หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์

หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์
หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์

พัฒนาความรู้ สู่ รอง./ผอ.รร. ปี 2567

พัฒนาความรู้ สู่ รอง./ผอ.รร. ปี 2567
พัฒนาความรู้ สู่ รอง./ผอ.รร. ปี 2567

คลิ๊ก "สมัครพัฒนาความรู้สู่ผู้บริหาร / ครูผู้ช่วย

คลิ๊ก... สมัคร พัฒนาความรู้ สู่ ครูผู้ช่วย
คลิ๊ก... สมัคร พัฒนาความรู้ สู่ ผู้บริหาร

ติวสอบดอทคอม (เตรียมสอบครูผู้ช่วย-ผู้บริหาร-บุคลากร การศึกษา)

ติวสอบดอทคอม (เตรียมสอบครูผู้ช่วย-ผู้บริหาร-บุคลากร การศึกษา)
ติวสอบดอทคอม (เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์ สอบครู ผู้บริหาร บุคลากร)

วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ประชุมทางไกล


ติวสอบออนไลน์ ชุด นโยบายรัฐบาล


ลิงค์ข้อสอบ  ที่เกี่ยวข้องกับ  "นโยบายรัฐบาล"  โดย ติวสอบดอทคอม

( คลิ๊ก )  สมัครติวสอบครูผู้ช่วย รอบ 2 ปี 56-57 (10 จุด) ที่

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 426/2556
Video Conference กับเขตพื้นที่การศึกษา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 - นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานประชุมทางไกลกับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.)/มัธยมศึกษา (สพม.) 225 เขตทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2556 ที่ สพป.ปทุมธานี เขต 2 ถนนวิภาวดีรังสิต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี
รมว.ศธ.กล่าวในการประชุมทางไกลในครั้งนี้ว่า ยินดีที่ได้มาร่วมพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน ซึ่งการประชุมโดยใช้เทคโนโลยีเช่นนี้เป็นประโยชน์มากในการระดมความคิดเห็น แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยพูดพร้อมกันทั่วประเทศเช่นนี้มาก่อน ขณะนี้แม้ว่าจะเป็นช่วงของการยุบสภา ซึ่งตามรัฐธรรมนูญให้คณะรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่และยังคงอยู่ในตำแหน่งจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีใหม่เข้ารับหน้าที่ แต่ก็จะไม่สามารถดำเนินการในหลายๆ เรื่องได้ อาทิ การแต่งตั้ง การอนุมัติงบประมาณหรือโครงการที่มีผลต่อคณะรัฐมนตรีใหม่ รวมทั้งไม่ให้จัดอบรมสัมมนาบุคลากร เป็นต้น
ส่วนการประชุมในครั้งนี้ เป็นการประชุมเรื่องนโยบายที่ได้ประกาศไว้แล้ว ทั้งที่มีข้อสรุป และอยู่ระหว่างการระดมความคิดเห็นเพื่อให้ได้ข้อสรุป เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งหากไม่ดำเนินการ เมื่อถึงเวลาเปิดภาคเรียนในปี 2557 ก็จะไม่มีข้อสรุปที่สำคัญสำหรับใช้ดำเนินการตามกฎหมายงบประมาณ จึงถือเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตามปกติต่อไป
รมว.ศธ.ได้กล่าวถึงผลความก้าวหน้าบางส่วนของนโยบายด้านการศึกษา ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ดังนี้
● การปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน
รมว.ศธ.กล่าวว่า หลักสูตรใหม่มีความก้าวหน้าถึง 80% แต่อาจจะเสร็จไม่ทันในปีการศึกษาหน้า ซึ่งการปฏิรูปหลักสูตรเกิดจากการศึกษาแนวคิดและผลการวิจัยต่างๆ และกระแสการผลิตคนของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่ให้ความสำคัญกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของคน  ศธ.จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการ ระดมความคิดเห็นจากนักวิชาการ นักคิด และผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย จากนั้นได้เพิ่มบทบาทของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการส่งเสริมให้หน่วยงานในสังกัดรับรู้ และมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักสูตรใหม่ เมื่อหลักสูตรแล้วเสร็จก็จะต้องส่งต่อให้กับ สพฐ.นำไปสู่การปฏิบัติในหลายๆ ด้าน เช่น
  
