หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์

หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์
หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์

ติวสอบผู้บริหารสถานศึกษา (รอง.-ผอ.รร.) ปี 2561

ติวสอบผู้บริหารสถานศึกษา (รอง.-ผอ.รร.) ปี 2561
ติวสอบผู้บริหารสถานศึกษา (รอง.-ผอ.รร.) ปี 2561

หนังสือติวสอบผู้บริหารสถานศึกษา

หนังสือติวสอบผู้บริหารสถานศึกษา
หนังสือติวสอบผู้บริหารสถานศึกษา รอง-ผอ.รร

หนังสือ เตรียมสอบครูผู้ช่วย 40 เอก + ภาค ก-ข-ค

หนังสือ เตรียมสอบครูผู้ช่วย 40 เอก + ภาค ก-ข-ค
หนังสือ เตรียมสอบครูผู้ช่วย 40 เอก + ภาค ก-ข-ค

คลิ๊ก "สมัครพัฒนาความรู้สู่ผู้บริหาร / ครูผู้ช่วย

คลิ๊ก... สมัคร พัฒนาความรู้ สู่ ครูผู้ช่วย
คลิ๊ก... สมัคร พัฒนาความรู้ สู่ ผู้บริหาร

ติวสอบดอทคอม (เตรียมสอบครูผู้ช่วย-ผู้บริหาร-บุคลากร การศึกษา)

ติวสอบดอทคอม (เตรียมสอบครูผู้ช่วย-ผู้บริหาร-บุคลากร การศึกษา)
ติวสอบดอทคอม (เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์ สอบครู ผู้บริหาร บุคลากร)

วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561

การน้อมนำพระราโชบายด้านการศึกษา ในหลวงรัชกาลที่ 10 ถ่ายทอดสู่การปฏิบัติของมหาวิทยาลัยราชภัฏ

อ่านชัด-อ่านครบ กด ดูเวอร์ชั่นสำหรับเว็บ (ด้านล่าง)

เรื่องใหม่น่าสนใจ  (ทั้งหมด ที่ )


(เนื้อหา-ข้อสอบ 1,000 ชุุด หมื่นข้อ ภาค กข


40 วิชาเอก) ที่ ห้องสอบด้านขวา หรือ 


เว็บฟรีข้อสอบ 1,000 ชุด ที่ ติวสอบดอทคอม คลิ๊ก www.tuewsob.com โดย อ.นิกร







 คลิ๊ก ) สมัครพัฒนาความรู้   
เตรียมติวสอบผู้บริหารสถาน (รอง/ผอ.รร.)  


ข่าวที่ 96/2561องคมนตรี ประชุมกับรัฐมนตรี-ผู้บริหาร ศธ.-นายกสภา มรภ. ในการน้อมนำพระราโชบายด้านการศึกษา ในหลวงรัชกาลที่ 10 ถ่ายทอดสู่การปฏิบัติของมหาวิทยาลัยราชภัฏ



สรุปผลการประชุมร่วมระหว่างองคมนตรีด้านการศึกษา กับผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ และนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง ในการน้อมนำพระราโชบายด้านการศึกษาในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ่ายทอดสู่มหาวิทยาลัยราชภัฏ เมื่อวันอังคารที่ 3 เมษายน 2561 ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร ชั้น 3 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ถนนศรีอยุธยา

