีใต้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทหารผ่านศึกเกาหลีใต้ปาร์ค ซุง ชอน21 ตุลาคม[108]
 มาเลเซียนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซะก์ และภริยา22 ตุลาคม[109]
 กัมพูชานายกรัฐมนตรีสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน22 ตุลาคม[110]
รองนายกรัฐมนตรีเตีย บัญ
 จีนผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีหลี่ หยวนเฉา (รองประธานาธิบดี)22 ตุลาคม[111]
 ลาวนายกรัฐมนตรีทองลุน สีสุลิด24 ตุลาคม[112]
 สิงคโปร์ประธานาธิบดีโทนี ตัน เค็ง ยัม24 ตุลาคม[113]
 ASEANรักษาการผู้แทนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อัลคอง เมย์ยอง24 ตุลาคม[114]
 ออสเตรเลียประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเครือรัฐออสเตรเลียจิลเลียน ทริกส์25 ตุลาคม[115]
 สหรัฐอเมริกาผู้ช่วยรัฐมนตรีฝ่ายกิจการภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาแดเนียล รัสเซล25 ตุลาคม[116]
 อินโดนีเซียประธานาธิบดีโจโก วีโดโด และภริยา25 ตุลาคม[117]
 แกมเบียผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีบาลา การ์บา จาฮุมปา
(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โยธาธิการ และการสื่อสาร)
25 ตุลาคม[118]
 เวียดนามนายกรัฐมนตรีเหงียน ซวน ฟุก28 ตุลาคม[119]
 ศรีลังกาประธานาธิบดีไมตรีพาลา สิริเสนา30 ตุลาคม[120]
 เลโซโทสมเด็จพระราชาธิบดีสมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่ 3 แห่งเลโซโท2 พฤศจิกายน[121]
 พม่าประธานาธิบดีถิ่น จอ9 พฤศจิกายน[122]
 ฟิลิปปินส์ประธานาธิบดีโรดรีโก ดูแตร์เต9 พฤศจิกายน[123]
 เบลเยียมผู้แทนพระองค์สมเด็จพระราชาธิบดีนิโคลัส นิอง (อุปทูตสถานเอกอัครราชทูตเบลเยียมประจำประเทศไทย)9 พฤศจิกายน[124]
 อินเดียนายกรัฐมนตรีนเรนทระ โมที10 พฤศจิกายน[125]
 ศรีลังกาประธานสงฆ์อมรปุระนิกายพระสังฆราชวัสกตุเว มหินทวังสะ11 พฤศจิกายน[126]
 อิสราเอลนักวิทยาศาสตร์ รางวัลโนเบล สาขาเคมี พ.ศ. 2547ศาสตราจารย์อารอน ชิแชนโนเวอร์14 พฤศจิกายน[127]
 บังกลาเทศผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีเบกุม ตารานา ฮาลิม (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงไปรษณีย์ โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ)15 พฤศจิกายน[128]
 ตองกามกุฎราชกุมารเจ้าชายตูโปอูโตอา อูลูกาลาลา15 พฤศจิกายน[129]
 สหรัฐอเมริการองผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดับเบิ้ลยู แพทริค เมอร์ฟี18 พฤศจิกายน[130]
 สหประชาชาติผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติยูริ เฟดโอทอฟ18 พฤศจิกายน[131]
 ติมอร์-เลสเตผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีแอร์นานี ฟีโลเมนา โกเอลยา ดา ซิลวา (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต)22 พฤศจิกายน[132]
ผู้แทนจากองค์กรโซคาสากลองค์กรโซคาสากล22 พฤศจิกายน[133]
 ASEANคณะกรมข่าวภาคีอาเซียนกรมข่าวภาคีอาเซียน22 พฤศจิกายน[134]
 รัสเซียที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงมอสโก และหัวหน้าฝ่ายการต่างประเทศของรัฐบาลกรุงมอสโกเซอร์เก้ อี.เชอร์มิน28 พฤศจิกายน[135]
 ญี่ปุ่นอดีตนายกรัฐมนตรียุคิโอะ ฮะโตะยะมะ28 พฤศจิกายน[136]
 รัสเซียผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีอันเดรย์ คลีซัส (ประธานคณะกรรมาธิการกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งรัฐสภาสหพันธรัฐรัสเซีย)30 พฤศจิกายน[137]

พระราชพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ[แก้]

พระราชพิธีถวายน้ำสรงบรมพระศพ
วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เวลา 17.00 นาฬิกาโดยประมาณ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งยังพระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวังในการถวายสรงน้ำพระบรมศพ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จเข้าสู่ภายในพระฉาก ซึ่งพระบรมศพบรรทมอยู่บนพระแท่น
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยสำหรับพระบรมศพบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยราชสักการะพระบรมศพ ทรงรับขวดน้ำพระสุคนธ์ โถน้ำอบไทยและโถน้ำขมิ้น ถวายสรงที่พระบรมศพ ต่อจากนั้น ทรงหวีเส้นพระเจ้าพระบรมศพขึ้นครั้งหนึ่ง หวีลงอีกครั้งหนึ่ง แล้วหวีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แล้วทรงหักพระสางนั้นวางไว้ในพานซึ่งเจ้าพนักงานเชิญอยู่ จากนั้นเสด็จฯ ไป​ทรง​ถวายซองพระศรีบรรจุดอกบัวและธูปเทียน แผ่นทองคำจำหลักลายปิดพระพักตร์ พระชฎาห้ายอดวางข้างพระเศียรพระบรมศพ
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานเชิญพระบรมศพลงสู่หีบ ตำรวจหลวงเชิญหีบพระบรมศพไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินและเสด็จตาม ตำรวจหลวงเชิญหีบพระบรมศพขึ้นประดิษฐานเหนือพระแท่นแว่นฟ้าเบื้องหลังพระฉากและพระแท่นสุวรรณเบญจดล ประกอบพระลองทองใหญ่ ภายใต้นพปฎลเศวตฉัตร แวดล้อมด้วยเครื่องสูงหักทองขวาง บังแทรก ชุมสาย ต้นไม้ทองเงิน ณ มุขตะวันตก พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
เสร็จแล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงวางพวงมาลาที่หน้าพระโกศพระบรมศพ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยและเครื่องราชสักการะพระบรมศพ ทรงกราบ แล้วทรงจุดเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวารที่หน้าพระแท่นมหาเศวตฉัตร ทรงกราบ เจ้าพนักงานนิมนต์พระสงฆ์เที่ยวละ 10 รูป ทรงทอดผ้าไตรเที่ยวละ 10 ไตร พระสงฆ์สดับปกรณ์ เมื่อครบ 100 รูป ทรงหลั่งทักษิโณทก ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปที่หน้าพระโกศพระบรมศพ ทรงกราบ และเสด็จพระราชดำเนินไปที่หน้าพระพุทธรูปประจำพระชนมวารที่ประดิษฐานอยู่บนพระแท่นมหาเศวตฉัตร ทรงกราบ จากนั้นทรงจุดธูปเทียนเครื่องบูชากระบะมุกที่หน้าพระแท่นเตียงพระสวดพระอภิธรรม ณ มุขหน้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จากนั้น เสด็จลงบันไดมุขกระสันด้านทิศเหนือพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ

การบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพฯ[แก้]

หมายกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพฯ[แก้]

สำนักพระราชวัง กำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ดังนี้
  • พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร (7 วัน) ในวันที่ 19 – 20 ตุลาคม 2559
  • พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) ในวันที่ 27 - 28 ตุลาคม 2559
  • พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) ในวันที่ 1 - 2 ธันวาคม 2559
  • พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100 วัน) ในวันที่ 20 - 21 มกราคม 2560[138]

พิธีถวายเลี้ยงภัตตาหารเช้าและเพลแด่พระพิธีธรรม[แก้]

นับตั้งแต่ วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559 พระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จฯทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพฯ ในการถวายภัตตาหารเช้าและเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ ระหว่างการพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ ครบทั้ง 100 วัน ถึง วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2560 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เวลา 7 นาฬิกา และเวลา 11 นาฬิกา

พระพิธีธรรมพิธีสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ[แก้]

