วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ปฏิวัติ เสธอ้าย


www.tuewsob.com

'เสธ.อ้าย'กับมิชชั่นอิมพอสซิเบิ้ล

'เสธ.อ้าย'กับมิชชั่นอิมพอสซิเบิ้ล : ขยายปมร้อนโดยศรุติ ศรุตา

               ใกล้วันนัดหมายชุมนุมใหญ่ของกลุ่มที่เรียกว่า "องค์การพิทักษ์สยาม" วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม ที่สนามม้านางเลิ้ง ก็ยิ่งสร้างความหวาดหวั่นปั่นป่วน                   "เสธ.อ้าย" พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานองค์การพิทักษ์สยาม ประธานนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 1 (ตท.1) รุ่นเดียวกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี คือผู้ที่ประกาศนำการชุมนุม
แล้วก็พูดชัดเจนว่า เนื้อหาการปราศรัยในที่ชุมนุมเมื่อได้ฟังแล้วจะทำให้ "กองทัพ" ตัดสินใจได้
       
                   1.ปล่อยให้มีการจาบจ้วงสถาบัน โดยไม่มีการเอาผิดใน 1 ปีและปล่อยให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น
       
                   2.เป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของทักษิณ ซึ่งให้คนอย่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือว่าดูถูกประชาชนคนไทยมาก
       
                   และ 3.ปล่อยให้มีการทุจริตหลายโครงการอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เช่น โครงการรับจำนำข้าว ที่ขาดทุนปีละแสนล้านแต่กลับไม่ทำอะไร
       
                   เสธ.อ้าย พูดตรงไปตรงมาประสาชายชาติทหารว่า มีการพูดคุยเรื่องปฏิวัติกันจริง และสถานการณ์เช่นนี้ หากเป็นสมัยก่อน มีกำลังอยู่ในมือปฏิวัติไปแล้ว
       
                   มีคำถามว่า เสธ.อ้าย เอาอะไรมาสร้างความมั่นใจว่า การชุมนุมครั้งนี้จะนำไปสูการโค่นล้มรัฐบาล ทั้งในแง่ของมวลชน หรือในแง่ของการลุกฮือของนายทหารในกองทัพเข้ายึดอำนาจรัฐบาลที่เสธ.อ้าย เรียกว่า "หุ่นเชิดของทักษิณ"
       
                   สถานการณ์ก่อนที่จะเปิดศึกซักฟอกเช่นนี้มันง่ายมากที่ฝ่ายพรรคเพื่อไทยจะกล่าวหาว่า เสธ.อ้าย รับงานจากพรรคฝ่ายค้านเปิดแผลเพื่อกรุยทางไปสู่ศึกในสภา
       
                   ขณะเดียวกัน เนื้อหาในการชุมนุม แม้จะมั่นใจว่า น่าจะมีคนไปร่วม แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะมากมายจนมืดฟ้ามัวดิน จนทำให้ภารกิจขับไล่รัฐบาลบรรลุภารกิจได้อย่างรวดเร็ว
       
                   แม้กระทั่งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ยังออกปากไม่เอาด้วย เพราะเกรงว่าผลออกมาจะกลายเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่รัฐบาล
       
                   จะมีก็แต่กลุ่มสมณะโพธิรักษ์ แห่งสันติอโศกเท่านั้น ที่ประกาศชัดว่าร่วมด้วยช่วยกัน
       
                   มุมมองจากหน่วยงานด้านความมั่นคงนั้น ยังคงให้น้ำหนักว่า จำนวนคนและแผนจะเป็นตัวชี้วัด ที่ไม่เพียงการวัดความแข็งแกร่งของฝ่ายไม่เอารัฐบาลเท่านั้น ยังเป็นการชี้วัดมวลชนคนเสื้อแดงที่ยังเอาอยู่กับทักษิณ
       
                   เพราะมีการประเมินแล้วว่า วันนี้ไม่เหมือนช่วงปี 2553-2554 ที่มวลชนเสื้อแดงของทักษิณแข็งแกร่งจนยากที่ใครจะเจาะหรือขวางทางได้
       
                   แต่วันนี้ไม่ใช่ !
       
                   "บำเหน็จ" ที่มอบให้แก่แกนนำทั้งหลายกลายเป็น "ดาบสองคม" ที่แม้แต่คนไกลเองก็ยังไม่มั่นใจว่า เมื่อเป่านกหวีดแล้วจะได้สักครึ่งหนึ่งของปี 2553 หรือไม่
       
                   โชคลาภที่พรั่งพรูลงมาราวกับเม็ดฝนในช่วงฤดูมรสุมนำมาซึ่งความอ่อนแอของขุนพล
       
                   สิ่งที่เกิดขึ้นบรรดานายทหารระดับ "ผู้บังคับการกรม" ระดับ "ผู้บังคับกองพัน" ที่เจ็บปวดเมื่อเมษายน 2553 จากการต่อสู้ที่ไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี ไร้แม้เศษเสี้ยวของคำว่า "ลูกผู้ชาย" เพราะยิงฝ่ายตรงกันข้ามทั้งที่รู้ว่าไม่มีอาวุธ ยิงกระทั่งประชาชนคนที่มาร่วมชุมนุมยังคงบาดลึกในใจ ในวันนี้ต่างก็รับรู้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับมวลชนคนเสื้อแดง
       
                   ถึงจะรู้ว่า ในวันนี้ "คนไกล" จะหวาดหวั่นกับการยึดอำนาจ และการยึดอำนาจก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร แต่ปัญหาคือ หากยึดแล้วทำอย่างไรถึงจะไม่ย่ำรอยของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยึดแล้วจะทำอย่างไรต่อ ยึดแล้วจะตั้งเข็มทิศให้ประเทศที่กำลังอยู่ในสภาพที่ใกล้พังพาบนี้ได้อย่างไร
       
                   แต่ถึงกระนั้นความหวาดหวั่นของรัฐบาลก็ได้แสดงออกผ่านการให้สัมภาษณ์ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่บอกว่าจะเดินทางไปพบ เสธ.อ้าย พร้อมกับสาธยายสายสัมพันธ์เก่าก่อนว่าลึกซึ้งกันมาอย่างไร...ราวกับให้คิดถึงเยื่อใยมากกว่าสิ่งที่ เสธ.อ้ายกำลังจะทำอย่างไรอย่างนั้น
       
                   สำหรับการชุมนุมของกลุ่ม "องค์การพิทักษ์สยาม" ครั้งนี้หลายคนคงจะให้น้ำหนักไปที่จำนวนมวลชนที่จะมาร่วมชุมนุม หากแต่ในมวลหมู่นักรบระดับเสนาธิการแล้ว "คน" อาจเป็นเพียงส่วนประกอบของ "แผน" เท่านั้น
       
                   "ไม่มีหรอกปฏิวัติประชาชน"
       
                   พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงจะจำได้ดีว่าใครเป็นเจ้าของคำพูดคำนี้
    
คมชัดลึก
"ติวสอบดอทคอม"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น