=============
ข้อเสนอแนะขององคมนตรี
ต่อบทบาทและแนวทางดำเนินงานของ มรภ.
=============
พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี กล่าวเปิดประชุมว่า ในวันนี้เป็นโอกาสดีที่ได้มาพบปะ เพื่อหารือถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ในการยกระดับการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งในเรื่องของการศึกษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9) และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10) ทรงให้ความสนพระทัยและห่วงใยเป็นอย่างมาก กล่าวคือ
          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9  ทรงมีพระราโชบายด้านการศึกษาในหลายประการที่สำคัญ และทรงพระราชทานเงินส่วนพระองค์ ตั้งเป็น "โครงการกองทุนการศึกษา" เพื่อให้การดูแลช่วยเหลือโรงเรียน ทั้งด้านความพร้อมทางกายภาพ การเรียนการสอน ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ อาทิ การซ่อมแซมบ้านพักครูในโรงเรียนต่างจังหวัดและท้องถิ่นห่างไกล เพื่อให้ครูมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น, การรับเด็กมาเรียนครู อาจเปิดโอกาสให้เด็กในพื้นที่มาเรียนครูเพิ่มมากขึ้น เพื่ออยู่ในโรงเรียนได้นานและปรับตัวเข้ากับท้องถิ่นได้ง่าย เป็นต้น พร้อมมีพระราชดำรัสแก่คณะองคมนตรี เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2555 ความว่า "ต้องการให้องคมนตรีลงไปช่วยดูแลเรื่องการศึกษา" ใน 2 ประเด็นหลัก คือ
                   1) การลดความแตกต่างและสร้างมาตรฐานการศึกษาให้เท่าเทียมกัน ระหว่างโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลหรือชายขอบ กับโรงเรียนในชุมชนเมือง ให้ใกล้เคียงกันมากขึ้น
                   2) การสร้างคนให้เป็นคนดี ต้องการให้องคมนตรีสอนคนเป็นคนดี มีคุณธรรม ซึ่งจากการวิเคราะห์พบว่าทรงเน้นคุณธรรมเรื่อง "ความซื่อสัตย์" มาเป็นระยะเวลานาน เพราะการสร้างคนดี มีคุณธรรมจริยธรรม เป็นเรื่องสำคัญ และมีความเกี่ยวโยงไปถึงครูกับศิษย์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏในฐานะผลิตครูโดยตรง เมื่อครูรักลูกศิษย์ ลูกศิษย์ก็จะรักครู เป็นพื้นฐานเบื้องต้นในการถ่ายทอดความรู้ จึงขอให้ครูเป็นต้นแบบในเรื่องคุณธรรมจริยธรรม กระทำให้เด็กเห็นและทำตาม
          สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10  ทรงมีพระปณิธานตามเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 โดยเฉพาะในเรื่องของปัญหาหนี้สินครู ทรงมีความห่วงใยเป็นอย่างมาก จึงมีรับสั่งให้องคมนตรีช่วยหาทางแก้ไข เพื่อไม่ให้ครูมีห่วงหรือกังวลกับการหมุนเวียนเงินเพื่อชำระหนี้ อันจะส่งผลต่อการถ่ายทอดความรู้อย่างไม่เต็มที่ ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องคิดทั้งระบบ มิใช่เพียงผ่อนชำระหนี้เท่านั้น แต่จะต้องปลูกฝังแนวคิดให้กับครู ไม่ยึดติดกับระบบกู้ยืมเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่จะต้องเป็นหนี้เพราะรักษาสิทธิ์ตัวเองจากการค้ำประกันให้ผู้อื่น รวมทั้งการนำเงินในอนาคตมาใช้ด้วย
          ในขณะนี้โครงการกองทุนการศึกษา ก็พยายามหาทางช่วยเหลือครูที่มีภาระหนี้สินจากการเรียนเพิ่มวุฒิการศึกษา รวมทั้งค่าผ่อนรถ ค่าน้ำมัน ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ โดยได้ทดลองเปิดสอนหลักสูตรภาคพิเศษในช่วงปิดภาคเรียนแก่ครู มรภ.ภาคกลางตอนล่าง ได้แก่ มรภ.นครปฐม, มรภ.กาญจนบุรี, มรภ.หมู่บ้านจอมบึง และ มรภ.เพชรบุรี โดยจัดหาที่พักภายในมหาวิทยาลัยหรือบริเวณโดยรอบที่มีราคาไม่สูงนัก ทำให้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาเรียน
          อย่างไรก็ตาม ระบบการแก้ปัญหาหนี้สินทั้งหมด ขึ้นอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการด้วยว่ามองภาพครูในยุคไทยแลนด์ 4.0 เป็นอย่างไร อาจจะเป็นครูที่พร้อมออกไปต่อสู้กับโลกยุคใหม่ ครูที่จะต้องสร้างคนดีให้กับสังคม หรือครูที่แข่งขันได้กับนานาประเทศ ซึ่งภาพเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ส่วนหนึ่งอยู่ที่วิธีแก้ปัญหาหนี้สินครูซึ่งเป็นตัวถ่วงที่สำคัญต่อครูส่วนใหญ่ในขณะนี้ และการจะสร้างครูตามภาพที่ มรภ.คาดหวังได้หรือไม่นั้น ต้องให้ความสำคัญตั้งแต่ผู้เรียนที่จะเข้าสู่การผลิตเป็นครู โดยเฉพาะการรับเด็กในพื้นที่มาเรียนครู ถือเป็นตัวป้อนที่ดี เพราะนอกจากเด็กจะปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่นได้ง่ายแล้ว ยังสามารถอยู่ในพื้นที่ได้นานกว่าด้วย ส่วนการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่อาจต้องเริ่มปลูกฝังและบ่มเพาะแนวคิด ไม่นำเงินในอนาคตมาใช้ ตั้งแต่เรียนครูชั้นปีที่ 1 มิเช่นนั้นจะทำได้ยาก

