หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์

หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์
หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์

ติวสอบ ครูผู้ช่วย

ติวสอบ ครูผู้ช่วย
ติวสอบครูผู้ช่วย

ติวสอบ ผู้บริหารสถานศึกษา

ติวสอบ ผู้บริหารสถานศึกษา
ติวสอบผู้บริหารสถานศึกษา

หนังสือ เตรียมสอบครูผู้ช่วย 40 เอก + ภาค ก-ข-ค

หนังสือ เตรียมสอบครูผู้ช่วย 40 เอก + ภาค ก-ข-ค
หนังสือ เตรียมสอบครูผู้ช่วย 40 เอก + ภาค ก-ข-ค

คลิ๊ก "สมัครพัฒนาความรู้สู่ผู้บริหาร / ครูผู้ช่วย

คลิ๊ก... สมัคร พัฒนาความรู้ สู่ ครูผู้ช่วย
คลิ๊ก... สมัคร พัฒนาความรู้ สู่ ผู้บริหาร

ติวสอบดอทคอม (เตรียมสอบครูผู้ช่วย-ผู้บริหาร-บุคลากร การศึกษา)

ติวสอบดอทคอม (เตรียมสอบครูผู้ช่วย-ผู้บริหาร-บุคลากร การศึกษา)
ติวสอบดอทคอม (เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์ สอบครู ผู้บริหาร บุคลากร)

วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560

สรุป รอบรู้ทั่วไป รอบสัปดาห์ มกราคม 2560

อ่านชัด-อ่านครบ กด ดูเวอร์ชั่นสำหรับเว็บ (ด้านล่าง)

เรื่องใหม่น่าสนใจ  (ทั้งหมด ที่ )


(เนื้อหา-ข้อสอบ 1,000 ชุุด หมื่นข้อ ภาค กข


40 วิชาเอก) ที่ ห้องสอบด้านขวา หรือ 


เว็บฟรีข้อสอบ 1,000 ชุด ที่ ติวสอบดอทคอม คลิ๊ก www.tuewsob.com 

-นายกรัฐมนตรีพบเพื่อนครู + การศึกษาไทยศตวรรษ 21 นี่

-กำหนดการสอบครูผู้ช่วย ครั้งที่ 1 ปี 2559

            -คู่มือ 4 ชุด นโยบาย บริบริหาร ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้


 คลิ๊ก ) สมัครพัฒนาความรู้   
เตรียมติวสอบผู้บริหารสถาน+การศึกษา   

สรุป รอบรู้ทั่วไป รอบสัปดาห์ มกราคม 2560
 1. โปรดเกล้าฯ ร่างแก้ไข รธน.ฉบับชั่วคราวแล้ว นายกฯ ทูลเกล้าฯ ขอรับร่างฯ ฉบับประชามติคืน เพื่อแก้ไขตามข้อสังเกตพระราชทาน! 
สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 15-21 ม.ค.2560
(บน) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. (ล่าง) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม
        เมื่อวันที่ 16 ม.ค. ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศเรื่อง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรารัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติม ได้แก่ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรสามของมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 “ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จะทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้ และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง และเมื่อกรณีเป็นไปตามมาตรานี้แล้ว มิให้นำความในมาตรา 18 มาตรา 19 และมาตรา 20 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาใช้บังคับ” 
       
        นอกจากนี้ มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในวรรคสิบเอ็ดของมาตรา 39/1 ของรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2559 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “เมื่อนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายตามวรรคเก้าประกอบกับวรรคสิบแล้ว หากมีกรณีที่พระมหากษัตริย์พระราชทานข้อสังเกตว่า สมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อความใดภายในเก้าสิบวัน ให้นายกรัฐมนตรีขอรับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญนั้นคืนมา เพื่อดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะประเด็นตามข้อสังเกตนั้นและประเด็นเกี่ยวเนื่อง และแก้ไขเพิ่มเติมคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกัน แล้วให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายใหม่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับพระราชทานคืนมาตามที่ขอ” 
       
        วันต่อมา(17 ม.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เผยว่า ได้ลงนามเพื่อขอทูลเกล้าฯ รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการทำประชามติกลับคืนมาแล้ว จากนั้นจะใช้เวลาในการปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญประมาณ 30 วัน ส่วนจะปรับแก้ไขอย่างไรนั้น เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่ตั้งขึ้นมา 11 คน เป็นผู้ดำเนินการ และว่า ทุกอย่างจะเป็นไปตามกรอบเวลาตามที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวกำหนด
       
