หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์

หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์
หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์

ติวสอบผู้บริหารสถานศึกษา (รอง.-ผอ.รร.) ปี 2561

ติวสอบผู้บริหารสถานศึกษา (รอง.-ผอ.รร.) ปี 2561
ติวสอบผู้บริหารสถานศึกษา (รอง.-ผอ.รร.) ปี 2561

หนังสือติวสอบผู้บริหารสถานศึกษา

หนังสือติวสอบผู้บริหารสถานศึกษา
หนังสือติวสอบผู้บริหารสถานศึกษา รอง-ผอ.รร

หนังสือ เตรียมสอบครูผู้ช่วย 40 เอก + ภาค ก-ข-ค

หนังสือ เตรียมสอบครูผู้ช่วย 40 เอก + ภาค ก-ข-ค
หนังสือ เตรียมสอบครูผู้ช่วย 40 เอก + ภาค ก-ข-ค

คลิ๊ก "สมัครพัฒนาความรู้สู่ผู้บริหาร / ครูผู้ช่วย

คลิ๊ก... สมัคร พัฒนาความรู้ สู่ ครูผู้ช่วย
คลิ๊ก... สมัคร พัฒนาความรู้ สู่ ผู้บริหาร

ติวสอบดอทคอม (เตรียมสอบครูผู้ช่วย-ผู้บริหาร-บุคลากร การศึกษา)

ติวสอบดอทคอม (เตรียมสอบครูผู้ช่วย-ผู้บริหาร-บุคลากร การศึกษา)
ติวสอบดอทคอม (เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์ สอบครู ผู้บริหาร บุคลากร)

วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2561

ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน วันศุกร์ที่ 27 เมษายน 2561

อ่านชัด-อ่านครบ กด ดูเวอร์ชั่นสำหรับเว็บ (ด้านล่าง)

เรื่องใหม่น่าสนใจ  (ทั้งหมด ที่ )


(เนื้อหา-ข้อสอบ 1,000 ชุุด หมื่นข้อ ภาค กข


40 วิชาเอก) ที่ ห้องสอบด้านขวา หรือ 


เว็บฟรีข้อสอบ 1,000 ชุด ที่ ติวสอบดอทคอม คลิ๊ก www.tuewsob.com โดย อ.นิกร







 คลิ๊ก ) สมัครพัฒนาความรู้   

ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน วันศุกร์ที่ 27 เมษายน 2561

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ แห่งประเทศไทย วันศุกร์ที่ 27 เมษายน 2561 เวลา 20.15 น.
สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น คงทราบดีว่ามีกลุ่มอาลีบาบาได้ทำความร่วมมือกับรัฐบาลไทย ในการสนับสนุนธุรกิจ e-Commerce และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ในธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพ โดยบริษัทอาลีบาบามีความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของไทย และยืนยันในการเป็นพันธมิตรกับประเทศไทยในระยะยาว โดยอาลีบาบาและรัฐบาลไทยมีเป้าหมายร่วมกันในอันที่จะพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทย และผลักดันให้สามารถเข้าถึง “ตลาดใหม่” ในเวทีโลกได้ ผ่านนวัตกรรมด้านดิจิทัลต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนยุทธศาสตร์ “ประเทศไทย 4.0”ไปพร้อม ๆ กับนโยบายด้านอื่น ๆ ของประเทศด้วย

สำหรับความร่วมมือในโครงการหลักครั้งนี้ ประกอบด้วย
1. โครงการจัดตั้งศูนย์ Smart Digital Hub ในพื้นที่ EEC เพื่อจะส่งเสริมการค้ากับกลุ่ม CLMV และจีน โดยจะอาศัยเทคโนโลยีด้านการประมวลข้อมูลโลจิสติกส์ ที่ครบวงจร ตั้งแต่ “ต้นทาง” แหล่งผลิตทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมของไทย ไปยัง “ปลายทาง” ผู้บริโภค – ผู้สั่งสินค้า ณ ประเทศปลายทางทั่วทุกมุมโลก ผ่านเครือข่าย “ไช่เหนี่ยว” (Cainiao Network) ซึ่งเป็นธุรกิจด้านโลจิสติกส์ของอาลีบาบา เพื่อให้การขนส่งสินค้าระหว่างไทยกับจีน รวมถึงการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนสู่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV และไปยังที่อื่น ๆ ทั่วโลก ให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยจะมีการยกระดับพิธีการทางศุลกากรในพื้นที่ ให้เป็นระบบดิจิทัลไปพร้อมกันด้วย ซึ่งนับเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเชื่อมโยง SMEs ไทย ในทุกระดับ ทุกท้องถิ่น รวมถึงกลุ่ม OTOP และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ ให้สามารถเข้าถึงตลาดจีนและตลาดโลกได้ง่ายขึ้น อีกทั้งจะขยายไปยังอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมอื่น ๆ อีกด้วย นอกจากนี้ ศูนย์ Smart Digital Hub จะเป็นศูนย์กลางในการดำเนินกิจกรรมวิจัยและพัฒนาด้านดิจิทัล ที่จะเชื่อมโยงกับเขตนวัตกรรมดิจิทัล หรือดิจิทัลพาร์ค EECd และเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) ที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าดำเนินการอยู่

2. โครงการร่วมส่งเสริมพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไทย โดยจะมีการจัดตั้งวิทยาลัยธุรกิจอาลีบาบา (Alibaba Business School : ABS) ซึ่งจะร่วมมือกับภาครัฐของไทย ในการพัฒนาขีดความสามารถด้านดิจิทัลและ e-Commerce ของ SMEs ทุกกลุ่มทั่วประเทศ  รวมถึง SMEs ในชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อย โดยเน้นให้ผู้ประกอบการมีความเข้าใจ เท่าทัน และมีทักษะในการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ และเข้าถึงตลาดจีนที่มีขนาดใหญ่ มีผู้บริโภคไม่น้อยกว่า 500 ล้านราย รวมถึงเข้าสู่ “ห่วงโซ่” ของภูมิภาคและตลาดโลกได้ตามลำดับ  นอกจากนี้ วิทยาลัยธุรกิจดังกล่าวยังจะร่วมมือกับภาครัฐในการพัฒนากลุ่มคนเก่งหรือดาวเด่นด้านดิจิทัล (Digital Talent) ในประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษา นักวิจัย อาจารย์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมพัฒนาด้านดิจิทัลและ e-Commerce เพื่อให้มีความเข้าใจลึกซึ้ง และเป็นการสร้างเครือข่ายกับดาวเด่นหรือ Talents ในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศจีนด้วย

3. การเปิด “ร้านค้าข้าวไทย” (Thai Rice Flagship Store) บนเว็ปไซต์ซื้อขายออนไลน์  “ระดับโลก” เพื่อช่วยสนับสนุนการจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตรเริ่มจากข้าว และจะขยายผลไปถึงผลไม้ต่าง ๆ ของไทย ในอีก 5 ปีข้างหน้า จีนจะเปิดเสรีการค้า โดยตลาดจีนยังเปิดกว้างสำหรับการนำเข้าสินค้าจากทั่วโลก อีกกว่า 240 ล้านล้านบาท ซึ่งไทยเราก็มีศักยภาพ ที่จะได้รับส่วนแบ่งการตลาดนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุเรียน ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ชาวจีน ตามที่มีรายงานข่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ภายหลังจากการประเดิมด้วยแคมเปญส่งเสริมการขายทุเรียนล่วงหน้า เพียง “1 นาที” ก็มียอดการสั่งซื้อถึง 80,000 ลูก  ปัจจุบันปิดการขายงวดแรก “3 วัน” ไปแล้ว มียอดจองซื้อทุเรียนไทย 130,000 ลูก หรือ 350 ตัน คิดเป็นเงิน 70 ล้านบาท  ซึ่งอยู่ระหว่างการส่งมอบ เราใช้บริการของเขา แต่ผู้ผลิต กับผู้บริโภค เขาก็สั่งจอง แล้วก็กำหนดราคาขายไป เข้าออนไลน์ไป เป็นการเชื่อมโยงการซื้อขายออนไลน์ระหว่าง thaitrade.com ของไทยด้วย แล้วก็ Tmall.com ของอาลีบาบา ของเราก็มี ของเขาก็มี เพื่อจะให้เข้ากับระบบการขนส่งสินค้าของอาลีบาบา ซึ่งวันนี้เขามีความพร้อมมากกว่าเรา มีประสิทธิภาพ ขั้นต้นเราก็ต้องพึ่งพาอาศัยเขาบ้าง วันหน้าเราก็สร้างแพลทฟอร์มของเราขึ้นมาให้ทัดเทียม ก็คงต้องใช้เวลาพอสมควร ถ้าเราสามารถดำเนินการต่อไปเรื่อย ๆ เราอาจจะสามารถส่งทุเรียนจากแหล่งผลิตในไทยไปยังจีนได้ภายใน 120 ชั่วโมง และส่งต่อจนถึงมือลูกค้าทั่วประเทศจีนได้ภายใน 24 ชั่วโมง วันหน้าเราไปถึงประเทศอื่นด้วย