ศ.เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี  กล่าวถึงพระราชดํารัส ตอบรับการขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ว่า “ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธานและเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง” โดยขอให้รัฐบาลทำหน้าที่เพื่อให้ประชาชนมีความสุขให้มากที่สุด พร้อมสานต่อแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ได้ทรงทำมาตลอด 70 ปีที่ผ่านมา ไม่ให้น้อยลงไปกว่าเดิม
         นอกจากนี้ ทรงมีพระราชหัตถเลขาแก่คณะองคมนตรีที่เข้าเฝ้าฯ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2560 เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตในท้องถิ่นและภูมิภาค ตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานพระบรมราโชบายว่า “ช่วยเขาเพื่อให้เขาช่วยตัวเอง ช่วยกันพัฒนาการเกษตรและชลประทาน” ซึ่งขณะนี้มหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 38 แห่งได้แบ่งงานกันทำในทุกภูมิภาคทั่วประเทศแล้ว
         ทั้งนี้ ขอฝากให้ช่วยคิดว่า จะดึงลักษณะโดดเด่นเฉพาะของ มรภ. เพื่อนำมาสร้างความเป็นเลิศสูงสุดได้อย่างไร โดยความเป็นเลิศไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ อาจจะเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ช่วยเหลือโรงเรียนระดับอนุบาลหรือประถมศึกษาก็สามารถทำให้เป็นเลิศได้ ทุกสิ่งสามารถพิสูจน์ได้ด้วยคุณภาพงานตามเป้าหมาย แต่เบื้องต้นเราต้องหาความเป็นเลิศและจัดระบบของตนเอง จนมีความเป็น “Unique System” เสียก่อน จากนั้นจึงจะเป็นต้นแบบให้ผู้อื่นเข้ามาศึกษาดูงานได้
          ทั้งนี้ ในหลวงรัชกาลที่ 10 ได้ทรงแนะนำการทำงานของมหาวิทยาลัยราชภัฏหลายประการ อาทิ
                - ทำงานให้เข้าเป้า  ตามบทบาทหน้าที่แห่ง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่กำหนดให้มีหน้าที่ยกระดับการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่นในท้องที่ของตนเป็นสำคัญ อาทิ การน้อมนำพระราโชบายในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการพัฒนาคุณภาพครูประจำการ ว่า “ครูเมื่ออายุมากขึ้นก็ต้องเรียนใหม่ เพราะความรู้ใหม่นั้นเกิดขึ้นมากมาย เพื่อให้ความรู้ทันสมัยอยู่เสมอ” ซึ่งการยกระดับการศึกษาถือเป็นโจทย์ใหญ่ มรภ.จึงต้องดำเนินการในภาพรวม ตั้งแต่นักเรียน อุปกรณ์การเรียนการสอน หลักสูตร การสอบ และการวัดและประเมินผล มรภ.ต้องยึดมั่นในหน้าที่ของตนเองตามกฎหมายและดำเนินการให้ดีที่สุด ก็จะทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น และเกิดคุณประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ
                   - มุ่งเน้นสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน 4 ด้าน ตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้แก่ มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง, มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง-มีคุณธรรม, มีงานทำ-มีอาชีพ และเป็นพลเมืองที่ดี นอกจากนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงให้ความหมายของการเป็นพลเมืองดีไว้ด้วยว่า “เห็นอะไรที่จะทำเพื่อบ้านเมืองได้ก็ต้องทำ” ทำด้วยความมีน้ำใจและความเอื้ออาทร อาทิ งานจิตอาสา งานอาสาสมัคร งานบำเพ็ญประโยชน์ งานสาธารณกุศลต่าง ๆ เป็นต้น จึงขอฝากให้ทุกคนพยายามทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดเพื่อบ้านเมืองและประชาชน และช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อมีโอกาส

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก องคมนตรี  กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ต้องให้ช่วยกันปลูกฝังคือ เรื่องของคุณธรรมจริยธรรม ด้านความมีวินัยและการเป็นแบบอย่างที่ดี โดยอบรมให้ความรู้แก่ครูอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เพื่อไปสร้างเสริมแก่เด็กและเยาวชนไทยต่อไป รวมถึงการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นหลักในการดำเนินชีวิต
          จากการเดินทางไปตรวจเยี่ยมครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล ก็พบว่าครูยังขาดแคลนปัจจัยในการดำรงชีวิตและมีปัญหาหนี้สิน ทั้งจากการเช่าที่อยู่อาศัย ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เช่น ค่าซื้อรถยนต์, ค่าน้ำมัน
          หาก มรภ. จะช่วยให้แนวคิดเรื่องความพอเพียงแก่นักเรียนนักศึกษาและครู ก็จะเป็นหลักพื้นฐานการดำรงชีวิตตั้งอยู่บนความพอเพียง และช่วยลดปัญหาเรื่องหนี้สินได้อย่างดีที่สุด

