21พ.ย.2556 นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจำนำข้าวฤดูการผลิตปี 2556/2557 มายื่นใบประทวนขอรับเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท หรือเป็นปริมาณข้าว 2.5 ล้านตัน แต่ ธ.ก.ส.มีเงินสำหรับจ่ายให้เกษตรกรในโครงการเพียง 2 หมื่นล้านบาท ทำให้การจ่ายเงินในโครงการล่าช้ากว่าปกติ โดย ธ.ก.ส.ได้ขึ้นบัญชีรายชื่อเกษตรกรเพื่อทยอยจ่ายเงินตามใบประทวน และได้มอบหมายให้สาขาเร่งทำความเข้าใจกับเกษตรกรแล้ว
“ขณะนี้มีปริมาณข้าวและใบประทวนยื่นเข้ามามากกว่า 3 หมื่นล้านบาทแล้ว ซึ่ง ธ.ก.ส.ทยอยจ่ายเงินไปบ้างแล้วประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยสาเหตุที่ไม่สามารถจ่ายเงินได้เร็ว เพราะต้องรอเงินเข้ามาเพิ่มเติมจากที่มีอยู่ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อไม่ให้เกินกรอบวงเงิน 5 แสนล้านบาท ทำให้เกษตรกรอาจได้รับเงินล่าช้าไปประมาณ 1 เดือนครึ่ง แต่ยืนยันว่าทุกรายจะได้รับเงินแน่นอน และ ธ.ก.ส.ได้หารือกับจังหวัด อำเภอ และสาขาแล้ว เพื่อให้พูดคุยทำความเข้าใจกับเกษตรกร โดยให้ขึ้นบัญชีไว้ก่อน พร้อมเบอร์โทรศัพท์ เมื่อมีเงินเข้ามาก็จะเรียกให้เกษตรกรมารับเงินทันที” นายลักษณ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ภายในเดือนธันวาคมนี้ ธ.ก.ส.จะได้รับเงินจากการระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์เข้ามาอีก 2.4 หมื่นล้านบาท รวมเป็นเงินที่สามารถจ่ายได้โดยไม่กระทบกับกรอบวงเงิน 5 แสนล้านบาท รวมเป็นเงิน 4.4 หมื่นล้านบาท ที่จะใช้ได้ถึงต้นเดือนธันวาคม ซึ่งยังไม่เพียงพอ เนื่องจากประเมินว่าจนถึงสิ้นปีนี้ต้องใช้เงินเพิ่มอีก 3 หมื่นล้านบาท หรือรวม 7 หมื่นกว่าล้านบาท ที่ประชุมบอร์ดธ.ก.ส.จึงเสนอให้จัดสรรงบประมาณมาชำระหนี้เดิมเพิ่มเติมอีก 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังเห็นด้วยแล้ว เพื่อให้โครงการเดินต่อไปได้และสำนักงบฯกำลังพิจารณาอยู่ และคงจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆ นี้
ส่วนเงินที่กระทรวงการคลังจะออกพันธบัตรรุ่นใหม่สัปดาห์หน้า 7.5 หมื่นล้านบาทนั้น จะเป็นการชำระหนี้เดิมที่ครบกำหนดทั้งหมดไม่สามารถนำมาใช้จำนำข้าวรอบใหม่ได้ ทำให้ในช่วงไตรมาสแรกปีหน้า ซึ่งยังมีข้าวทยอยออกมาอีกบางส่วน หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาทนั้น จะต้องรอเงินจากการระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งยืนยันมาว่าจนถึงเดือนกันยายนปีหน้า จะส่งเงินขายข้าวมาให้ได้ 9.5 หมื่นล้านบาท แต่หากระหว่างที่ดำเนินโครงการและยังไม่มีเงินใหม่เข้ามาก็อาจจำเป็นต้องขยายกรอบ 5 แสนล้านบาทชั่วคราว โดยอาจเป็นการสำรองสภาพคล่องของธนาคารไปก่อน แต่จะให้ได้ไม่เกิน 5.5 หมื่นล้านบาท หรืออาจเป็นการใช้เงินกู้ ซึ่งจะเป็นทางเลือกสุดท้าย แต่สิ้นปี 2557 จะดูแลลงมาอยู่ในวงเงิน 5 แสนล้านเท่าเดิม ซึ่งทั้งสองแนวทางก็ต้องเสนอให้ ครม.เห็นชอบก่อน
ขณะที่ นายเอียน แพสโก กรรมการบริหาร แกรนท์ ธอร์นตัน บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของอังกฤษในไทย กล่าวถึงนโยบายโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลว่า จนถึงขณะนี้ยังมีการวิจารณ์กันอย่างมากว่า การใช้เงินของรัฐบาลไปกับโครงการรับจำนำข้าวแท้จริงมีมากเท่าใด โดยเวลานี้มีการพูดกันถึงตัวเลขการสูญเสียอยู่ที่ 4.5 แสนล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้อาจสูงกว่านี้ แต่จากที่คาดไว้คือ ต้องมากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 3 แสนล้านบาท