        ทั้งนี้ วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช.ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ในการตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์และการสร้างความสามัคคีปรองดอง(ป.ย.ป.) โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธาน โดย ป.ย.ป.มีคณะกรรมการย่อย 4 คณะ ได้แก่ 1.คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ รับผิดชอบโดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ 2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ เน้นปฏิรูปประเทศ 137 ประเด็น รับผิดชอบโดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯ 3.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ เตรียมการเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รับผิดชอบโดย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ และ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกฯ และ 4.คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง รับผิดชอบโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
       
        ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เผยแนวคิดการสร้างความปรองดองว่า ต้องมองจากสาเหตุ โดยพรรคการเมืองมีความขัดแย้งกัน ขณะนี้บ้านเมืองสงบแล้ว ต่อไปในอนาคตจะต้องทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ เราจะไม่พูดถึงอดีต ไม่พูดถึงนิรโทษกรรมและการอภัยโทษ ไม่พูดถึงเรื่องกฎหมายต่างๆ หรือปัญหาที่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง แต่จะพูดว่าจะอยู่อย่างไรต่อไป โดยต้องตั้งคณะกรรมการอำนวยการเกี่ยวกับการปรองดองขึ้นมา 1 ชุด โดยมีปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นหัวหน้า มี ผบ.เหล่าทัพและผู้ทรงคุณวุฒิส่วนหนึ่ง เพื่อมากำหนดหัวข้อว่าจะเชิญพรรคการเมืองทั้งหมดมาอย่างไร กำหนดว่าจะมีสัก 10 หัวข้อ เช่น ความมั่นคง ยุทธศาสตร์ การปฏิรูป เศรษฐกิจ การต่างประเทศ ให้พรรคการเมืองพูดกันว่าจะทำอย่างไรต่อไป เมื่อได้หัวข้อแล้ว จะตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง เพื่อรับฟังเรื่องทั้งหมดที่เรียกพรรคการเมืองมาเสนอทีละพรรค รวมถึงกลุ่มการเมืองด้วย คาดว่าจะใช้เวลา 1 เดือนในการให้แต่ละพรรคมาพูด แล้วคณะอนุกรรมการชุดนี้จะรวบรวมข้อมูลมาสรุป แล้วเชิญพรรคการเมืองทั้งหมดมาดูว่าเราสรุปอย่างไร พรรคการเมืองจะเอาแบบไหน จะทำเป็นข้อคิดประชาสังคมร่วมกันว่าเราจะอยู่กันอย่างสันติในอนาคต จะไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ขัดกฎหมาย หากเรื่องใดจำเป็นต้องออกกฎหมายหรือออกมาตรา 44 เพื่อปลดล็อกเรื่องต่างๆ ให้อยู่อย่างสันติ เราจะใช้กฤษฎีกาและกระทรวงยุติธรรมเข้ามาด้วย
       
        ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีบทลงโทษหรือไม่ หากไม่ทำตามสัญญาประชาคม พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มี แต่จะมีการลงสัตยาบันร่วมกันว่าจะอยู่ร่วมกันโดยใช้กฏเกณฑ์เหล่านี้
       
        สำหรับปฏิกิริยาของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองต่อแนวทางการสร้างความปรองดองนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ยินดีไปให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางสร้างความปรองดองตามที่ พล.อ.ประวิตร เตรียมหารือกับทุกพรรคการเมืองและฝ่ายต่างๆ เพราะถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเดินไปได้ แต่อย่าปักใจว่าต้องจบลงด้วยวิธีการรูปแบบไหนอย่างไร
       
        ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย ขอให้ คสช.เดินหน้าไปในแนวทางที่ประชาชนให้การยอมรับ บ้านเมืองจะได้กลับคืนสู่ความสงบ ทุกคนเคารพกฎหมาย สังคมโลกให้การยอมรับ จึงอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรู้จักเสียสละ ลดทิฐิ ให้อภัยและลืมสิ่งต่างๆ ที่ผ่านๆ มา เราก็จะก้าวผ่านปัญหาบ้านเมืองกันไปได้อย่างแน่นอน
       
        ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ยืนยันว่า ตนและแกนนำ นปช.พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ และพร้อมจะลงนามเอ็มโอยู เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าต่อได้ ถ้า พล.อ.ประวิตรเชิญไปร่วมพูดคุยสร้างความปรองดอง ก็ยินดีไป
       
        ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย(กปปส.) กล่าวว่า หากมีการเชิญตนไปร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อหาทางออกเกี่ยวกับการปรองดอง ก็ยินดีที่จะเข้าร่วม แต่เห็นว่า การจับมือเซ็นเอ็มโอยูร่วมกัน คงไม่ใช่วิธีที่จะสร้างความปรองดองได้ เพราะความปรองดองจะเกิดได้ ประชาชนทุกคนในชาติต้องสามัคคีกัน และต้องเคารพกฎหมายของบ้านเมือง และไม่เห็นด้วยหากจะมีการนิรโทษกรรมโดยอ้างความปรองดอง หรือการออกกฎหมายมาลบล้างความผิดต่างๆ ในอดีต
       
       2. การบินไทย-ปตท.เต้น สั่งตั้ง คกก.สอบ หลังถูกระบุรับสินบนพันกว่าล้านจาก “โรลส์-รอยซ์” ขณะที่หลายฝ่ายจี้ ตั้งกรรมการอิสระสอบ! 

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 15-21 ม.ค.2560
        เมื่อวันที่ 18 ม.ค. สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกาและสำนักงานปราบปรามการทุจริตของอังกฤษ (เอสเอฟโอ) แถลงว่า บริษัท โรลส์-รอยซ์ ผู้ผลิตรถยนต์และเครื่องยนต์สำหรับอากาศยานรายใหญ่จากประเทศอังกฤษ ยินยอมที่จะจ่ายเงินกว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยุติคดีข้อหาติดสินบนเจ้าหน้าที่และข้อหาคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่ใน 3 ประเทศ คืออังกฤษ สหรัฐฯ และบราซิล
       
        ขณะที่บีบีซีรายงานว่า คดีติดสินบนของโรลส์-รอยซ์ ถูกตรวจพบโดยเอสเอฟโอ ที่พบการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบที่เกี่ยวข้องกับตัวแทนจำหน่ายในประเทศจีนและอินโดนีเซีย ตั้งแต่เมื่อ 5 ปีก่อน กระทั่งตรวจสอบพบว่า โรลส์-รอยซ์ ได้มีการละเมิดกฎหมายอย่างร้ายแรง ด้วยการติดสินบนและคอร์รัปชั่นในหลายประเทศด้วยกัน
       
        ด้านกระทรวงยุติธรรมยุติธรรมของสหรัฐฯ แถลงว่า บริษัท โรลส์-รอยซ์ ยอมรับว่าได้จ่ายเงินให้แก่เจ้าหน้าที่ของบริษัทพลังงานของรัฐในหลายประเทศ ในช่วงปี 2543 -2556 ทั้งในคาซัคสถาน, บราซิล, อาเซอร์ไบจาน, แองโกลา, อิรัก และประเทศไทย รวมเป็นเงินทั้งสิ้นมูลค่ากว่า 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่จะได้รับ
       
        รายงานระบุว่า ในส่วนของการติดสินบนในประเทศไทยนั้น ไม่มีการยื่นเรื่องร้องเรียนในเรื่องดังกล่าวและไม่มีรายละเอียดในเรื่องดังกล่าวออกมา แต่บีบีซีรายงานว่า การติดสินบนที่เกิดขึ้นในไทยนั้น ทางโรลส์-รอยซ์ ตกลงจ่ายเงินจำนวน 18.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ตัวแทนระดับภูมิภาค ซึ่งหมายถึงบริษัทท้องถิ่นที่ดูแลในเรื่องการขาย กระจายสินค้าและการบำรุงรักษาในหลายประเทศ ที่ทางโรลส์-รอยซ์เองไม่มีบุคลากรเพียงพอในการดูแล
       
        นอกจากนี้ บีบีซียังอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่เอสเอฟโอรายหนึ่งว่า เงินสินบนบางส่วนได้จ่ายให้เป็นรายบุคคล มีทั้งตัวแทนของรัฐและพนักงานของรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง เพื่อให้คนเหล่านี้ดำเนินการในทางที่เป็นประโยชน์ต่อโรลส์-รอยซ์ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อเครื่องยนต์ ที 800 ของบริษัทแห่งหนึ่ง
       