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี กล่าวว่า ขอให้ มรภ.น้อมนำพระราโชบายในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในการมีส่วนร่วมสร้างความมั่นคงของชาติ ด้วยการยกระดับคุณภาพการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่นในท้องที่ ตลอดจนพัฒนาครูและโรงเรียนให้มีคุณภาพ เนื่องจาก “การศึกษาคือความมั่นคงของประเทศ” โดยทรงเน้นย้ำด้านการพัฒนาท้องถิ่น เป็นพิเศษ ให้ทำงานเข้าถึงประชาชน พร้อมรับทราบปัญหาความต้องการ เพื่อนำมาวิเคราะห์หาทางช่วยเหลือแก้ไข และปรับตัวให้เหมาะสมตามสภาพและประเพณีของท้องถิ่นด้วย
           โดยขอให้ยึดถือยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) สำหรับจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น สนองพระราโชบายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ดังนี้
          ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาท้องถิ่น แบ่งเป็น 4 รูปแบบ คือ
                   1) Bottom up การทำงานคลุกคลีกับประชาชน เพื่อรับทราบปัญหาและความต้องการของชุมชนโดยตรง จากนั้นนำมาพัฒนางานวิจัยเพื่อช่วยเหลือต่อไป
                   2) Top Down คิดค้นโครงการ/กิจกรรมใหม่พร้อมลงมือทำจนประสบความสำเร็จ หากเกิดผลดีจึงเปิดโอกาสให้ชาวบ้านเข้ามาร่วมโครงการ
                   3) Relationship มีการสร้างเครือข่ายกับนักพัฒนาที่เป็นที่ยอมรับของชุมชน เพื่อร่วมกันสร้างองค์ความรู้และพัฒนาระบบงานวิจัยในแต่ละท้องถิ่นต่อไป
                   4) Sources of Funding ดำเนินโครงการวิจัยร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนซึ่งเป็นแหล่งทุนสนับสนุน โดยเน้นงานในลักษณะ Area-Based สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด พร้อมร่วมมือกับผู้ว่าราชการจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อกำหนดพื้นที่เป้าหมายและดำเนินโครงการพัฒนาท้องถิ่นตามศักยภาพของ มรภ.อย่างเต็มที่
          จากการเดินทางไปตรวจเยี่ยม มรภ.หลายแห่ง พบว่า ขาดการทำงานร่วมระดับจังหวัด ควรให้ความสำคัญและร่วมหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดมากขึ้น, โครงการพัฒนาท้องถิ่นยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ, โครงการส่วนใหญ่ยังให้น้ำหนักกับการต่อยอดภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของท้องถิ่นเพียงด้านเดียว จึงต้องเพิ่มโครงการพัฒนาท้องถิ่นด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น, ขาดแผนการติดตามและประเมินผลที่เหมาะสม ควรมีการวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการที่แท้จริง ก่อนที่จะกำหนดเป้าหมายร่วมกับหน่วยงานระดับจังหวัด พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนร่วมด้วย เป็นต้น
          จึงขอให้ยึดถือยุทธศาสตร์ใหม่ เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นในฐานะ “คนของพระราชา” ที่จะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนอย่างมีเป้าหมาย ทั่วถึง และยั่งยืน ซึ่งการจะเข้าไปช่วยเหลือได้ตรงจุด มรภ.ต้องศึกษาและเรียนรู้ข้อมูลในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด โดยอาจเข้าร่วมจัดทำ Big Data กับกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้รู้ข้อมูลความต้องการตลอดจนศักยภาพของพื้นที่มากขึ้น สิ่งสำคัญคือขอให้น้อมนำพระมหากรุณาธิคุณด้านการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ความห่วงใยต่อพสกนิกร ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 สื่อสารและสร้างการรับรู้ในทุกชุมชน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชน อันจะเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ และทำให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
          ยุทธศาสตร์ที่ 2 การผลิตและพัฒนาครู  ควรจัดให้มีการปรับปรุงหลักสูตรเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตครู ให้มีคุณลักษณะครูในศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นมีความรู้ทางวิชาการ มีประสบการณ์การเรียนรู้ เข้ารับการฝึกอบรมและศึกษาดูงาน เพื่อเปิดโลกทัศน์ในสิ่งใหม่, การปลูกฝังความเป็นพลเมือง, เทคนิคการสอนดี ถ่ายทอดเข้าใจง่าย, การให้ความสำคัญกับระดับการเรียนรู้ผู้เรียน, การสร้างแรงบันดาลใจ ตลอดจนบุคลิกภาพที่ดี ในส่วนของจิตวิญญาณความเป็นครูขอให้ดำรงไว้ในคุณลักษณะครูในศตวรรษที่ 19
          จากการติดตามและประเมินผลคุณภาพบัณฑิตครู พบว่า การประเมินผลอยู่ในระดับผลผลิต (Output) เชิงปริมาณเท่านั้น ยังไม่มีการประเมินผลลัพธ์ (Outcome) จึงควรจัดให้มีการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อคุณภาพบัณฑิตด้วย เพื่อเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์และปรับปรุงหลักสูตรการผลิตครูให้ตรงกับความต้องการ, หลักสูตรผลิตครูยังขาดเนื้อหาการสร้างทัศนคติที่ดีและถูกต้องต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเป็นรูปธรรม และขาดการปรับปรุงรายละเอียดหลักสูตรที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพและสร้างความโดดเด่นแก่บัณฑิตตามบริบทของ มรภ.แต่ละแห่ง, ครูใหม่บางคนยังไม่มีประสบการณ์การสอนในชั้นเรียน จึงแนะนำให้มีการกำหนดชั่วโมงการสอนในชั้นเรียน และให้นำไปประกอบการพิจารณาบรรจุหรือแต่งตั้ง ส่วนครูเดิมอาจจัดเวลาให้เข้าสอนหรือทำหน้าที่สังเกตการณ์ในห้องเรียน เพื่อใช้ประกอบการประเมินด้านคุณภาพด้วย, การจัดหลักสูตรฝึกอบรมพัฒนาครู ต้องให้ครูทบทวนจุดอ่อนจุดแข็งของตนเอง พร้อมสอบถามความต้องการของครูก่อน จึงจะสามารถจัดหลักสูตรฝึกอบรมได้ตรงตามเป้าหมายและตามความต้องการจำเป็น ต่อไป
          ยุทธศาสตร์ที่ 3 การยกระดับคุณภาพการศึกษา  จากการตรวจเยี่ยมพบว่า หลายแห่งยังขาดการวิเคราะห์สภาพและศักยภาพตามบริบทขององค์กร (SWOT Analysis) รวมถึงปัจจัยด้านคุณภาพการศึกษา, แนวทางการพัฒนาท้องถิ่น, สมรรถนะของบัณฑิตในแต่ละสาขาวิชา และความต้องการของตลาดแรงงานทั้งระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาคและระดับประเทศ, ยังไม่ให้ความสำคัญกับบทบาทการเป็นมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง ขาดแผนงานภาพรวมและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่จะดึงศักยภาพที่มีอยู่ไปช่วยพัฒนาสถานศึกษาในท้องถิ่น เป็นต้น
          ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาการบริหารจัดการ   มรภ.หลายแห่งยังไม่มีแผนการ Re-Profile ตามบริบทของตนเอง และตอบโจทย์พื้นที่อย่างชัดเจน จึงได้ให้หลักการไว้ว่า “ทุกพื้นที่มีผู้รับผิดชอบหลัก ทำงานข้ามพื้นที่ได้ แต่ให้มีการบูรณาการกับเจ้าของพื้นที่ด้วย” โดยยังคงพัฒนาท้องถิ่นทั้งในเชิง Area-Based และ Functional-Based นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการจัดทำฐานข้อมูลยังไม่เสร็จสมบูรณ์ จึงไม่สามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