นับตั้งแต่คืนของวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 พระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จฯทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพฯ ในการพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ ตลอด 100 วัน ถึง วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2560 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ในเวลา 15 นาฬิกา เวลา 19 นาฬิกา และเวลา 21 นาฬิกา

การให้หน่วยงานหรือบุคคลต่างๆ ร่วมเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรม[แก้]

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และถวายเป็นพระราชกุศล หลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) ถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วันที่ 1 - 2 ธันวาคม 2559
ผู้มีความประสงค์ขอเป็นเจ้าภาพร่วมบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สามารถแสดงความจำนงขอเป็นเจ้าภาพได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

หีบพระบรมศพ[แก้]

นายพรเทพ สุริยา เจ้าของร้านสุริยาหีบศพ กล่าวว่า สำนักพระราชวังได้ติดต่อให้จัดสร้างหีบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยสร้างหีบพระบรมศพทรงหลุยส์ผสมทองคำแท้ 100 % จากแผ่นไม้สักทองอายุมากกว่า 100 ปีขนาดใหญ่เพียงแผ่นเดียวไม่มีรอยต่อ ขนาดความกว้าง 29 นิ้ว ความยาว 2.15 เมตร วัดรอบหีบทั้งใบ 229 นิ้ว ทั้งนี้ใช้เวลาประกอบทันทีหลังการเสด็จสวรรคต
เจ้าของร้านสุริยาหีบศพ กล่าวเพิ่มเติมว่า หีบพระบรมศพดังกล่าวแกะสลักลายกุหลาบไทยผสมผสานลายหลุยส์ รอบหีบปิดด้วยทองคำแท้ ภายในหีบพระบรมศพ ใช้ผ้าไหมสีงาช้าง มีที่รองที่บรรทม และซีลภายในเพื่อความแข็งแรง ส่วนผ้าคลุมเป็นผ้าไหมปักดิ้นทอง ซึ่งทางสุริยาเป็นผู้ออกแบบเองทั้งหมด[139]

การประโคมย่ำยาม[แก้]

การบรรเลงดนตรีไทยในงานพระราชพิธี ถือว่าเป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศขององค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ และเป็นส่วนหนึ่งในของงานพระราชพิธีที่บรรเลงตามขั้นตอนของงานพระราชพิธี คู่กับวงประโคมของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวัง แต่เดิมการประโคมดนตรีที่เป็นลักษณะประโคมย่ำยาม มีเฉพาะของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวัง เท่านั้น ประกอบด้วยวงแตรสังข์และวงปี่ไฉนกลองชนะ มีการประโคมย่ำยามทุก 3 ชั่วโมง คือ
  • ยาม 1 เวลา 06.00 น.
  • ยาม 2 เวลา 09.00 น.
  • ยาม 3 เวลา 12.00 น.
  • ยาม 4 เวลา 15.00 น.
  • ยาม 5 เวลา 18.00 น.
  • ยาม 6 เวลา 21.00 น.
ในการประโคมงานพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กรมศิลปากรได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมในการประโคมย่ำยามด้วย ดังนั้น จึงมี 2 หน่วยงานเข้าร่วมประโคม คือ
  • วงประโคมของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวัง (วงแตรสังข์และวงปี่ไฉนกลองชนะ)
  • วงปี่พาทย์นางหงส์ ของกลุ่มดุริยางค์ไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
การประโคมย่ำยาม มีขั้นตอนเรียงลำดับ ดังนี้
  • วงประโคมลำดับที่ 1 คือ วงแตรสังข์ ประกอบด้วยเครื่องดนตรี สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ประโคม “เพลงสำหรับบท” จบแล้ว วงประโคมวงที่ 2 จึงเริ่มขึ้น
  • วงประโคมลำดับที่ 2 คือ วงปี่ไฉนกลองชนะ (หรือเรียกว่า วงเปิงพรวด) ประกอบด้วยเครื่องดนตรี ปี่ไฉน กลองชนะ เปิงมาง “ประโคมเพลงพญาโศกลอยลม” จบแล้ว วงประโคมวงที่ 3 จึงเริ่มขึ้น
  • วงประโคมลำดับที่ 3 คือ วงปี่พาทย์นางหงส์ ประกอบด้วย ปี่ชวา ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ตะโพน กลองทัด ฉิ่ง “ประโคมเพลงชุดนางหงส์”
เมื่อประโคม ครบทั้ง 3 วงแล้ว ก็ถือว่าเสร็จการประโคมย่ำยาม 1 ครั้ง การที่กรมศิลปากร นำวงปี่พาทย์นางหงส์มาประโคมย่ำยามนั้น
แต่โบราณดั้งเดิม ไม่ได้มี “วงปี่พาทย์” ร่วมประโคมย่ำยาม จะมีแต่เฉพาะ “วงแตรสังข์ และ วงปี่ไฉนกลองชนะ” ของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวังและวงกลองสี่ปี่หนึ่ง (ปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว) ประโคมในงานพระบรมศพ พระศพ เท่านั้น