        อย่างไรก็ตาม ทางโรลส์-รอยซ์ ยินดีที่จะจ่ายเงินรวมกว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยุติคดีใน 3 ประเทศ คืออังกฤษ สหรัฐอเมริกา และบราซิล แล้ว ส่งผลให้จะไม่มีการฟ้องร้องคดีอาญาต่อโรลส์-รอยซ์ และทำให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
       
        ทั้งนี้ หลังการบรรลุข้อตกลงในการยอมความ นายวอร์เรน อีสต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท โรลส์-รอยซ์ ได้ออกแถลงการณ์ ขอโทษต่อการติดสินบน ของบริษัท ซึ่งเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ และว่า หลังเกิดเหตุ ทางบริษัทได้มีการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ของบริษัท และได้ยกเลิกการใช้ตัวแทนจำหน่ายที่เกี่ยวข้องกับคดีแล้ว
       
        ด้านนายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่(ดีดี) บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 ม.ค. คณะกรรมการ(บอร์ด) การบินไทย มีมติให้ตั้งคณะกรรมการหาข้อมูลกรณีที่บริษัท โรลส์-รอยซ์ ยอมรับต่อสำนักงานปราบปรามการทุจริตของอังกฤษ(เอสเอฟโอ) ว่า ได้จ่ายสินบนในประเทศไทยระหว่างปี 2534-2548 เป็นเงิน 1,253 ล้านบาท โดยเบื้องต้นจะใช้เวลาสอบสวน 30 วัน และสามารถขยายได้ถึง 60 หรือ 90 วัน จากนั้นจะมีนำข้อมูลมาตรวจสอบโดยละเอียด เมื่อได้รับข้อเท็จจริง การบินไทยจะพิจารณาหามาตรการที่เหมาะสมในการจัดการเรื่องทุจริตครั้งนี้โดยเร็ว หากพบว่ามีมูล จะเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบต่อไป พร้อมยืนยันว่า แม้ผู้กระทำผิดจะเกษียณอายุไปแล้ว ก็ยังสามารถเอาผิดได้
       
        ด้านนายดำรงค์ ไวยคณี ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย กล่าวว่า การที่บอร์ดการบินไทยตั้งกรรมการสอบสวนภายในนั้น เชื่อว่าคงจะสาวถึงผู้กระทำผิดและเอาตัวมาลงโทษได้ยาก เนื่องจากการจัดซื้อเครื่องบินแต่ละครั้ง นอกจากการอนุมัติจากบอร์ดและฝ่ายบริหารการบินไทยแล้ว ยังมีฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย “สหภาพฯ จึงเห็นว่า ควรตั้งกรรมการอิสระที่อยู่นอกการบินไทยขึ้นมาสอบสวน ซึ่งเร็วๆ นี้ สหภาพฯ จะหารือคณะกรรมการฯ เป็นการภายใน เพื่อทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยเร็ว” 
       
        ขณะที่นายทนง พิทยะ อดีตประธานกรรมการบริษัทการบินไทย ระหว่างเดือน มิ.ย.2545 –มี.ค.2548 กล่าวว่า จากการตรวจสอบเครื่องที่โรลส์-รอยซ์ ระบุว่าจ่ายสินบน เป็นเครื่องยนต์ที-800 ในเครื่องบินรุ่นโบอิ้ง 777 แต่สมัยตนเป็นประธานบอร์ดการบินไทย ไม่เคยอนุมัติจัดซื้อเครื่องบินรุ่นดังกล่าว “การจัดซื้อโบอิ้ง 777 มีขึ้นก่อนหน้าที่ผมจะมารับตำแหน่ง สมัยที่ผมอยู่จะซื้อเครื่องบิน 3 ชนิดเท่านั้น คือ แอร์บัส เอ 340-600 แอร์บัส เอ 340-500 รวมทั้งแอร์บัส เอ 380”
       
        ทั้งนี้ นอกจากการบินไทยแล้ว บริษัท ปตท.และ ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม(ปตท.สผ.) ก็ถูกระบุว่ารับสินบนจากโรลส์-รอยซ์เช่นกันเป็นเงินประมาณ 385 ล้านบาท โดย พล.อ.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เผยถึงกรณีที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เผยข้อมูลว่า บริษัท โรลส์-รอยซ์ เอ็นเนอร์จี ซิสเต็ม มีการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ บมจ.ปตท.ว่า ปตท.ได้ตั้งกรรมการสอบสวนแล้ว คงต้องรอผลก่อน อย่าเพิ่งเชื่อข่าวลือ ต้องให้ฝ่ายบริหารสอบสวนว่าเกี่ยวข้องกับใครบ้าง หากพบว่าผิด ก็ต้องว่าไปตามผิด
       