          นอกจากนี้ จากการประชุมหารือเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ตามยุทธศาสตร์ใหม่ ระหว่างผู้แทนที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานเลขาธิการคุรสภา และสำนักงบประมาณ ทำให้ทราบว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดประเภทสถาบันอุดมศึกษาไทย เพื่อใช้ในการปรับสัดส่วนตัวชี้วัดระดับคณะหรือสถาบันอุดมศึกษา แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) Research or Global University 2) Innovative & Entrepreneurial University 3) Social and Community University 4) Professional University ในส่วนของ มรภ. ยังคงจุดเน้นการบริการวิชาการเพื่อพัฒนาท้องถิ่นตามบทบาทหน้าที่หลัก ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนงานที่สำนักงบประมาณกำหนดไว้ในโครงสร้างแผนงานรองรับยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน ปีงบประมาณ 2562
          จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี หาก มรภ.กำหนดตัวชี้วัดการประเมินได้อย่างชัดเจน ก็จะสามารถเสนอของบประมาณเพื่อดำเนินโครงการพัฒนาท้องถิ่นได้มากขึ้นด้วย ส่วนสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา มีความพร้อมที่จะปรับมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อออกใบประกอบวิชาชีพครูให้ตรงกับคุณภาพของครูที่จะผลิตออกมาด้วย.