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ[แก้]

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กำหนดจะมีขึ้นประมาณช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนตุลาคม พ.ศ. 2560[140] หลังจากการจัดสร้างพระเมรุมาศแล้วเสร็จประมาณเดือนกันยายน 2560 ตามแผนที่กำหนดไว้[141] โดยมี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเป็นองค์วินิจฉัยในการจัดสร้างพระเมรุมาศ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานอำนวยการพระราชพิธีในครั้งนี้ [142]

การเตรียมจัดงานพระราชพิธี[แก้]

การจัดสร้างพระเมรุมาศ[แก้]

เมื่อวันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ได้มีการประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างเป็นครั้งแรก โดยมีพลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร เป็นประธาน โดยได้มีการเปิดเผยร่างแบบพระเมรุมาศ พร้อมด้วยพระโกศจันทร์ ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าในการจัดสร้างพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศฯ โดยยึดหลักแนวคิดในการออกแบบและจัดสร้างพระเมรุมาศตามหลักโบราณราชประเพณีการสร้างพระเมรุมาศของพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
สำหรับผู้ออกแบบพระเมรุมาศ ประกอบด้วย นายสัตวัน ฮ่มซ้าย ผู้อำนวยการสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร นายก่อเกียรติ ทองผุด นายช่างศิลปกรรมชำนาญการ นายธีรชาติ วีรยุทธานนท์ สถาปนิกชำนาญการ[143]
สำหรับการจัดเตรียมพื้นที่ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานครได้จัดกิจกรรม Big Cleaning Day พื้นที่โดยรอบสนามหลวงและพระบรมมหาราชวังในวันที่ 1 และ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559 หลังจากนั้น จะส่งมอบพื้นที่ให้กรมศิลปากร จัดสร้างพระเมรุมาศ ในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2560 โดยการจัดสร้างในทุก ๆ ด้าน คาดว่าจะให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน พ.ศ. 2560 ตามแผนที่กำหนดไว้ และจะมีการจัดแสดงนิทรรศการที่เกี่ยวข้องเป็นเวลา 2 เดือน ก่อนจะมีการรื้อถอน[144]
องค์ประกอบพระเมรุมาศ[แก้]
พระเมรุมาศ ออกแบบโดยยึดถือคติตามโบราณราชประเพณี รูปแบบเฉพาะสำหรับพระมหากษัตริย์ เป็นพระเมรุมาศทรงบุษบก สูง 50.49 เมตร มีชั้นเชิงกลอน 7 ชั้น ผังพื้นที่ใช้งานเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้างด้านละ 60 เมตร มีบันไดทั้งสี่ด้าน ฐานยกพื้นที่สูง มี 3 ชั้น ชั้นบน ที่มุมทั้งสี่ ประกอบด้วย ซ่างทรงบุษบก ชั้นเชิงกลอนห้าชั้น สำหรับพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ฐานชั้นที่ 2 ประกอบด้วยซุ้มทรงบุษบกรูปแบบเดียวกัน รวมสิ่งก่อสร้างมีเครื่องยอดนับรวมได้ 9 ยอด โดยยอดกลางจะเปรียบเหมือนเป็นเขาพระสุเมรุ และอีก 8 ยอดเป็นเหมือนยอดเขาสัตตบริภัณฑ์ ซึ่งเปรียบเป็นระบบจักรวาล โดยเปรียบพระมหากษัตริย์เป็นเหมือนสมมติเทพ