ทั้งนี้ พี่น้องเกษตรกรของไทย ก็สามารถเข้ามาอยู่ใน “ห่วงโซ่” ดังกล่าวได้ แต่ต้องจดทะเบียน เป็น “นิติบุคคล” ในรูปการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทก็ได้ ก็จะเป็นการยืนยันการมีตัวตน และต้องมีแบรนด์เป็นของตัวเอง สามารถตรวจสอบที่มาได้ตลอดเวลา นอกจากนั้นให้สมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์ thaitrade.com ของกระทรวงพาณิชย์ แล้วกระทรวงฯ จะประสานงานกับอาลีบาบา เพื่อมาคัดเลือกสินค้าไปจำหน่ายต่อไป เขาไม่ได้มาซื้อเรา เขาจะคัดเลือกว่าอันไหนจะขายเขาได้บ้าง ปัจจุบันมีเกษตรกรทุเรียน สามารถผ่านการคัดเลือกแล้วกว่า 100 ราย ในอนาคตรัฐบาลมีแนวคิดในการผลักดันการส่งออกข้าวไทยและผลิตผลทางการเกษตรของไทย เข้าสู่วงจรดังกล่าว เรามีอีกหลายอย่าง ลำไย ลิ้นจี่ ส้ม มะม่วง อะไรทำนองนี้ โดยจะต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึกในเรื่องตลาดผู้บริโภคที่อาลีบาบามีความเชี่ยวชาญอีกด้วย

4. โครงการความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวดิจิทัลและผู้ประกอบการการท่องเที่ยวรายย่อยในไทย โดยบริษัทลูกของอาลีบาบาจะร่วมมือกับภาครัฐ ในการใช้ประสบการณ์และเทคโนโลยีจัดทำแพลตฟอร์มหรือ “เครื่องมือ” เพื่อประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกให้กับสถานที่และกิจกรรมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวทั่วไทย (Thailand Tourism Platform) เช่น คู่มือไกด์ออนไลน์ ระบบจำหน่ายตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งจะช่วยผลักดันการยกระดับการท่องเที่ยว ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เริ่มตั้งแต่กระบวนการทางวีซ่า บริการหลังเดินทางแบบดิจิทัล ด้วยการคืนเงินภาษีนักท่องเที่ยวผ่านระบบ Alipay ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพจากจีน และช่วยเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวของไทยได้มากขึ้นนะครับ ไม่ต้องไปกลัว หลายคนไปกลัวว่าจะเป็นทัวร์ศูนย์เหรียญ คนละเรื่องกันทั้งหมด อย่าบิดเบือนกัน

พี่น้องประชาชน ครับ
ความร่วมมือเหล่านี้ ถือเป็นหนึ่งในแนวทางหลากหลาย เพื่อการพัฒนาและยกระดับศักยภาพของประเทศ ให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น โดยจะเป็นการเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนในภูมิภาคแถบนี้ ให้สะดวก มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มการเข้าถึงตลาดให้กับเกษตรกรและธุรกิจของประเทศ ในปีที่ผ่านมานั้น อาลีบาบาได้เข้าร่วมกับประเทศมาเลเซีย ขออนุญาตเอ่ยนาม ก็เป็นหนึ่งในเพื่อนบ้านของเราไปแล้ว ในการสร้างศูนย์กลางการขนส่งสินค้าในภูมิภาค ต่อไปก็จะสามารถเชื่อมต่อกับไทยได้ และรองรับการค้าและการลงทุนที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตอีกด้วย สำหรับครั้งนี้ อาลีบาบามีแผนการลงทุนสร้างศูนย์กระจายสินค้า มูลค่า 11,000 ล้านบาท เพื่อจะเป็นเป็นศูนย์กระจายสินค้า ไปยังผู้สั่งสินค้าในภูมิภาคนี้อย่างประเทศ CLMV โดยสินค้าจะถูกส่งมารวบรวมที่ศูนย์นะครับ แล้วกระจายที่นี่ โดยจะดำเนินการภายใต้เขตปลอดอากรของกรมศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร ฉบับปัจจุบัน ที่มีการกำหนดเรื่องเขตการค้าเสรี (free trade zone) ชัดเจนอยู่แล้ว ไว้ก่อนหน้านี้แบ่งเป็น 2 กรณี คือ (1) หากผู้ประกอบการนำสินค้าที่เป็นวัตถุดิบเข้ามาในพื้นที่เขตปลอดอากร เพื่อการผลิต ผสม ประกอบ หรือนำสินค้ามาพักไว้เพื่อ “ส่งออก” ก็ไม่ต้องเสียภาษี และไม่ต้องขออนุญาตหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันนี้เป็นเรื่องที่มีกฎหมายอยู่แล้ว (2) หากเป็นการนำเข้ามาเพื่อ “ขายในประเทศ” ก็ต้องมีการเสียภาษีตามพิกัดที่กำหนดไว้ตามปกติ

ทั้งนี้สิ่งหนึ่งที่เราเห็นคือ ศักยภาพของตลาดผู้บริโภคของจีนในอนาคตอันใกล้ ประเทศจีนจะเปิดเสรีในเรื่องการค้าขายกับประเทศต่าง ๆ มากขึ้น ตามที่ผมได้กล่าวมาแล้ว  อีกทั้ง เศรษฐกิจจีน และรายได้ของผู้บริโภคเหล่านั้น คาดว่าจะยังเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้มีความต้องการสินค้าและบริการของจีน “เพิ่มขึ้น” ตามไปด้วย การที่เรามีช่องทางแบบนี้ ในการเข้าสู่ตลาด มีสินค้าและบริการมากขึ้น หรือเป็นศูนย์กลางให้กับการค้าขายในภูมิภาคนี้ ก็จะเป็นการเตรียมความพร้อม สำหรับรองรับผลประโยชน์และการพัฒนาศักยภาพของธุรกิจและ SMEs ของไทย ในระยะต่อไปอีกด้วย พี่น้องในภาคเกษตร ก็มีโอกาสที่จะได้รับรายได้เพิ่มขึ้น เพราะเราเป็นผู้กำหนดราคาเอง อาจจะต้องผ่านการตรวจสอบ ว่ามีคุณภาพหรือไม่ ทุเรียนอ่อน หรือทุเรียนไม่มีคุณภาพหรือเปล่า ถ้าอย่างนั้น เขาก็ไม่เอาไปขาย คนซื้อเขาเห็นแล้วเขาก็ไม่ซื้อ ไม่ได้ไปบังคับใคร จะต้องเข้าไป ALIPAY หรือเข้าไปใช้ อาลีบาบา ทั้งหมด ตัวเองต้องพร้อมด้วย ถ้ายังไม่พร้อมก็เข้าตลาดของเราไปก่อน เมื่อสักครู่ก็บอกไปแล้ว ของไทยก็มีอยู่ 2-3 อัน ทั้งนี้ เพื่อจะเกิดความเชื่อมโยงระหว่างตลาด ไปด้วยกันทั้งหมด