        ด้านนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานและประธานบอร์ดการบินไทย กล่าวว่า ปตท.ได้ตั้งกรรมการสอบสวน คาดว่าภายใน 30 วันจะทราบผล คงต้องรอการรายงานต่อกระทรวงพลังงานในเร็วๆ นี้
       

        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของ ปตท.ที่มีการระบุว่าพัวพันกับโรลส์-รอยซ์ เอ็นเนอร์จี ซิสเต็ม เป็นช่วงปี 2543-2556 โดยผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของ ปตท.ในช่วงดังกล่าว คือ ตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่(ซีอีโอ) ซึ่งคาบเกี่ยว 4 คน ได้แก่ นายพละ สุขเวช, นายวิเศษ จูภิบาล, นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ และนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร
       
        ด้าน น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กรุงเทพฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแนะให้สังคมจับตาการตั้งกรรมการสอบสวนของ ปตท.กรณีถูกระบุว่ารับสินบนจากโรลส์-รอยซ์ เนื่องจากข้อมูลคดีสินบนระบุพัวพันผู้บริหาร ปตท.ด้วย และว่า การตั้งกรรมการสอบ ต้องตั้งคนที่ไม่มีส่วนได้เสียกับกิจการ ปตท.หรือไม่เคยพัวพันเป็นบอร์ด ปตท.มาก่อน และต้องเป็นเปาบุ้นจิ้นที่สาธารณชนเชื่อถือ อย่าตั้งคนที่มีส่วนได้เสียมาสอบ อย่าให้ซ้ำรอยกรณีผลสอบน้ำมันรั่วของ PTTGC ที่กรรมการสอบแล้วบอกว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ซึ่งตรงกันข้ามกับผลสอบของศาลที่วินิจฉัยว่า สาเหตุน้ำมันรั่วเกิดจากความประมาทเลินเล่อ ไม่ใช่มาจากเหตุสุดวิสัย โดยที่กรรมการที่สอบคดีน้ำมันรั่วไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
       
       3. ศาลปกครองรับฟ้อง “ยิ่งลักษณ์” ขอเพิกถอนคำสั่งชดใช้ค่าเสียหายจำนำข้าว 3.5 หมื่นล้าน นัดไต่สวน 26 ม.ค.นี้! 

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 15-21 ม.ค.2560
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและจำเลยคดีไม่ระงับยับยั้งทุจริตโครงการรับจำนำข้าว
        ความคืบหน้ากรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายรัฐมนตรี ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2559 โดยฟ้องร้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 4 คน พร้อมขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค. 2559 ที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียหาย จากเหตุดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ราชการตามอำนาจหน้าที่ จนทำให้กระทรวงการคลังได้รับความเสียหาย
       
       ปรากฎว่า ล่าสุด ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้ว พร้อมสั่งตั้งองค์คณะพิเศษ ที่มีอธิบดีศาลปกครองกลางทำหน้าที่หัวหน้าองค์คณะและมีตุลาการประกอบเป็นองค์คณะ โดยเพิ่มจำนวนจากปกติที่มี 4 คน เป็น 7 คน เป็นองค์คณะพิจารณาคดี ส่วนกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขอให้ศาลกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา คือ ให้ระงับคำสั่งที่1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค. 2559 ที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียหาย มูลค่า 35,717 ล้านบาท ดังกล่าวไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษานั้น ศาลจะเรียกไต่สวนในวันที่ 26 ม.ค. นี้ เพื่อนำข้อมูลจากคู่กรณีไปพิจารณาว่า จะกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวตามที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยื่นขอหรือไม่
       
       อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ศาลปกครองกลางได้รับคำฟ้องของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์ และนายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพานิชย์ ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงพานิชย์ที่ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ(จีทูจี) จำนวน 1,700 ล้านบาท และ 2,300 ล้านบาท ไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้ว และได้ตั้งองค์คณะพิเศษในการพิจารณาคดี พร้อมเรียกไต่สวนเพื่อพิจารณาว่าจะมีคำสั่งกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา คือระงับคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไว้ก่อน ตามที่นายบุญทรง และนายภูมิ ร้องขอหรือไม่ไปแล้วเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2559 แต่จนขณะนี้ศาลยังไม่มีคำสั่งใดๆ ออกมา
       
       4. มติ คกก.สรุปสอบนายสิบตำรวจไม่โมฆะ ตัดสิทธิเฉพาะผู้ทุจริต ให้ ผบ.ตร.เคาะอีกครั้ง ตำรวจเตรียมออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องเพิ่ม 200 ราย! 