ทั้งนี้ มีเสาโครงเป็นครุฑและสัตว์หิมพานต์ ซึ่งครุฑเป็นพาหนะของพระนารายณ์ มีความเชื่อตามสมมติเทพว่า พระมหากษัตริย์เป็นพระนารายณ์อวตารลงมา
อาคารประกอบพระราชพิธี[แก้]
  • พระที่นั่งทรงธรรม ซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียวยกฐานสูง ขนาดกว้าง 44.50 เมตร ยาว 155 เมตร ซึ่งเป็นที่ประทับและบำเพ็ญพระราชกุศลในการพระราชพิธี รวมทั้งมีที่สำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน สมาชิกรัฐสภา ตลอดจนคณะทูตานุทูต เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ภายในพระที่นั่งทรงธรรม และเป็นที่ตั้งอาสนะพระสงฆ์ และธรรมมาสน์ เป็นที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล รองรับได้ประมาณ 2,800 ที่นั่ง
  • ซ่าง เป็นทรงบุษบก ชั้นเชิงกลอนห้าชั้น ที่นั่งสำหรับพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ
  • ศาลาลูกขุน แบบที่ 1 ใช้เป็นที่เฝ้าของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ข้าราชการ สำนักพระราชวัง และสำนักราชเลขาธิการ
  • ศาลาลูกขุน แบบที่ 2 ใช้เป็นที่เฝ้าของข้าราชการและผู้ที่เข้ามาร่วมในพระราชพิธี
  • ศาลาลูกขุน แบบที่ 3 ใช้เป็นที่เฝ้าของสมาชิกราชสกุล ราชินิกูลทุกมหาสาขา ตลอดจนข้าทูลละอองธุลีพระบาท และผู้ที่เข้ามาร่วมในพระราชพิธี
  • ทับเกษตร ใช้เป็นที่เฝ้าของข้าราชการ และผู้ที่เข้ามาร่วมในพระราชพิธี พักและฟังสวดพระอภิธรรม
  • ทิม สำหรับเจ้าพนักงาน พระสงฆ์ แพทย์หลวงพัก ใช้เป็นที่เฝ้าของข้าราชการ และผู้ที่เข้ามาร่วมในพระราชพิธี และใช้เป็นที่ตั้งเครื่องประโคมและทำเป็นห้องสุขา
  • พลับพลายกท้องสนามหลวง อยู่ด้านนอกเขตรั้วราชวัติด้านทิศเหนือ ใช้สำหรับที่ประทับ สำหรับเสด็จรับพระบรมศพลงจากราชรถ สู่พระยานมาศสามลำคาน
  • พลับพลายกหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ใช้สำหรับที่ประทับ สำหรับเสด็จรับพระบรมศพจากพระยานมาศสามลำคาน สู่ราชรถ
  • พลับพลายกพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท อยู่ด้านหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท หน้าพระบรมมหาราชวัง สำหรับเจ้านายฝ่ายในประทับ ทอดพระเนตรกระบวน และถวายบังคมพระบรมศพ
  • เกยลา ตั้งอยู่ด้านหน้าประตูกำแพงแก้วด้านทิศตะวันตกของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง สำหรับอัญเชิญพระโกศพระบรมศพขึ้นประดิษฐานบนพระยานมาศสามลำคาน
การออกแบบภูมิทัศน์และงานศิลปกรรมประกอบพระเมรุมาศ[แก้]
การออกแบบภูมิทัศน์ จะเป็นการจำลองพระราชกรณียกิจและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีการสร้างสระน้ำบริเวณ 4 มุม และได้จำลองกังหันชัยพัฒนา เครื่องดันน้ำ ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริ ในการออกแบบงานศิลปกรรมประกอบพระเมรุมาศ ประกอบด้วย งานศิลปกรรมประกอบอาคาร ฉัตร เทวดา สัตว์หิมพาน ประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศ งานเขียนฉากบังเพลิงและจิตรกรรมฝาผนังแสดงเรื่องราวตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ[145]

การจัดสร้างพระโกศจันทน์[แก้]