ผมคาดหวังว่าผู้ประกอบการ รวมไปถึงเกษตรกร จะสามารถใช้ประโยชน์จากความร่วมมือนี้ ในการพัฒนาศักยภาพการผลิต หรือปรับตัว ปรับวิธีการทำธุรกิจและกระบวนการผลิต ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี อย่างรู้เท่าทัน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ก็ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ต่อการค้าขายในภูมิภาคเท่านั้น แต่จะช่วยยกระดับสินค้าไทย หรือผู้ประกอบการไทย ในเวทีการค้าโลกไปพร้อมกันด้วย ส่วนใหญ่เราจะรู้แต่การผลิต ไม่ค่อยรู้ในเรื่องของการค้า เพราะฉะนั้น เกษตรกร หรือ SMEs เราก็จะได้รู้ระบบการค้าที่เป็นสากลด้วย โดยการค้าออนไลน์ แล้วก็มีกฎหมายที่รองรับไว้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นภาครัฐก็จะเป็น “พี่เลี้ยง” โดยดึงกลไก “ประชารัฐ” ในกิจกรรมต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วม ช่วยเหลือกัน ในลักษณะ “พี่ช่วยน้อง เพื่อนช่วยเพื่อน” เราจะต้องเข้มแข็งไปด้วยกัน อย่าเอาเปรียบกัน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่หลอกลวงกัน เอาเปรียบเพื่อน เอาเปรียบคนอื่น ไม่ดีทั้งสิ้น

ผมรับทราบว่ามีหลายฝ่ายที่อาจจะออกมาแสดงความคิดเห็น ซึ่งจะเป็นทางเลือกหนึ่งของเรา ของภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ที่เราจะขยายความร่วมมือออกไปสู่พันธมิตรรายอื่นที่มีการสร้างแพลตฟอร์มลักษณะเช่นนี้ด้วย อาลีบาบา นั้นก็เป็นเจ้าใหญ่ในจีนเจ้าหนึ่ง แต่ถ้าในภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก ก็มีรายอื่นที่มีความเข้มแข็ง และการเจรจาลงตัว รัฐบาลก็พร้อมที่จะร่วมมือกับเจ้าอื่น ๆ ด้วยในอนาคต ขณะเดียวกันของเราก็ต้องเข้มแข็งไปด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีทางเลือกและให้เกิดการแข่งขันตามกลไก “ตลาดการค้าเสรี” ซึ่งเป็นทิศทางการพัฒนาของโลก

ผมขอเน้นย้ำว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้ เป็นสิ่งที่ภาครัฐดำเนินการ เพื่อให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ในการทำธุรกิจของพี่น้องผู้ประกอบการ ทั้งด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเท่านั้น ไม่ได้เป็นการบังคับว่าจะต้องมาทำผ่านช่องทางนี้เท่านั้น หรือให้สิทธิผูกขาดในการทำธุรกิจการค้าอย่างที่หลายฝ่ายมีความกังวลกัน เพราะเป็นการนำสินค้าเข้าไปขายในระบบออนไลน์ ที่มีการสั่งซื้อโดยตรงจากผู้บริโภค กับผู้ผลิต และเกษตรกรที่ต้องได้รับการรับรอง จดทะเบียน ตรวจ สอบคุณภาพก่อน จึงจะนำไปขายได้ อีกประการหนึ่งคือการค้าขายระหว่างประเทศในช่องทางเดิมอื่น ๆ ในปัจจุบัน ก็มีอยู่แล้ว อย่างพ่อค้าคนกลางบ้าง สมาคมส่งออกบ้าง ส่งออกอิสระบ้าง อะไรทำนองนี้ การค้าออนไลน์ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราทำมาอยู่แล้วนะครับ ในแพลตฟอร์มของประเทศไทย ซึ่งก็ยังสามารถดำเนินไปตามเดิม แต่เราเอาเขามาช่วย เราจะพัฒนาแพลทฟอร์มของเราให้กว้างขวาง สะดวกขึ้นได้อย่างไร เหมือนที่เขาทำมา เราต้องอาศัยประสบการณ์ของเขา ของเพื่อนด้วย เราต้องรู้จักไว้ใจซึ่งกันและกัน คนไทยก็ต้องไว้ใจรัฐบาลบ้างในตรงนี้ เราพยายามทำให้ดีที่สุดซึ่งถ้าเราสามารถนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ ก็ยิ่งจะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเรายังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐที่เกี่ยวข้องเช่นเดิม ส่วนในความร่วมมือครั้งนี้ บริษัทอาลีบาบา จะได้รับประโยชน์จากการใช้บริการของลูกค้าภายใต้ระบบภาษีที่กำหนดไว้ตามกฎหมายของเรา เช่นเดียวกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอื่น ๆ โดยบริษัทอาลีบาบานั้น จะเข้ามาช่วยพัฒนาระบบของเราให้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น และถือว่าเป็นระบบที่มีผู้รู้จักอยู่ทั่วโลกแล้ว

ผมอยากให้ผู้ที่ยังมีความกังขาในเรื่องนี้ ได้เปิดใจรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายให้ครบถ้วน และกรุณาชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียก่อนจะตัดสินใจ เมื่อปีก่อนนั้น อาลีบาบา มาจับมือกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำไมเราไม่ทำบ้าง เราเสียโอกาสดี ๆ ไปหรือไม่ ในการที่จะขยายศักยภาพของประเทศ ในการที่เป็นศูนย์กลางการค้าขายในภูมิภาคไป แต่พอเราจะทำขึ้นได้ในวันนี้ ก็มีข้อทักท้วงมาอีกแล้ว มีความห่วงกังวลอีก ทุกอย่างก็เป็นอย่างนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะรับความเสี่ยงเหล่านี้ได้อย่างไร มีความจริงใจต่อกันได้อย่างไรในคนที่จะมาลงทุน หรือจะมาร่วมมือกับเรา

ผมในฐานะเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ก็ให้ความเชื่อมั่น ผมก็พยายามทำอย่างเต็มที่ในการที่จะขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาประเทศ สนับสนุนการค้าเสรี เพิ่มทางเลือก เพิ่มรายได้ กระจายรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้กับธุรกิจรายย่อย แล้วก็จะเกิดแรงผลักดันให้มีการปรับตัวของผู้ประกอบการในประเทศ วันหน้าเราต้องรองรับตลาดที่ใหญ่ขึ้น และการแข่งขันจากต่างประเทศมากยิ่งขึ้น เรายิ่งช้าเราก็ยิ่งเสียเปรียบ เสียโอกาส เสียเวลา เพราะฉะนั้นประโยชน์ที่ประเทศและประชาชนไทยจะได้รับนั้น ขึ้นอยู่กับพวกเราด้วย ช่วยกันปรับตัว อย่าบอกว่าพอเขาเข้ามาแล้วบริการอย่างนี้เราจะเสียหาย ของเราต้องปรับตัวด้วย แล้วเราก็ปรับไปด้วยกัน คู่ขนานกันไป ของเขา ของเรา ถ้าใครไม่ยอมปรับตัวเลย วันหน้าก็ตกขบวนอยู่แล้ว ก็อยากให้ทุกคนได้พยายามปรับวิสัยทัศน์ แล้วจะมองเห็นทิศทางการพัฒนา ในโลกยุคปัจจุบันที่จะช่วยให้ประเทศเราหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้ และข้อสำคัญได้ดูแลเกษตรกรที่ปลูกพืช ทำการเกษตรด้วย