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 15-21 ม.ค.2560
(บน) พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. (ล่าง) นักศึกษาที่ถูกออกหมายจับคดีโกงสอบนายสิบตำรวจ
        ความคืบหน้าการตรวจพบการทุจริตสอบเข้าเป็นนายสิบตำรวจ(นสต.) ในสนามสอบกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (บช.ภ.7) และ บช.ภ.1 โดยสนามสอบ บช.น.พบว่า มีนายจิระพจน์ พลายด้วง เจ้าหน้าที่เทศกิจเขตปทุมวัน กทม.เป็นตัวการใหญ่ ว่าจ้างนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังเข้าสอบและเฉลยคำตอบให้ผู้ทุจริตรายอื่นๆ ซึ่งต่อมา ศาลอาญาออกหมายจับกลุ่มนักศึกษาที่ทำหน้าที่มือปืนรับจ้าง 51 คน และผู้ร่วมขบวนการรวม 52 คน
       
        ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 16 ม.ค. พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาผลการตรวจสอบข้อมูลรับสมัครและคัดเลือกสอบนายสิบตำรวจในพื้นที่ บช.น.และ บช.ภ.7 ว่า หลังจากได้สั่งให้มีการตรวจสอบซ้ำ พบพิรุธในการสอบเพิ่มเติมที่ บช.ภ.1 ลักษณะคล้ายกับ บช.ภ.7 และ บช.น. ส่วนผลสรุปการประชุมว่าจะให้การสอบเป็นโมฆะหรือไม่นั้น ที่ประชุมได้ลงความเห็นให้ตัดสิทธิเฉพาะบางรายที่พบการทุจริต โดยมีทั้ง บช.น. บช.ภ.1 และ บช.ภ.7 จำนวนหนึ่ง ส่วนตัวเลขที่ชัดเจน ยังไม่ขอเปิดเผย และว่า คณะทำงานจะเสนอมติดังกล่าวให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.พิจารณาอีกครั้ง
       
        ส่วนการประกาศผลสอบนั้น พล.ต.อ.เดชณรงค์ กล่าวว่า ทาง บช.ภ.1 และ บช.ภ.7 ขอประกาศผลวันที่ 27 ม.ค. ส่วน บช.น.ขอขยับออกไปอีก 2-3 วัน โดยจะประกาศในวันที่ 30 ม.ค. พร้อมยืนยัน การพบทุจริตดังกล่าวไม่กระทบต่อการสอบคัดเลือกแต่อย่างใด
       
        ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 ม.ค. มีกลุ่มนักศึกษาและบุคคลที่ถูกศาลอาญาออกหมายจับ เข้าพบพนักงานสอบสวน 23 คน ส่วนอีก 29 คนไม่เดินทางมาพบ โดยมี 6 คนส่งจดหมายขอเลื่อนการเข้าพบ แต่ไม่ได้ระบุวันเข้าพบแต่อย่างใด โดย พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งเดินทางมาร่วมสอบปากคำกลุ่มนักศึกษาที่เข้าพบตำรวจ เผยว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ยังคงให้การภาคเสธ ว่ามาสมัครสอบเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดดังกล่าว อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.ศานิตย์ เผยว่า จากการสอบปากคำพบว่า นักศึกษาบางรายได้ค่าจ้างหลักหมื่นบาท ขณะที่บางรายไม่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งเชื่อว่า นักศึกษากลุ่มดังกล่าวไม่ใช่โจรโดยสันดาน แต่เป็นเพราะการชักชวนของผู้ใหญ่ ทำให้เด็กหลงผิด ดังนั้นในชั้นพนักงานสอบสวน จึงให้ประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 100,000 บาท
       
        รายงานข่าวแจ้งว่า นักศึกษาที่เป็นมือปืนรับจ้างเข้าสอบดังกล่าว มาจากคณะทันตแพทย์, แพทยศาสตร์, วิศวกรรมศาสตร์ และนิติศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยชื่อดัง และยังคงศึกษาอยู่
       