การจัดสร้างพระโกศจันทน์ กรมศิลปากร โดยสำนักช่างสิบหมู่ โดยนายช่างศิลปกรรมอาวุโสเป็นผู้ออกแบบ[146] ซึ่งไม้จันทน์ที่จะนำมาใช้ในครั้งนี้ มาจากอุทยานแห่งชาติกุยบุรี อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ได้มีพิธีบวงสรวงและเริ่มพิธีบวงสรวงตัดไม้จันทน์หอมตามโบราณราชประเพณี ณ บริเวณชายป่าใกล้อ่างเก็บน้ำย่านซื่อ เมื่อดำเนินการตัดไม้จันทน์หอมแล้วเสร็จ จะมีการแปรรูปและส่งมอบไม้ให้กรมศิลปกรประมาณปลายเดือนธันวาคม พ.ศ.2559 และจะเริ่มสร้างพระโกศไม้จันทน์ช่วงต้นเดือนมกราคม พ.ศ.2560

ของที่ระลึกเนื่องในพระราชพิธีพระบรมศพ[แก้]

หนังสือที่ระลึกงานพระบรมศพ[แก้]

หนังสือพระราชทาน[แก้]

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สำนักราชเลขาธิการจัดพิมพ์หนังสือพระราชทาน สำหรับพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ พระราชวงศ์ องคมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และผู้ที่เข้าร่วมในการพระราชพิธีเป็นที่ระลึกอนุสรณ์วิทยาทาน เนื่องในโอกาสพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ครบ 7 วัน 15 วัน 50 วัน และ 100 วัน ดังต่อไปนี้
  • หนังสือพระอภิธรรมภาษาบาลีและคำแปลเป็นภาษาไทย จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ครบ 7 วัน[147]
  • หนังสือพระเจ้าอยู่หัวแห่งประเทศไทย ทรงครองราชย์ครบหมื่นวัน จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ครบ 15 วัน[148]
  • หนังสือการประดิษฐานพระบรมโกศ จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ครบ 15 วัน[149]

หนังสือที่จัดทำโดยรัฐบาล[แก้]

หนังสือที่จัดทำโดยหน่วยงานและองค์กรในพระบรมราชูปถัมภ์[แก้]

หนังสือที่จัดทำโดยหน่วยงานและองค์กรทางศาสนา[แก้]


ที่มา ; เว็บ วิกิพีเดีย

 คลิ๊ก ) สมัครพัฒนาความรู้   
เตรียมติวสอบผู้บริหารสถาน+การศึกษา   

-คลากรการศึกษา  ที่ 

พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค

พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค
พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค

ห้องสนทนา บน facebook

ห้องสนทนา บน facebook
ห้องสนทนาติวสอบดอทคอม

ข้อสอบออนไลน์ "ติวสอบดอทคอม" ชุดใหม่

คู่มือเตรียมสอบผู้บริหาร ภาค ก ข ค

แจ้งย้ายเว็บไปที่ www.tuewsob.com

คู่มือเตรียมสอบผู้บริหาร ภาค ก ข ค (ปรับปรุงใหม่)

รวม เล่ม + แผ่นพับ + ชีตช่วยจำ + DVD เนื้อหา + เสียงบรรยาย + EMS = 800 บาท
สนใจ คู่มือ ภาค ก ข ค ผู้บริหาร คลิ๊กเลย

สั่งจอง... โอนเงินเข้าชื่อบัญชี นายนิกร เพ็งลี ธนาคารกรุงไทย สาขาจอหอ บัญชีเลขที่ 341-1-38912-5 โอนเงินแล้วกรุณาโทรแจ้ง
0872494141 หรือ 0839660030

คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร

คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร
คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร

ติวสอบออนไลน์ บน facebook

ติวสอบออนไลน์ บน facebook
ติวสอบออนไลน์ บน facebook

ติดตามข่าวสอบ

แจ้งย้ายเว็บติวสอบใหม่ ไปที่ www.tuewsob.com

คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม

คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม
คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม

ติวสอบดอทคอม

ติวสอบดอทคอม
ติวสอบดอทคอม