คลังเตือนตั้งรับปีหน้าปัจจัยเสี่ยงรออยู่เพียบ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวในงานสัมมนาทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2557 จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ว่า ความเสี่ยงใหญ่ที่ประเทศไทยอาจต้องเผชิญในปีหน้ามี 4 เรื่อง ได้แก่ 1.ความต้องการซื้อจากตลาดใหญ่อาจปรับลดลง ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออก 2.อัตราแลกเปลี่ยนมีแนวโน้มจะผันผวนมากขึ้น 3. อัตราดอกเบี้ยมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น จะส่งผลต่อต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น และ 4. ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะทองคำมีแนวโน้มลดลง และราคาสินค้าเกษตรที่ลดลง จะทำให้รายได้เกษตรกรลดลง อาจส่งผลกระทบต่อปัญหาสังคมตามมา
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ถือเป็นความผันผวนในระยะสั้นเท่านั้น โดยในระยะยาวประเทศไทยต้องหาทางรับมือกับความผันผวนในระยะกลางถึงระยะยาว ที่คาดการณ์กันว่ายักษ์ใหญ่ของโลก อาจเปลี่ยนมาสู่ยักษ์ใหม่ ซึ่งเป็นประเทศในแถบเอเชียมากขึ้น ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น
ขณะที่นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า สศค. เตรียมปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปี 2556 ในเดือนธันวาคมนี้ เบื้องต้นคาดว่าจะโต 3% จากเดิมคาดโต 3.7% สาเหตุจากการส่งออก การลงทุนและการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอตัว แต่เสถียรภาพเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง เงินเฟ้อและว่างงานอยู่ในระดับต่ำ เงินคงคลังอยู่ในระดับสูง และสถาบันการเงินแข็งแกร่ง รวมทั้งมีความทนทานต่อความผันผวนต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น ส่วนปัจจัยทางการเมือง ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเชื่อว่า จะไม่กระทบเศรษฐกิจ ถ้าหากไม่เกิดสถานการณ์รุนแรง
เช่นเดียวกับ น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก(เวิลด์แบงก์) ประจำประเทศไทย ระบุว่า เวิลด์แบงก์อยู่ระหว่างทบทวนประมาณการการเติบโตตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปีนี้ใหม่ และจะประกาศในเดือนธันวาคมนี้ จากเดิมที่มองว่าจะโตได้ 4% โดยสาเหตุที่ต้องปรับลด เป็นผลจากตัวเลขเศรษฐกิจและการส่งออกไทยไตรมาส 3 ออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้พอสมควร ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจในปีหน้า มองว่ามีโอกาสโตได้ 4-5% แต่ความเสี่ยงหลักอยู่ที่การลงทุนของภาครัฐว่า สามารถดำเนินการได้หรือไม่ หากไม่สามารถเดินหน้าได้ คงทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปีหน้าต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ได้เช่นกัน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น