        ต่อมา วันที่ 17 ม.ค. นายจิระพจน์ พลายด้วง เจ้าหน้าที่เทศกิจเขตปทุมวัน กทม.ซึ่งเป็นตัวการใหญ่ว่าจ้างนักศึกษาให้เข้าสอบ ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน หลังพนักงานสอบสวนเรียกมาให้ปากคำเพิ่มเติม ขณะเดียวกันมีนักศึกษาเข้าพบพนักงานสอบสวนเพิ่มเติม รวมแล้วมีนักศึกษาเข้าพบพนักงานสอบสวนแล้ว 33 คน
       
        ด้าน พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบการทุจริตสอบนายสิบตำรวจ เผยถึงบทลงโทษผู้กระทำผิดว่า ไม่ว่าจะเป็นมือปืนรับจ้างที่เฉลยข้อสอบหรือผู้สมัครสอบที่มีการทุจริต จะถูกดำเนินคดี 3 ข้อหา คือ 1.แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน มาตรา 137 โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2.นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ มีความผิดตามมาตรา 14 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 3.ข้อหาอั้งยี่ มาตรา 209 โทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 14,000 บาท 
       
        พล.ต.อ.เดชณรงค์ กล่าวด้วยว่า “เจ้าหน้าที่ได้ขึ้นบัญชีดำหรือแบล็กลิสต์ผู้กระทำผิดไว้หมดแล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผยว่ามีกี่ราย บุคคลเหล่านี้จะไม่สามารถสอบเป็นข้าราชการตำรวจได้อีก เนื่องจากมีประวัติทุจริต ประพฤติไม่ชอบ ผู้บังคับบัญชาจะไม่ยอมให้บุคคลเหล่านี้เข้ามาเป็นตำรวจโดยเด็ดขาด” และว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น จเรตำรวจแห่งชาติ ไปตรวจสอบซ้ำอีกว่า พบความบกพร่องของผู้คุมสอบด้วยหรือไม่ ถ้าพบก็ต้องดำเนินการ อย่างไรก็ตาม จากการสืบสวนสอบสวน ยังไม่พบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด
       
        ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 ม.ค. พล.ต.อ.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เผยหลังประชุมกำหนดแนวทางสอบสวนคดีนี้ว่า ขณะนี้มีนักศึกษาถูกออกหมายจับมาพบพนักงานสอบสวนแล้ว 37 คน ส่งหนังสือมาเพื่อขอเลื่อนการเข้าพบเนื่องจากติดสอบและอยู่ต่างประเทศ 5 คน และยังไม่เข้าพบพนักงานสอบสวน 10 คน และว่า หลังจากนี้ พนักงานสอบสวนจะกำหนดเส้นตายว่า ต้องเข้ามามอบตัววันใด หากใครเข้าให้ปากคำและให้การเป็นประโยชน์ ก็จะให้ประกันตัว แต่หากใครไม่เข้ามา เมื่อเจ้าหน้าที่จับกุมตัวได้ ก็จะไม่ให้ประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน และจะยื่นคัดค้านการประกันตัวในชั้นศาล เพราะเข้าข่ายมีพฤติกรรมหลบหนี
       
        ด้าน พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เผยว่า พนักงานสอบสวน สน.พหลโยธินอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานออกหมายจับเพิ่มผู้เกี่ยวข้องอีก 200 ราย เพื่อมัดผู้กระทำผิดทั้งหมด
       
       5. ผบ.ตร.เห็นแย้งอัยการที่สั่งไม่ฟ้อง “พ.ต.ท.บรรยิน” คดีโอนหุ้น “ชูวงษ์” รออัยการสูงสุดชี้ขาดอีกครั้ง! 

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 15-21 ม.ค.2560
(บน) พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ผู้ต้องหาคดีโอนหุ้นชูวงษ์และคดีฆ่าชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง (ล่าง) ภาพหลังเกิดเหตุที่ พ.ต.ท.บรรยิน อ้างว่ารถเสียหลักเข้าข้างทาจนชนต้นไม้ ทำให้นายชูวงษ์เสียชีวิต
        เมื่อวันที่ 16 ม.ค. พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงถึงการพิจารณาคดีร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิการโอนหุ้นของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง มูลค่า 300 ล้านบาท ที่มี พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย กับพวกรวม 4 คนเป็นผู้ต้องหา หลังจากพนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ เห็นควรสั่งไม่ฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน กับพวก ว่า กองคดีอาญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ประมวลเรื่องพิจารณาขึ้นมาแล้ว ล่าสุด พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ได้มีความเห็นทางคดีแล้ว โดยเห็นแย้งกับอัยการ นอกจากนี้ยังเสนอให้อัยการสั่งสอบเพิ่มเติมในบางประเด็นด้วย สำหรับกระบวนการหลังจากนี้จะเสนอความเห็นและสำนวนการสอบสวนให้อัยการสูงสุดชี้ขาดต่อไป
       