พี่น้องประชาชนคนไทย ที่รักครับ

การ “คิดแบบราชการ” นั้น ก็จริง แต่หลายคนก็นำไปใช้เหมือนเป็นคำ “ตลกร้าย”  คิดแบบทหาร คิดแบบราชการ สะท้อนให้เห็นถึงความยุ่งยาก สลับซับซ้อน สายงานยาว กินเวลา แต่คือระบบที่เราพยายามจะปลดพันธะเหล่านี้ให้สั้นลง ให้ง่ายขึ้น ซึ่งผมหมายถึงการ “ปฏิรูประบบราชการ” การรวมศูนย์ต้องลดลง เราจะมีนโยบาย มีขับเคลื่อน แล้วหน่วยปฏิบัติให้ชัดเจนขึ้น เพราะรัฐต้องทำหน้าที่ให้บริการประชาชน และมีกลไกในการขับเคลื่อนประเทศ แล้วจะมีการออกกฎ กติกา  วางยุทธศาสตร์ และสร้างสภาพแวดล้อมให้เกิดการลงทุน อย่างโปร่งใส ยุติธรรม เพื่อให้ประชาชน “ทุกภาคส่วน” ได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างทั่วถึง หลายทศวรรษที่ผ่านมา เรามีการขยายโครงสร้างรัฐไป “3 เท่าตัว” ทั้งหน่วยงาน ทั้งคนอะไรต่าง ๆ เพราะความไม่พร้อม ของภาคอื่น ๆ ก็จะต้องไปด้วยกัน พัฒนาไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน ภาคเอกชน ธุรกิจ รัฐบาล ข้าราชการ ต้องไปด้วยกันทั้งหมด ไม่อย่างนั้นต่างคนต่างทำกันเอง ช่วยกันเอง รัฐบาลไม่ดูแล ก็เลยรัฐบาลก็ต้องทำไปตลอด ทั้งหมด แล้วเราจะต้องเพิ่มคน เพิ่มหน่วยงานอีกเท่าไร เพราะฉะนั้นเราจะต้องมาคิดดูตรงนี้ว่า เราจะปรับในเรื่องของโครงสร้างของภาครัฐอย่างไร ไม่ให้มากไปกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สวนทิศทางของโลก ที่ต้องการให้เกิดการปฏิรูปและส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน หลายคนก็บอกเราไม่ปรับ พยายามปรับเต็มที่

วันนี้ก็ให้รัฐบาล ข้าราชการทำงานให้หนักขึ้น คิด มีวิสัยทัศน์ แต่กลไกอย่างไรก็ต้องพึ่งพารัฐอยู่ในขณะนี้ เพราะยังไม่พร้อม เราต้องสร้างคนอีกระยะหนึ่ง สร้างคน สร้างระบบ สร้างความรู้ ความชำนาญ ความคุ้นเคย หลายคนก็ไม่อยากจะเปลี่ยนแปลง อันนี้เป็นสิ่งที่เราเจอปัญหามา เพราะฉะนั้นการที่จะส่งเสริมบทบาทของภาคประชาชนให้มากยิ่งขึ้นนั้น ผมคิดว่ามีความจำเป็น ในการจะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ในส่วนของการลดหน่วยงานราชการนั้น เราก็ต้องลดมาจากกฎหมาย จากข้อบังคับ อาทิ ใบอนุญาตต่าง ๆ จะลดลงได้อย่างไร การใช้เอกสารจะลดลงได้หรือไม่ รูปแบบการให้บริการจะรวดเร็วขึ้นได้อย่างไร “ง่าย สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้”  อันนี้จะช่วยให้มีน้ำหนัก ช่วยให้การตัดสินใจของนักลงทุน ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ให้มากยิ่งขึ้น อันนี้ก็ต้องขอความร่วมมือจากภาคเอกชนของเราด้วยอย่ามองว่าเราดูแลแต่คนต่างประเทศ ผมก็ดูแลท่านไปด้วย ท่านก็ต้องกล้าตัดสินใจ ผมไม่ได้มุ่งหวังว่าจะให้ต่างชาติมาทำทั้งหมด หลายอย่างก็เป็นโครงการที่ “บิด” อินเตอร์บิดดิ้ง  เพราะฉะนั้นทั้งไทย ทั้งต่างประเทศก็สามารถจะแข่งขันกันได้ ก็ขอให้ทุกคนได้มั่นใจ แล้วก็กล้าลงทุน เอาเงินจากต่างประเทศมาลงทุนในบ้านเรา หรือเงินทุนในบ้านเรา ลงทุนในบ้านเราเอง เป็นการพัฒนาประเทศไปด้วยพร้อม ๆ กัน

ทั้งนี้ การปรับกระบวนการทำงานเหล่านั้น ถ้าลดคน ก็ต้องไปปรับเรื่องดิจิตอล เข้ามาเสริมตามนโยบาย “ประเทศไทย 4.0” ผมยกตัวอย่าง “อย. 4.0”  วันนี้เราเรียก อย. 4.0 ขององค์การอาหารและยา ที่เราสามารถส่งเสริมการสร้าง “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ด้วยนวัตกรรมของเราเอง เช่น ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ให้ได้มาตรฐานและปลอดภัย พี่น้องประชาชนอาจไม่เคยรู้ว่า ที่ผ่าน ๆ มา มีปริมาณคำขอขึ้นทะเบียน อย. ที่ค้างการพิจารณา ณ ธันวาคม 2559 เกือบ 10,000 คำขอ ก่อนหน้านั้นมากกว่านั้น 2557 ทั้งเรื่องยา เรื่องอาหาร วัตถุเสพติด วัตถุอันตราย เครื่องมือแพทย์ ทำให้ประเทศชาติต้องสูญเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาล และในทางสังคมที่พี่น้องประชาชน เสียโอกาสในการเข้าถึงยา  อาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่มีคุณภาพ ที่มีราคาถูกกว่าการนำเข้า ติดขัดด้วยข้อกฎหมายทั้งหมด ที่ล้าสมัย ไม่ทันสมัย เราเกิดความเสียหายอย่างไม่สามารถประเมินค่าได้ แต่เราพยายามปรับตัวมาตลอด ก็ทยอยดำเนินการไปอย่างเร่งด่วน

อย.ในยุค “ไทยแลนด์ 4.0” นั้น เราสามารถแก้ไขข้อขัดข้องในการดำเนินงาน เพื่อพิจารณาคำขอให้รวดเร็วยิ่งขึ้น สามารถลดระยะเวลาดำเนินการสั้นลงและมีความรวดเร็วมากขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 20  ทำมาหลายปี ยังลดได้แค่ร้อยละ 20 ต้องพัฒนาต่อไปจากนี้อีก เพื่อจะเพิ่มความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจาก 35 วันทำการ ให้เหลือ 28 วันทำการ การขึ้นทะเบียนตำรับยาใหม่จาก 280 วันทำการ เหลือ 220 วันทำการ นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาในด้านอื่นอีก อาทิ ขยายศูนย์บริการผลิตภัณฑ์สุขภาพให้เบ็ดเสร็จ พร้อมจัดทำระบบชำระค่าใช้จ่ายผ่านธนาคาร ที่เรียกว่า (e-Payment) และจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาผลิตภัณฑ์สุขภาพ เป็นต้น  ทำให้สามารถ “เคลียร์” คำขอคงค้างทั้งหมดได้แล้วเสร็จ เมื่อมีนาคม 2561 ที่ผ่านมาและสามารถดำเนินการอนุมัติคำขอที่มาใหม่ให้แล้วเสร็จตามที่กำหนดไว้ในคู่มือประชาชนอีกด้วย ซึ่งเราจะพยายามทำให้ไม่มีการตกค้างอีกต่อไป ที่กล่าวมานี้นั้น เป็นอีก “หนึ่งตัวอย่าง” ของการปฏิรูปที่เกิดขึ้นแล้วในรัฐบาลนี้ ทั้งนี้การปฏิรูปได้ “ทำได้ ก็ทำทันที” ส่วนอะไรที่ต้องใช้เวลา ต้องมีการบูรณาการกันหลายหน่วยงาน ก็ขอให้พี่น้องประชาชนได้ติดตาม และอดใจรอด้วย

พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ
เรื่องการปฏิรูป ผมขอทำความเข้าใจกับผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่า อะไรคือการปฏิรูป เข้าใจตรงกันหรือไม่  “การปฏิรูป” คือการแก้ไขสิ่งที่ไม่ดีให้ดีขึ้น สิ่งที่บกพร่องอยู่ หรือจะทำสิ่งใหม่ ๆ อันจะทำให้เกิดประโยชน์ในระยะยาว ไม่ว่ากับประชาชนหรือประเทศชาติ เพื่อให้เกิดการพัฒนา  มีรายได้กับประชาชน ประเทศชาติก็มีรายได้ที่เพียงพอต่อการพัฒนาเพื่ออนาคตด้วย รวมความไปถึง ในเรื่องของการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ย้อนกลับไปดูว่า ก่อนหน้านั้นเป็นยังไง ก็ไม่อยากให้กลับไปที่เดิมอีก นี่คือปฏิรูปเหมือนกัน  การอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ การสร้างงาน สร้างอาชีพใหม่ ๆ สร้างรายได้  การเปิดโอกาสให้ “ทุกคน” เข้ามามีส่วนร่วม การลงทุนภาครัฐ ภาคเอกชนนะครับ การลงทุนร่วม PPP การเปิดประมูลระบบการประมูลใหม่ เรามีช่องทางที่เปิดกว้างสร้างความเข้มแข็ง ตรวจสอบความทุจริตได้ แล้วเราก็ต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดความเหลื่อมล้ำในภาคประชาชน เพื่อกระจายรายได้ให้เหมาะสมอย่างทั่วถึง ทุกพื้นที่ ชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด กลุ่มจังหวัด ภาคและประเทศ เราต้องคิดแบบนี้ถึงจะทั่วถึง ถ้าคิดเฉพาะฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ก็เหมือนเดิม ไปไม่ได้ เราจะต้องปรับปรุงระบบเศรษฐกิจ การทำธุรกิจ ให้มีการสร้างธุรกิจ “ขนาดใหญ่” เชื่อมโยงไปสู่ SME + Startup + OTOP มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งด้านการขนส่งทุกระบบ โลจิสติกส์ด้วย และเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เรียกว่า เน็ตประชารัฐ  อย่างเช่น การกำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) กับอีก 10 เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ตอนนี้ก็ทยอยดำเนินการ ก็เกิดขึ้น ตามลำดับไป จะต้องสอดรับกับแผนการพัฒนาของภูมิภาค และเชื่อมโยงกับนานาอารยประเทศ

เรื่องการรักษาทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เราจะต้องมีแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน   การจัดสรรที่ดินทำกิน ด้วยวิธีที่ถูกต้อง ไม่ใช่แจกแล้วเอาไปขายอีก ทำนองนี้ ต้องทำกินอย่างเดียว แล้วก็วันหน้าเราไม่มีป่า ไม่มีที่ดินจะเหลืออีกแล้ว ที่จะให้กับคนรุ่นหลัง ๆ เพราะฉะนั้นต้องไปดูว่าอาชีพการเกษตรมันควรจะ แค่ไหนอย่างไร จะสอดคล้องกับน้ำเท่าไหร่ที่เรามีอยู่ กับดินที่มีคุณภาพตรงไหน ไม่อย่างนั้นก็สับสนอลหม่านไปหมด และทุกคนก็ไม่เพียงพอ   เพราะฉะนั้นหน้าที่ของรัฐบาลก็ทำตรงนี้ เราพยายามเต็มที่ ก็ยังได้ผลไม่เท่าที่ควร ไม่ใช่เพราะเราไม่ทำ ติดปัญหาเก่าเยอะแยะ เพราะฉะนั้นเราก็กำลังทำอยู่ การจัดหาที่ทำกินให้กับราษฎรผู้ยากไร้และเกษตรกร เพื่อจะได้ทำมาหากินโดยสุจริต ไม่ผิดกฎหมาย ยืนบนลำแข้งของตัวเอง

เรื่องการบริหารจัดการน้ำ มีทั้งทำได้ทันที ทำระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต้องเร่งดำเนินการ ตรงไหนทำได้ก็ต้องเร่งทำให้เร็ว แก้ปัญหาทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง เรื่องกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้อุปโภคบริโภค วันนี้เป็นปัญหาสำคัญของเราและของภูมิภาคของโลกใบนี้ด้วย เนื่องจากสภาวะลมฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงไป ในเรื่องของการปรับปรุง รักษา ฟื้นฟูคุณภาพดิน ก็ต้องช่วยกันทำ การใช้ปุ๋ย สารเคมี  เราก็มีนโยบาย มีการดำเนินการไปมากแล้ว แต่ก็ยังได้รับความร่วมมือค่อนข้างน้อย ในเรื่องของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์  หลายคนเอาสะดวก หลายคนไม่มีแรงงาน แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป ก็ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เราอาจจะต้องเหนื่อยกันบ้างในขณะนี้  อย่าหาว่าเราไปรังแกไปแกล้งประชาชน อย่างที่หลายคนเขาเอามาบิดเบือนอยู่ในขณะนี้ เราต้องการให้มีระเบียบในการทำงาน ก็จะง่ายขึ้นในการที่จะส่งเสริม สนับสนุน ในทุกเรื่องจากรัฐบาลได้  การจัดระเบียบการปลูกพืชก็สำคัญ ต้องตรงกับความต้องการของตลาด ผมขอย้ำ คำว่า “ตลาดนำการผลิต” เหมือนกับ การค้าขายออนไลน์ ก็เหมือนกัน ถ้าท่านขายมาก ๆ ก็มีคนซื้อ ต้องดูปริมาณการที่จะสั่งซื้อเข้ามา แล้วท่านจะผลิตสินค้าประเภทนั้นประเภทนี้เท่าไหร่ ก็กรุณาไปดูด้วย เราจะได้ไม่เสียเปรียบเขา   หรือจะได้ไม่ตกตลาดเขาไป  ไม่มีคนซื้อ เราก็ต้องไปขายทางอื่นอย่างเดียว ก็เหนื่อย ก็ต้องทำทุกอย่างยังไง

เพราะฉะนั้นในเรื่องตลาดนำการผลิตเป็นสิ่งสำคัญ เราต้องมีการแสวงหาช่องทางส่งออกสินค้าเพิ่มเติมจากปรกติ เช่น อาลีบาบา ที่รัฐบาลนี้ดำเนินการร่วมอยู่  แล้วก็ทางแพลทฟอร์มของรัฐบาลเอง รวมทั้งการปรับพฤติกรรมการผลิต เช่น ปลูกพืชเชิงผสม ไม่ใช่พืชเชิงเดี่ยวอย่างเดียว มีปัญหา ราคาตกต่ำง่าย การทำเกษตรแปลงใหญ่ ทำเกษตรอินทรีย์ การแก้ปัญหาราคาสินค้าตกต่ำ การปลูกข้าวที่มีคุณภาพ หลายอย่าง หลายกิจกรรม ใน 11 + 2 วาระการปฏิรูปได้กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญ 2 อัน คือเรื่องตำรวจและการศึกษา ใน 11 คือปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน

ที่สำคัญคือการปฏิรูปนั้นเป็นกิจกรรมที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ทำอยู่ตลอดเวลา และมีมากมายที่เราทำไปแล้ว และกำลังทำอยู่ เราต้องทำ “คู่ขนาน” กัน พร้อมกันในทุกมิติ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ในส่วนยั่งยืนนั้น เราก็ต้องทำต่อเนื่อง ตามยุทธศาสตร์ชาติ ที่เราวางไว้ 20 ปี เพื่อให้การปฏิรูปมีความต่อเนื่อง เกิดความยั่งยืน แต่ระหว่างนั้นเราสามารถปรับเปลี่ยนได้ อย่าไปฟังใครว่าปรับไม่ได้ ไปล็อคอนาคต ต้องการจะสืบทอดอำนาจ ไม่ใช่เลย สืบทอดสิ่งที่เราทำนี่ ทำต่อไปให้ได้หลายอย่าง  ที่ผ่านมานั้น ทำแล้วก็เลิก ทำแล้วก็ไม่ทำต่อ ไม่ทราบว่าใช้หลักการอะไรมาทำ ก็เลยเป็นอย่างนี้ แล้วพอถึงเวลาที่จะทำใหม่ ก็ช้าเสียเวลา ถ้าเราทำไปตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ก็จะสอดคล้องกับสถานการณ์ในอนาคตไปด้วย ในเรื่องของการลดความเสี่ยง ที่เราจะแก้ไขได้ เปลี่ยนแปลงได้

มีทั้ง“แผนปฏิบัติการ” ที่จะต้องมีความยืดหยุ่น แต่ต้องมี “แผนแม่บท” หลักว่าเราจะต้องทำอะไรบ้างยังไง ทั้งตามความต้องการของแม่บทหลัก และของประชาชน ในแต่ละพื้นที่  ซึ่งไม่เหมือนกัน เราจะทำแผนแม่บทนี้อย่างไร  แล้วก็เดินตามแผนแม่บทเหล่านี้ เพราะเป็นความต้องการของประชาชนที่แท้จริง เพื่อจะไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ทั้งประเทศชาติและประชาชนทุกภาคต้องเจริญเติบโตไปพร้อม ๆ กันตามสภาพที่มีอยู่ประชาชนมีความสุข

เรื่องนี้เราต้องขอความร่วมมือจากทั้ง “ฝ่ายรัฐบาล” และ “ฝ่ายค้าน” ในอนาคตไว้ด้วย ก็อยากให้ดูอย่างต่างประเทศอื่น ๆ ที่เขาสำเร็จไปแล้ว ที่เขาเจริญไปแล้วมาก ๆ อะไรที่เป็นประโยชน์กับชาติบ้านเมืองและประชาชน เขาก็จะร่วมมือกัน ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ทำให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนบรรลุผลสำเร็จ ไม่ใช่อะไรที่ฝ่ายรัฐบาลคิด ฝ่ายค้านก็จะต้องค้านทุกเรื่องเพราะเกรงว่าตนจะเสียคะแนนความนิยมอะไรทำนองนี้ คือต่างฝ่ายต่างถือคะแนนนิยมเป็นหลัก บ้านเมืองก็ไปไม่ได้เพราะไป ๆ หยุด ๆ เดิน ๆ แล้วถอยหลังทำนองนี้  พอเปลี่ยนรัฐบาลก็เริ่มต้นใหม่อีก สรุปว่าไม่เสร็จทั้งเก่าทั้งใหม่ วันนี้เราก็ควรต้องวางไว้เป็นระยะ ๆ สุดแล้วแต่ท่านจะทำได้อย่างไร เราจะต้องไม่ปล่อยให้เกิดขึ้นอีกในการเมือง หรือรัฐบาลต่อ ๆ ไปด้วย

หากเราพิจารณาให้ถ่องแท้แล้ว จะเห็นได้สิ่งที่ผมพูดมาไม่ใช่เป็นเพียงแต่ผมอยากจะพูด เป็น “ลมปาก” ของผม แค่ผมพูดแล้วผมก็ทำด้วย คิดแล้วก็ทำ  คิด พูด ทำ อะไร “ทำได้ ทำทันที” อันไหนที่ใช้เวลา ผมก็อยากจะพูดให้ทุกคนเข้าใจว่า ต้องอดทนรอผล หลายคนก็ไม่เข้าใจ กลายเป็นว่าทำให้เศรษฐกิจแย่ลง หรือไม่มีงานทำ หรือไปรังแกคนจนทำนองนี้ บางทีก็พูดเพื่อหวังผลทางการเมือง วันหน้าเขาก็ต้องการจะเข้ามาทำแบบเดิมหรือไม่ ผมไม่แน่ใจ หลายอย่างที่ผมทำวันนี้ก็จะเกิดผลในรัฐบาลหน้า ก็เป็นรัฐบาลเลือกตั้งของท่าน เป็นของนักการเมืองอยู่แล้ว ที่จะเข้ามาอย่างถูกต้อง รัฐบาลต่อ ๆ ไปถ้าเราเข้าใจกัน แล้วสานต่อไปก็จะดีขึ้นดีกว่าเดิม

ยิ่งกว่าคือการทำทุกคนอาจจะไม่ได้สนใจตรงนี้ว่า ยากง่ายเพียงใด “การทำยากกว่าการคิด”  หลายท่านก็คิดกับพูด แต่ไม่เคยทำงาน ก็มีแต่หลักการ  อีกพวกก็อาจจะไม่เก่ง ไม่ใช่นักวิชาการ แต่ทำงานเป็น และทำสำเร็จ  ทำไมเราไม่เอาคน 2 กลุ่มมาทำงานกันให้ได้  คนหนึ่งคิด วางแผน พูด และอีกคน ปฏิบัติเป็น ก็นำไปสู่การปฏิบัติ ถ้าร่วมมือกันอย่างนี้มันก็ไปกันได้ ถ้าต่างฝ่ายต่างว่ากันไป ว่ากันมา โทษกันก็มีปัญหาหมด  ติคนง่าย แต่ทำยาก ผมไม่อยากให้เป็นปัญหาของการทำงาน แต่ปัญหาของเราวันนี้ที่เราเจอมา ผมจำเป็นต้องพูด อาจจะเกิดจากความเคยชิน กับความไร้ระเบียบ การไม่ต้องเคารพกฎหมาย  มีการปล่อยปละ ละเลย  สะสมมานาน ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลนี้อีกเช่นกัน ที่ต้องแก้ไขในสิ่งดังกล่าวให้ได้ แล้วเราจะทำให้ดีที่สุด หลายอย่างทำไปแล้วก็รักษาไม่ได้ เพราะประชาชนก็ลืมอีก ลืมง่าย แล้วก็กลับมาทำแบบเก่า ทำแบบเดิมอีก แล้วจะให้ผมทำยังไง เพราะฉะนั้นปัญหาที่ “ทับซ้อน” คือการสร้างความเข้าใจ ในบรรยากาศของความพยายามบิดเบือน “ชักใบให้เรือเสียบ้าง... มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำบ้าง” บางคนยอมเป็น “เด็กเลี้ยงแกะ” พูดจาไร้เหตุผล ปราศจากหลักฐาน

เรื่องที่มีการกล่าวว่ามีการใช้งบประมาณ ทุจริต ใช้วงเงินเป็นหมื่นล้านบาท ผมไม่ทราบเอามาจากไหนเหมือนกัน และเอามาได้อย่างไร ถ้าท่านรู้ท่านต้องบอกมาผมด้วย หรือท่านเคยทำผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน ขอให้ทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ก็ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน ต้องอาศัยเวลาและใช้ความพยายามที่มากขึ้น อีกประการที่เราต้องเข้าใจ คือ แทบทุกการปฏิรูป เราต้องอาศัยการออกกฎหมายใหม่ ยกเลิกกฎหมายเก่าที่ไม่ทันสมัย ก็ต้องใช้เวลาปรับปรุงให้เป็นสากล เพื่อจะอำนวยความสะดวกให้เกิดการปฏิรูป มีผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมได้ ก็ขอให้พี่น้องประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในช่องทางที่เหมาะสมด้วย กฎหมายไม่มีใครชอบ มันต้องมีคนได้และคนเสีย จะทำอย่างไรให้คนได้และคนเสียเกิดความเป็นธรรม วันหน้าจะได้ไปด้วยกัน

ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ ใช่อย่างที่มีนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ “บางคน” ออกมาพูดรึเปล่าผมไม่แน่ใจ พูดในเชิงขัดแย้ง กดดัน รัฐบาลและ คสช. พูดดักหน้า ดักหลังตลอดเวลา ตลอดระยะเวลา 4 ปีของผม ผมไม่อยากให้คนไทยทุกคน มองแต่ผลประโยชน์ที่รวดเร็วเช่นเดิม ได้มากเหมือนเดิมแต่ไม่ยั่งยืน ไม่ทั่วถึง ไม่เป็นธรรม ก็เหมือนอาจจะเป็นการกระทำที่เรียกว่า “ขุดบ่อล่อปลา” แล้วก็ให้ปลาทุกตัวว่ายมารวมกัน เสร็จแล้วก็ถูกวิดน้ำให้แห้ง เพราะมีการดูดซึม น้ำรั่วออกมาด้วยการทุจริตคอรัปชั่น ปลาในนั้นก็จะกลายเป็นเหยื่อ วันนี้ผมอยากจะบอกว่าประชาชนอย่ากลายเป็นปลาหรือเป็นเหยื่อ เพราะเราไปคาดหวัง ในแหล่งน้ำที่เขาวางแผนไว้ง่าย ๆ ล่อเข้าไป แทนที่จะรับประโยชน์ก็กลายเป็นเหยื่อไปซะเอง

สุดท้ายนี้
ผมอยากจะฝากให้ “ติดตาม” ว่าเหตุใดที่รายได้ประชาชนยังไม่ดีพอ ที่จะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างพอเพียง อันนี้ก็มีผลมาจากปัจจัยหลายประการด้วยกัน เราต้องไปดูว่าเชื่อมโยงกับ “ต้นตอ” กับปัญหาอย่างไร ความเป็นประชาธิปไตยของบ้านเรามีส่วนหรือไม่ เราทุกคนนั้นถ้าเราหวังให้ทุกอย่างดีขึ้น เราต้องให้ความสำคัญกับการเลือกตั้ง และเราทุกคนก็ควรต้องยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย เพื่อให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรม  ไม่มีการซื้อสิทธิ์ ขายเสียง หรืออาจจะไม่ต้องซื้อ เพราะเป็นเสียงที่ติดกับตัวบุคคลไปนานแล้ว แต่มีการอาจจะหาเสียง ให้ประโยชน์ล่วงหน้า ว่าจะสร้างหรือทำอะไรให้ ซึ่งทำไม่ได้ ในรัฐบาลต่อ ๆ ไป จะต้องทำในสิ่งที่อยู่ในแผน แต่ต้องทั่วถึงทุกพื้นที่

เรารู้อยู่แล้วว่าประชาชนต้องการอะไร เพราะข้าราชการก็มีข้อมูล การฟังเสียงประชาชนก็เป็นข้อมูลเสริมเข้ามา แล้วมาพิจารณาว่าเราจะทำอะไรกันต่อไป ไม่จำเป็นต้องให้ประชาชนมาร้องเรียนด้วยซ้ำไป เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ของข้าราชการ ต้องทำเพราะฉะนั้นเราต้องเลือกคนดีมีคุณธรรม เลือกพรรค เลือกคนด้วยนโยบายที่ชัดเจน

ใช้เหตุผลในการเลือก ไม่ใช่เลือกใครก็ได้มาเป็นรัฐบาล ด้วยความคุ้นเคย ด้วยความไม่รู้จักคนอื่น หรือด้วยผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่สนใจเบื้องหน้าเบื้องหลัง ทั้งนี้ อาจจะเพียงเพื่อตอบสนอง “ความคาดหวัง” ว่าจะมีรายได้ที่ดีขึ้น ด้วยการกระทำแบบเดิม ๆ ที่เคยทำได้เหมือนที่ผ่านมา รายได้ดีขึ้นเพราะไม่ต้องระมัดระวังอะไร เช่น จากการปล่อยปละละเลยของการให้มีการกระทำความผิดกฎหมาย  มีการทุจริต สังคมขาดความมีระเบียบวินัย  เศรษฐกิจบกพร่องนะครับ งบประมาณมีปัญหา ไร้ซึ่งระเบียบวินัยการเงินการคลังนะครับโดยไม่มีการวางรากฐานการพัฒนาประเทศ หรือมีการดำเนินการอย่างไม่มียุทธศาสตร์ ไม่มีความร่วมมือระหว่างกัน ไม่มีแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ที่เรียกว่าทำเป็นขั้นเป็นตอน 1-2-3 ไม่เคยพูดถึงการปฏิรูปในสิ่งที่จำเป็น ว่าจะทำอะไรก่อน อะไรหลัง ทุกคนต้องการหมดแต่ทำไม่เป็น จะเอาโน่นเอานี่กันทุกคน แล้วทำได้หรือไม่ รัฐบาลพยายามเลือกง่ายทำก่อน ยากน้อยหน่อยก็ระดับสอง ยากมาก ๆ ระดับสาม เพราะการปฏิรูปต้องทำ 2 ลักษณะด้วยกัน อันแรกคือ แต่ละหน่วยงานทำเอง อาจจะเป็นเรื่องงานตามฟังก์ชั่นของตัวเอง เขาต้องปฏิรูปของตัวเองจะทำอย่างไรให้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น อันที่สองคือการปฏิรูปในลักษณะที่เป็นการบูรณาการ หลายหน่วยงานจะต้องมาทำงานด้วยกัน มาทำแผนแม่บท มาทำแผนปฏิบัติการด้วยกัน ใช้งบประมาณด้วยกัน เช่นการบริหารจัดการน้ำ ทำนองนี้ หรือเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องอะไรอื่น ๆ ที่หลายกระทรวงต้องมาทำร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ก็เกิดขึ้นไม่ได้ บูรณาการอย่างที่ว่า ที่ผ่านมาทั้งหมด ทุกอย่างจะกลับมาที่เดิม

กรณีมีข่าวเรื่อง “การดูด ส.ส.” พรรคต่าง ๆ  ผมไม่ใช่นักการเมือง ผมทำงานทางการเมืองให้ตอนนี้ แต่ทุกคนทราบดีว่า การดูดมีเป็นมายาวนานแล้ว ไม่ใช่มาบอกแต่ คสช. ดูด ผมก็ยังอยู่ตรงนี้ ผมก็เป็นรัฐบาล ผมก็อยู่ตรงกลางตรงนี้ ที่ต้องอำนวยการให้เกิดการเลือกตั้งให้ได้ เป็นหน้าที่ของผมในขณะนี้ ฉะนั้นการดูดกันก็มีทุกพรรคการเมืองมายาวนานแล้ว เป็นครรลองของประชาธิปไตยของไทยตลอดมา หลายคนอาจจะอ้างว่าทำด้วยอุดมการณ์ ด้วยนโยบาย “เพื่อชาติและประชาชน”  คำว่า “ดูด ส.ส.” คงเป็นภาษาของสื่อฯ เป็นการตลาดนะครับ ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนควรใช้วิจารณญาณได้เองว่าอะไรคือการทำเพื่อส่วนรวม อะไรที่เป็นการทำเพื่อพวกพ้อง หากมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญเช่นเดียวกันแล้ว ก็น่าจะช่วยกันทำงานได้นะครับ เราไม่อาจมองข้ามกันได้ เราจะต้องทำให้นักการเมืองทุกคนที่เข้าสู่ระบบเลือกตั้ง ครั้งหน้าให้เป็นคนที่มีคุณธรรม จริยธรรม มีธรรมาภิบาล ไม่ว่าจะนักการเมืองเก่า นักการเมืองใหม่ หรือคนที่เคยทำผิดกฎหมาย มีคดี ไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม  หรือเป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง แตกแยกของคนในชาติ คนเหล่านี้ใครควรจะได้รับการเลือกตั้งหรือใครไม่ควรจะได้รับการเลือกตั้ง ก็เป็นเรื่องของประชาชนพิจารณา ผมไปชี้นำไม่ได้  ทั้งนี้ เพื่อที่จะนำพาประเทศของเราไปสู่ทางออกของปัญหาตามแนวทางสันติวิธี ไม่อยากให้ขัดแย้งกันอีก เพราะต้องแก้ไขด้วยกัน รัฐบาลหรือ คสช. จะไปสั่งให้เลิกทะเลาะกัน ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะอยู่ที่ใจของแต่ละคน เพราะฉะนั้นเราน่าที่จะปฏิรูปการเมืองทีละขั้นหรือไม่ วันนี้เราไปตั้งหลักกันที่การเลือกตั้งก่อน เพราะฉะนั้น วันนี้ผมก็สร้างสภาวะแวดล้อมเตรียมการทั้งหมดให้พร้อมที่จะไปสู่การเลือกตั้ง รักษาความสงบ เรียบร้อย ก็อย่าให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นมาระหว่างการเลือกตั้งอีกเลย