=============
แนวทางนโยบายของรัฐมนตรี
เลขาธิการ กกอ. ประธาน ปทอ.มรภ.
และตัวแทนนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏ
ในการขับเคลื่อนโครงการและกิจกรรมของ มรภ.
สนองพระราโชบายด้านการศึกษา
ของในหลวงรัชกาลที่ 10
=============
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในนามกระทรวงศึกษาธิการว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่องคมนตรีด้านการศึกษาทั้ง 4 ท่าน ได้มาพบปะและน้อมนำพระราโชบายในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10) โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ถ่ายทอดสู่ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ และนายกสภา มรภ. ในครั้งนี้ พร้อมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน ภายหลังที่ได้มีการประชุมหารือร่วมระหว่างองคมนตรีและอธิการบดี มรภ. เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 ณ สำนักงานองคมนตรี ซึ่งได้ขยายผลสร้างการรับรู้ต่อนายกสภา มรภ. และมหาวิทยาลัยทุกแห่ง เพื่อนำสู่การปฏิบัติมีความก้าวหน้าในหลายเรื่องแล้ว
          สำหรับความก้าวหน้าของกระทรวงศึกษาธิการ ในการน้อมนำพระราโชบายด้านการศึกษาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 สู่การปฏิบัติ และขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาภายใต้การบริหารงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รัฐบาล และกระทรวงศึกษาธิการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาว่า ได้ดำเนินงานสนองพระราโชบายด้านการศึกษา ซึ่งมีความก้าวหน้าเป็นรูปธรรมในหลายประการ อาทิ
          - การปรับหลักเกณฑ์การย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จาก 2 ปี เป็น 4 ปี เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนครูและครูย้ายออกนอกพื้นที่
          - การซ่อมบ้านพักครู ซึ่งการดำเนินงานมีความก้าวหน้า และเป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี โดยในปีนี้จะดำเนินการในส่วนที่ตกหล่นทั้งหมด
          - โรงเรียนคุณธรรม มีการพัฒนาอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง พร้อมขยายการดำเนินงานไปยังทุกเครือข่ายของสถานศึกษา
          - หลักเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะแนวใหม่ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะและการพัฒนาข้าราชการครูแนวใหม่ "จากพระราชกระแสฯ ... สู่การพัฒนาครูทั้งระบบ" ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีความห่วงใยต่อคุณภาพการศึกษาของชาติ โดยทรงมีพระราชหัตถเลขา เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 ความว่า “ปัญหาปัจจุบันคือ ครูมุ่งเขียนงานวิทยานิพนธ์ เขียนตำราส่งผู้บริหาร เพื่อให้ได้ตำแหน่งและเงินเดือนสูงขึ้น แล้วบางทีก็ย้ายไปที่ใหม่ ส่วนครูที่มุ่งการสอนหนังสือกลับไม่ได้อะไรตอบแทน ระบบไม่ยุติธรรม เราต้องเปลี่ยนระเบียบตรงจุดนี้ การสอนหนังสือต้องถือว่าเป็นความดีความชอบ หากคนใดสอนดี ซึ่งส่วนมากคือมีคุณภาพและปริมาณ ต้องมี reward”  กระทรวงศึกษาธิการได้ตระหนักและดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมปรับหลักเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะใหม่จนประสบความสำเร็จ และเชื่อว่าการประเมินวิทยฐานะแนวทางใหม่นี้ จะช่วยแก้ปัญหาการประเมินที่เป็นธรรม โดยเฉพาะครูที่อยู่แต่ในห้องเรียน ครูที่ตั้งใจสอน จะได้รับการตอบแทนที่มีความเหมาะสมมากขึ้น ตลอดจนลดการทำเอกสารเพื่อการประเมินด้วย
          - หนี้สินครู เห็นด้วยกับองคมนตรีที่ต้องแก้ปัญหาหนี้สินครู ตั้งแต่ระบบความคิด ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อไป อีกทั้งกระทรวงศึกษาธิการกำลังหารือร่วมกับธนาคารออมสินเพื่อช่วยเหลือครูที่เป็นหนี้ในโครงการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) จำนวนกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้รับเงินคืน (Keep Back) จากธนาคารออมสินในอัตราร้อยละ 0.5-1 แต่ในเร็ว ๆ นี้ จะลงนามความร่วมมือกับธนาคารออมสินเพื่อยกเลิกการส่งเงินคืนให้กับ สกสค. แต่จะนำเงินจำนวนดังกล่าวคืนให้ครูที่มีสถานะชำระหนี้ระดับดี ซึ่งจะมีมูลค่ากว่า 5 พันล้านบาท นอกจากนี้ จะดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับครูที่มีหนี้ในสภาวะวิกฤตกว่า 1 หมื่นคนจากครูทั้งหมดกว่า 4 แสนคน ซึ่งครูส่วนใหญ่มี NPL (Non-Performing Loan) หรือหนี้เสีย เพียงประมาณร้อยละ 10 แต่เมื่อปรับโครงสร้างหนี้แล้ว เชื่อว่าจะมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลต่อไปของปัญหาหนี้สินครูคือ การกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งจะลงไปดูในรายละเอียดเร็ว ๆ นี้ต่อไป
         ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ ทั้งในระดับนโยบาย ระดับผู้บริหาร และระดับผู้ปฏิบัติ มีความตั้งใจในการดำเนินนโยบายพัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่านได้น้อมนำพระราโชบายด้านการศึกษาสู่การดำเนินงานตามบทบาทหน้าที่อย่างเข้มแข็ง คือ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้ขับเคลื่อนและบูรณาการการจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเป็นระบบ อาทิ การดำเนินนโยบายสู่การปฏิบัติตามแผนงาน การจัดสรรงบประมาณ การบริหารงานบุคคล โครงการ เป็นต้น ส่วน ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงพื้นที่ขับเคลื่อนงานการอุดมศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลิตกำลังคนในสาขาขาดแคลน ตอบโจทย์การพัฒนาท้องถิ่น ชุมชน สังคม และประเทศ รวมทั้งให้แนวทางนโยบายเรื่องดังกล่าวในการลงพื้นที่ต่าง ๆ ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการนอกสถานที่  รวมทั้งในโอกาสเฝ้าฯ รับเสด็จฯ พิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏ ตลอดจนงานเฉพาะกิจต่าง ๆ อีกด้วย
          โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ฝากให้ มรภ.ช่วยขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาใน 2 ส่วนสำคัญ คือ
                        1) การดำเนินงานโครงการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ (Boot Camp) โดยเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กับบริติช เคานซิล (British Council) ประเทศไทย ในการจัดค่ายอบรมภาษาอังกฤษแบบเข้มข้นเป็นเวลา 3 สัปดาห์ โดยอบรมกับเจ้าของภาษา เพื่อสร้างครูแกนนำสอนภาษาอังกฤษของ สพฐ.ขยายผลไปทั่วประเทศ ในระยะเวลา 4 ปี ซึ่งขณะนี้โครงการมีความก้าวหน้าไปมาก สพฐ.สามารถอบรมครูเป้าหมายให้แล้วเสร็จภายในเวลากว่า 2 ปี โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีและมีประโยชน์ต่อการพัฒนาครูภาษาอังกฤษของไทยเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นการน้อมนำพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เกี่ยวกับการเรียนรู้เพื่อให้ทันโลกว่า “ให้พึงนึกในใจไว้ว่า เราไม่ได้เรียนเพื่อเป็นฝรั่ง เราเรียนเพื่อจะเป็นคนไทยที่มีความรู้เสมอด้วยฝรั่ง” ซึ่งการเรียนภาษาอังกฤษจะช่วยให้ครูของเราสื่อสารภาษาสากล และเท่าทันกับความรู้วิทยาการสมัยใหม่ด้วย
                    จึงขอเสนอให้ มรภ.สานต่อโครงการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษต่อไป เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาครู นักเรียนนักศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ที่มีศูนย์พัฒนาครูด้านการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ (Boot Camp) ระดับภูมิภาค (Regional English Training Centre) ใน มรภ.ทั้ง 15 แห่ง ทั้งครูอาจารย์ของ มรภ.เอง ครูอาจารย์ที่ผ่านการอบรมมานานแล้ว นักศึกษาที่จะเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ หรือนักศึกษาที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษอย่างเข้มข้น ตลอดจนขยายผลสู่การพัฒนาครูในสังกัดการศึกษาเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ ขอให้ มรภ.ทำสัญญาร่วมโครงการให้ทันก่อนหมดสัญญาในช่วงเดือนกันยายนที่จะถึงนี้
                        2) โครงการพัฒนาครูด้วยระบบคูปองครู เป็นอีกหนึ่งโครงการที่มีความก้าวหน้าและได้รับการตอบรับอย่างดี ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาครูที่อยู่พื้นที่ห่างไกล และอบรมครูได้ตรงตามความต้องการพัฒนาตนเองมากขึ้น โดยการดำเนินงานในปีนี้ จะนำประเด็นปัญหามาปรับปรุงการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้นใน 2 ประเด็น คือ มีข้อเรียกร้องของครูให้ มรภ.ในพื้นที่ต่าง ๆ เป็นผู้จัดหลักสูตรอบรม และในเรื่องของคุณภาพหลักสูตร ขณะนี้ ศธ.ได้จัดระบบคัดเลือกหลักสูตร เพื่อคงมาตรฐานและระดับความเข้มข้นในการอบรมให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยในปีนี้แม้จะมีหลักสูตรเสนอเข้ามาถึง 5,000 หลักสูตร แต่มีหลักสูตรผ่านการพิจารณาเพียงไม่กี่ร้อยหลักสูตร จึงเสนอให้ มรภ.จัดหลักสูตรอบรมในนามสถาบันอุดมศึกษามากขึ้น หากหลักสูตรใดยังไม่ผ่านการพิจารณา ก็ขอให้ปรับปรุงให้เป็นไปตามมาตรฐาน เพราะถือเป็นอีกโครงการหนึ่งที่จะเชื่อมโยงการทำงานระหว่าง มรภ. ตอบโจทย์พัฒนาท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง รวมทั้งได้ขยายผลการจัดการอบรมให้กับครูประจำการในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนต่อไปด้วย

นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวถึงการน้อมนำพระราโชบายด้านการศึกษามาขับเคลื่อนการดำเนินงานว่า ปัจจุบัน มรภ.ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับเครือข่ายพัฒนาท้องถิ่นและชุมชน ในการกำหนดปัญหาเพื่อนำสู่การพัฒนาโครงการ ตลอดจนจัดหาแหล่งทุน และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน โดยดำเนินการตามแผนการพัฒนาภาคตามยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด มีการจัดทำฐานข้อมูลความต้องการ (Big Data) จัดการบริการวิชาการและจัดหลักสูตรอบรม ตลอดจนต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นและส่งเสริมวัฒนธรรมพื้นบ้าน และจัดระบบติดตามและประเมินผล พร้อมรับฟังความคิดเห็นเพื่อการพัฒนา ทั้งหมดนี้ดำเนินการในรูปแบบการมีส่วนร่วมพัฒนาท้องถิ่น ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน ภาคเอกชน และประชาชนที่สนใจ
          นอกจากนี้ มรภ. ยังได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อยกระดับการผลิตครูตามยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนาครู เพื่อสร้างครูที่มีคุณลักษณะที่ดีและมีคุณภาพร่วมกับทุกภาคส่วน อาทิ การพัฒนาหลักสูตรผลิตครูร่วมกับประเทศฟินแลนด์, การจัดการอบรมภาษาอังกฤษแบบเข้ม (Boot Camp), การเปิดศูนย์ฝึกอบรม 9 มาตรฐาน, โครงการ U-School Mentor, ร่วมจัดหลักสูตรตามนโยบายคูปองพัฒนาครู, ส่งเสริมโรงเรียนคุณธรรม เป็นต้น