       ด้านนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จะต้องส่งสำนวนคดีและความเห็นอัยการแจ้งไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทำความเห็นว่าสรุปเช่นเดียวกับอัยการ หรือจะเห็นต่างกับอัยการ หาก ผบ.ตร.เห็นตามคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ ขั้นตอนจะถือเป็นที่สิ้นสุด คือสั่งไม่ฟ้องคดี แต่ถ้า ผบ.ตร.เห็นแย้งกับอัยการ โดยยังเห็นว่าสมควรจะให้ฟ้อง สำนวนจะส่งกลับมาอัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาด ซึ่งขั้นตอนหลังจากที่ส่งมายังอัยการสูงสุดแล้ว ตามระเบียบ ทางอัยการสูงสุดจะส่งสำนวนความเห็นของ ผบ.ตร.ไปยังอัยการสำนักงานชี้ขาดคดี อัยการสูงสุด ซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้กลั่นกรองเสนอไปยังอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาชี้ขาด
       
       ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการกลั่นกรองจนถึงอัยการสูงสุดชี้ขาดมีกรอบเวลาหรือไม่ นายประยุทธกล่าวว่า ในการพิจารณาของสำนักงานชี้ขาดคดีนั้นไม่มีกำหนดระยะเวลา เราให้ความเป็นอิสระในการทำงาน แต่ทุกคดีที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นคดีใหญ่หรือเล็ก ก็มีการเร่งรัดคดีด้วยความเป็นธรรม ยิ่งคดีนี้เป็นคดีสำคัญ เป็นที่สนใจของประชาชน ยิ่งต้องเร่งพิจารณาด้วยความละเอียดรอบคอบ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตนยังไม่ทราบว่าความเห็นแย้งของ ผบ.ตร.ส่งมาถึงแล้วหรือยัง เพิ่งได้รับทราบข่าวจากทางสื่อมวลชน ส่วนเรื่องรายละเอียดในสำนวนว่าจะมีการพิจารณาสั่งให้สอบเพิ่มอย่างไร ตนไม่อาจก้าวล่วงได้ 

ที่มา ; เว็บ http://www.manager.co.th/home/viewWeek.aspx?NewsID=9600000007003

 คลิ๊ก ) สมัครพัฒนาความรู้   
เตรียมติวสอบผู้บริหารสถาน+การศึกษา   

-คลากรการศึกษา  ที่ 
ติวสอบดอทคอม "

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค

พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค
พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค

ห้องสนทนา บน facebook

ห้องสนทนา บน facebook
ห้องสนทนาติวสอบดอทคอม

ข้อสอบออนไลน์ "ติวสอบดอทคอม" ชุดใหม่

คู่มือเตรียมสอบผู้บริหาร ภาค ก ข ค

แจ้งย้ายเว็บไปที่ www.tuewsob.com

คู่มือเตรียมสอบผู้บริหาร ภาค ก ข ค (ปรับปรุงใหม่)

รวม เล่ม + แผ่นพับ + ชีตช่วยจำ + DVD เนื้อหา + เสียงบรรยาย + EMS = 800 บาท
สนใจ คู่มือ ภาค ก ข ค ผู้บริหาร คลิ๊กเลย

สั่งจอง... โอนเงินเข้าชื่อบัญชี นายนิกร เพ็งลี ธนาคารกรุงไทย สาขาจอหอ บัญชีเลขที่ 341-1-38912-5 โอนเงินแล้วกรุณาโทรแจ้ง
0872494141 หรือ 0839660030

คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร

คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร
คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร

ติวสอบออนไลน์ บน facebook

ติวสอบออนไลน์ บน facebook
ติวสอบออนไลน์ บน facebook

คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม

คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม
คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม

ติวสอบดอทคอม

ติวสอบดอทคอม
ติวสอบดอทคอม