ถ้าเราเอาการเลือกตั้งมาเป็น “ตัวตั้ง” เราจะต้องหาวิธีว่าจะทำอย่างไร ที่จะทำให้ได้นักการเมืองที่มีคุณภาพ ปัจจุบัน จากความเคลื่อนไหวของนักการเมือง ที่ผมติดตาม ศึกษาอยู่ พรรคการเมือง มีอยู่ 3 ทางด้วยกัน ทางที่ 1 คือการเคลื่อนไหวของนักการเมืองใหม่ทั้งหมด ทางที่ 2  นักการเมืองเดิม อาจจะที่มีคุณภาพ หลายพรรคต่าง ๆ ก็มาช่วยกัน ทางที่ 3 คือนักการเมืองจากทุกพรรค ทุกกลุ่มเดิม ๆ ที่ไม่ได้แยกย้ายพรรคอะไร พวกนี้ก็จะเข้ามาเลือกตั้งเหมือนเดิม วิธีการเดิม ๆ อาจจะไม่เปลี่ยนแปลง วิธีการทำงานหรือไม่  ผมไม่แน่ใจ เพราะฉะนั้นหลายคนอย่างที่บอกไปแล้วว่า จำเป็นต้องสังกัดพรรคด้วยเหตุผล ความจำเป็น คือ เมื่อจะเข้ามาก็ต้องมีการสนับสนุนและอยากจะเข้ามามีส่วนร่วมในรัฐบาล แต่เพียงอย่างเดียว อันนี้คงไม่ดี วันนี้ต้องแก้ไขใหม่ ลองไปคิดดูสิว่าเราฝืนข้อเท็จจริงไม่ได้ เรามีนักการเมืองแบบไหนบ้างในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเก่า จะใหม่ จะดี ไม่ดี ก็มีอยู่เท่านี้ เราอาจจะต้องใช้วิธีผสมกันหรือไม่ 1 หรือ 2 เราต้องยอมรับความจริงตรงนี้ นักการเมืองใหม่เข้ามาน้อยมาก เราน่าจะอยากได้คณะรัฐมนตรีที่ควรมีนักการเมืองใหม่เข้ามาเติม มาเสริม แล้วมีนักการเมืองเก่าที่ดีๆ หวังดีกับประเทศชาติจริง ๆ เข้ามาทำงานด้วยความสมัครใจ ทำเพื่อชาติ เพื่อพี่น้องประชาชน มากกว่าทำเพื่อพรรคอย่างเดียว โดยเราทุกคน ประชาชนจะต้องศึกษานโยบาย ท่าที แนวโน้ม การให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองที่มีเจตนารมณ์ ยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูปอย่างแท้จริง ที่ต้องอาศัยเวลาในการปฏิรูป ระยะสั้น  กลาง ยาว ต่อไปเรื่อย ๆ ตามแผนแม่บท  แผนปฏิบัติการ ซึ่งต้องคำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณ และรายได้แผ่นดินด้วย ปัจจุบันนั้นเราก็ยังมีปัญหาอยู่พอสมควรในเรื่องการจัดหารายได้เพิ่มเติม ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนให้มากยิ่งขึ้น ในเรื่องการศึกษา สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน สังคมผู้สูงวัย  แรงงาน ซึ่งคงจะต้องทำเพิ่มเติม

เราอย่าไปหลงเชื่อว่าการเลือกตั้ง “อย่างเดียว” นั้นไม่ต้องคำนึงถึงบริบทต่าง ๆ  ทำเหมือนเดิม เลือกเหมือนเดิม ไม่เลือกก็ได้ เราจะไม่สามารถแก้ปัญหาในอดีตได้เลย เราไม่สามารถจะวางรากฐานการพัฒนาในอนาคตได้ ถ้าเราคิดแบบเดิม เราควรให้ความสำคัญในเรื่องนโยบายต่าง ๆ ของแต่ละพรรคด้วย เพื่อจะให้เกิดการสร้างความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ จะต้องส่งเสริมการเคารพกฎหมาย  แก้ไขประเด็นความขัดแย้ง ไม่สร้างความวุ่นวายแตกแยกไม่อำนวยประโยชน์แก่คนบางกลุ่ม บางพวก เป็นการเฉพาะ หรือบางพื้นที่ เพราะว่าจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ไม่เท่าเทียม ในวันข้างหน้าอีกด้วย

ลองพิจารณาคำกล่าวของผู้นำประเทศหนึ่ง ที่กล่าวว่า “ไม่ว่าแมวขาว หรือแมวดำ ขอเพียงจับหนูได้ คือแมวที่ดี” เนื่องจากในการแก้ปัญหาเดียวกัน แต่ต่างพื้นที่ ต่างสภาพแวดล้อม วิธีการย่อมแต่ต่างกัน ในรายละเอียด “ไม่มีสูตรตายตัว”  เพียงแต่ว่า สำหรับเราเองนั้นเราจะต้องทำให้ทั้งแมวขาว แมวดำ ของเรา ไม่ทะเลาะกันเอง ไม่กัดกันเอง แล้วเป็น “แมวสะอาด” ไม่มีเชื้อโรค ไม่อย่างนั้นก็ไปปราบหนูไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้บ้านเมืองเราสะอาด ต้องใช้แมวที่สะอาด  ฝากช่วยกันคิดดู ขอบคุณครับ ขอให้ “ทุกคน” มีความสุข ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์  สวัสดีครับ






ที่มา ; เว็บ สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ


 คลิ๊ก ) สมัครพัฒนาความรู้   
เตรียมติวสอบผู้บริหารสถาน (รอง/ผอ.รร.)  
 ติวสอบ ผู็บริหาร สถานศึกษา การศึกษา ครูผู้ช่วย

โดย อ.นิกร ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีสอบราชการ ครู ผู้บริหาร ฯลฯ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค

พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค
พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค

ห้องสนทนา บน facebook

ห้องสนทนา บน facebook
ห้องสนทนาติวสอบดอทคอม

ข้อสอบออนไลน์ "ติวสอบดอทคอม" ชุดใหม่

คู่มือเตรียมสอบผู้บริหาร ภาค ก ข ค

แจ้งย้ายเว็บไปที่ www.tuewsob.com

คู่มือเตรียมสอบผู้บริหาร ภาค ก ข ค (ปรับปรุงใหม่)

รวม เล่ม + แผ่นพับ + ชีตช่วยจำ + DVD เนื้อหา + เสียงบรรยาย + EMS = 800 บาท
สนใจ คู่มือ ภาค ก ข ค ผู้บริหาร คลิ๊กเลย

สั่งจอง... โอนเงินเข้าชื่อบัญชี นายนิกร เพ็งลี ธนาคารกรุงไทย สาขาจอหอ บัญชีเลขที่ 341-1-38912-5 โอนเงินแล้วกรุณาโทรแจ้ง
0872494141 หรือ 0839660030

คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร

คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร
คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร

ติวสอบออนไลน์ บน facebook

ติวสอบออนไลน์ บน facebook
ติวสอบออนไลน์ บน facebook

คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม

คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม
คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม

ติวสอบดอทคอม

ติวสอบดอทคอม
ติวสอบดอทคอม