ผศ.ดร.เรืองเดช วงศ์หล้า ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) กล่าวถึงเจตนารมณ์ของ มรภ.ทั้ง 38 แห่งว่า มีความตั้งใจในการน้อมนำพระราโชบายเรื่องการให้เป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นและยกระดับการศึกษาของคนในพื้นที่ โดยในช่วงแรกเป็นช่วงของการปรับตัวและมีการดำเนินโครงการตามความถนัดของแต่ละพื้นที่ ซึ่งยอมรับว่าอาจจะยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด จากนั้นจึงมีการมุ่งเน้นดำเนินการและขยายผลโครงการของ มรภ.ที่ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การผลิตครู, การผลิตสื่อการศึกษาผ่านสถานีโทรทัศน์ทางไกลผ่านดาวเทียม, การมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาความขาดแคลน ยากจน และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในระดับจังหวัด, โครงการตามนโยบายไทยนิยม ยั่งยืน เป็นต้น
          ทั้งนี้ จะสรุปรายงานผลการดำเนินงานในภาพรวม เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาลรับทราบ และเผยแพร่ความก้าวหน้าผลงานและความสำเร็จที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป
นายกร ทัพพะรังสี นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา  ได้เสนอความเป็นไปได้ในการจัดตั้งมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงใส่พระทัยด้านการศึกษาของ มรภ.มาโดยตลอด โดยคาดหวังให้มหาวิทยาลัยดังกล่าว เป็นต้นแบบการเรียนการสอนเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นและพัฒนาคุณภาพครูต่อไป
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร  กล่าวว่า การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ทำให้ทุกฝ่ายได้รับทราบพระราโชบายด้านการศึกษาในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ทรงสนพระทัยและห่วงใยการจัดการศึกษาของ มรภ.เป็นอย่างมาก และทรงมอบแนวทางการดำเนินงานเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ตามกรอบยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ซึ่งจะทำให้ท้องถิ่นได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดได้
          ดังนั้น จึงเชื่อว่าหาก มรภ. ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวอย่างเต็มที่ ก็จะสามารถพัฒนา มรภ.ให้มีความโดดเด่นตามบทบาทภารกิจและหน้าที่ได้อย่างไม่ต้องพึ่งพาใคร พร้อมทั้งขอเสนอให้มีการหารือร่วมกันระหว่างนายกสภา มรภ. และอธิการบดี มรภ. เพื่อพิจารณากรอบแผนงานผลิตครูดี ครูพันธุ์ใหม่ หรือครูพันธุ์พิเศษ และนำสู่การปฏิบัติโดยเร็ว เพื่อผลิตบัณฑิต มรภ.ให้ตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ในด้านต่าง ๆ ต่อไป


พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กล่าวสรุปถึงการประชุมครั้งนี้ ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากที่ทุกฝ่ายได้พบปะพูดคุยและแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน เพื่อให้นายกสภา มรภ. ได้นำไปถ่ายทอดสู่ฝ่ายบริหารของสภา มรภ. ที่จะทำให้งานเดินหน้าไปด้วย จึงขอขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารทุกองค์กรหลัก และในฐานะนายกสภามหาลัยราชภัฏเพชรบุรีก็จะได้น้อมนำแนวคิดและนำผลจากการประชุมหารือในครั้งนี้ไปปฏิบัติให้บังเกิดผลต่อไปเช่นเดียวกันด้วย.
ที่มา ; เว็บ สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ


 คลิ๊ก ) สมัครพัฒนาความรู้   
เตรียมติวสอบผู้บริหารสถาน (รอง/ผอ.รร.)  
 ติวสอบ ผู็บริหาร สถานศึกษา การศึกษา ครูผู้ช่วย

โดย อ.นิกร ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีสอบราชการ ครู ผู้บริหาร ฯลฯ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค

พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค
พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค

ห้องสนทนา บน facebook

ห้องสนทนา บน facebook
ห้องสนทนาติวสอบดอทคอม

ข้อสอบออนไลน์ "ติวสอบดอทคอม" ชุดใหม่

คู่มือเตรียมสอบผู้บริหาร ภาค ก ข ค

แจ้งย้ายเว็บไปที่ www.tuewsob.com

คู่มือเตรียมสอบผู้บริหาร ภาค ก ข ค (ปรับปรุงใหม่)

รวม เล่ม + แผ่นพับ + ชีตช่วยจำ + DVD เนื้อหา + เสียงบรรยาย + EMS = 800 บาท
สนใจ คู่มือ ภาค ก ข ค ผู้บริหาร คลิ๊กเลย

สั่งจอง... โอนเงินเข้าชื่อบัญชี นายนิกร เพ็งลี ธนาคารกรุงไทย สาขาจอหอ บัญชีเลขที่ 341-1-38912-5 โอนเงินแล้วกรุณาโทรแจ้ง
0872494141 หรือ 0839660030

คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร

คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร
คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร

ติวสอบออนไลน์ บน facebook

ติวสอบออนไลน์ บน facebook
ติวสอบออนไลน์ บน facebook

คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม

คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม
คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม

ติวสอบดอทคอม

ติวสอบดอทคอม
ติวสอบดอทคอม