- การจัดการเรียนการสอน ทำอย่างไรให้การสอนในโรงเรียนมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้เด็กคิดวิเคราะห์ รู้จักแก้ไขปัญหา เรียนรู้จากโครงการ เรียนรู้ตลอดชีวิต และที่สำคัญที่สุด คือการเรียนการสอนที่เข้าถึงข้อมูลได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ความรู้หาได้ไม่จำกัด ซึ่งจะต้องสอนให้เด็กรู้ว่าควรหาข้อมูลอะไร หรือจะเรียนด้วยวิธีใด  โดยเฉพาะครูเองต้องเปลี่ยนบทบาท จากการพูดสอนเพียงอย่างเดียว เพื่อให้เด็กจดจำข้อมูลความรู้ เช่น จังหวัดปทุมธานีมีพื้นที่เท่าใด แต่ครูจะต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ ให้คิดเป็น ค้นคว้าเพิ่มเติม และวิพากษ์วิจารณ์ หรือโต้แย้งได้ รวมทั้งการจัดทำคลังความรู้ที่รวบรวมมาจาก Best Practice ทั้งในและต่างประเทศ จากระบบ Online เช่น Crown,YouTube, Internet เพื่อให้ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนได้ค้นคว้าหาความรู้ ได้ศึกษาต่อยอดความรู้ และผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ เพิ่มขึ้น
- การเรียนการสอนภาษาอังกฤษ  มีเป้าหมายเพื่อให้สามารถสื่อสารได้ แต่ที่ผ่านมาเด็กไทยใช้เวลาเรียนถึง 12 ปี ก็ยังไม่สามารถสื่อสารได้ แม้แต่โรงเรียนที่มีครูต่างชาติมาสอนก็ไม่สามารถสื่อสารได้ เพราะไม่มีวิชาการสนทนา หรือบางโรงเรียนที่มีวิชาสนทนา แต่การจัดห้องเรียน/จำนวนนักเรียนก็ไม่เหมาะกับเรียนสนทนา คือ ไม่เกิน 20 คนต่อห้องเรียน นอกจากนี้ มีบางโรงเรียนได้เพิ่มชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษให้มากขึ้น ซึ่งก็เป็นผลดี เพราะการเรียนภาษาควรเรียนแบบเข้มข้น ตำราเรียน แบบเรียน ต้องมีคุณภาพ ที่ครูจะสามารถเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับนักเรียนได้ รวมทั้งการออกเสียง หากสามารถใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร เช่น สมาร์ทโฟน ช่วยฝึกทักษะการฟังจากเสียงคำศัพท์ ก็จะทำให้ทั้งครูและเด็กออกเสียงได้อย่างถูกต้องเหมือนเจ้าของภาษา อย่างไรก็ตาม การสอนภาษาอังกฤษจะสอนเหมือนกันทุกโรงเรียนไม่ได้ แต่ละโรงเรียนจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการสอนไปตามสภาพความพร้อมของครู ทรัพยากร อุปกรณ์ ฯลฯ
- การเรียนการสอนภาษาจีน  ปัจจุบันมีรายงานจำนวนผู้เรียนภาษาจีนในประเทศไทยถึง 7 แสนคน มีครูไทยและครูอาสาสมัครจากจีนเข้ามาสอนภาษาจีนในโรงเรียนต่างๆ จำนวนมาก แต่เมื่อถามถึงจำนวนผู้ที่สื่อสารภาษาจีนได้ หรือสามารถประกอบอาชีพล่าม/มัคคุเทศก์ ก็ไม่มีคำตอบ ซึ่งถือเป็นความสูญเปล่าของการเรียนภาษาอย่างมาก เพราะเด็กเรียน 3-6 ปี สามารถพูดได้ 2 คำเท่านั้น การสอนไม่เข้มข้น สอนเพียง 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ บางโรงเรียนสอนวิชาภาษาจีนทั้งโรงเรียนและสอน 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เท่ากับเป็นการบังคับเรียน เป็นวิชาบังคับ เพราะต้องเรียนทั้งชั้นเรียน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเรียนการสอนภาษาจีนไม่ได้ผล เพราะการสอนภาษาต่างประเทศใดก็ตาม จะให้ได้ผลดีต้องเรียนตามความสมัครใจ จึงขอให้ผู้บริหารโรงเรียน ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา อธิบายให้โรงเรียนเข้าใจว่า การเรียนภาษาควรถือเป็นวิชาเลือกมากกว่าวิชาบังคับ เพื่อให้เด็กที่มีความสนใจจริงๆ ได้เรียน โดยใช้ครูที่มีอยู่แล้วเป็นผู้สอน นอกจากนี้ ต้องเน้นให้มีวิชาการสนทนา มีตำราเรียนที่มีประสิทธิภาพ ทันสมัย และมีเป้าหมายในการสอน เช่น สอนให้ฟังและพูดได้ก่อน จึงจะสอนอ่านและเขียน การสอนด้วย PinYin เป็นตัวช่วยให้ออกเสียงภาษาจีนได้อย่างถูกต้อง การสอนเพื่อไปเป็นล่าม เป็นมัคคุเทศก์ เพื่อไปศึกษาต่อ สิ่งเหล่านี้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้ โดยไม่ต้องไปหาครูเพิ่ม เพราะหากไม่บังคับให้เรียน ผู้เรียนก็จะน้อยลงและการสอนก็จะมีความเข้มข้น ส่งผลให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
- การทดสอบและประเมินผล  ศธ.กำลังจัดให้มีการทดสอบกลางระดับชาติ และนำมาใช้ในการทดสอบผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมากขึ้นโดยจะปรับสัดส่วนระหว่างข้อสอบกลางกับข้อสอบของโรงเรียน จากเดิม 20 : 80 เป็น 30 : 70 ในปี 2557 และ 50 : 50 ในปี 2558 ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยไม่มีข้อสอบกลาง ใช้ระบบให้เกรดและหน่วยกิต และครู/โรงเรียนเป็นผู้วัดผลเอง โดยเฉพาะการให้เกรดก็ไม่สามารถให้เด็กตกได้ เพราะฉะนั้นจะให้ 0 ไม่ได้ จะต้องเปลี่ยนเป็น 1 ต่อมาเมื่อมีการทดสอบ O-Net และ NT ก็ยังพบว่าสอบในบางชั้นเรียนเท่านั้น ไม่ครบทุกชั้น ซึ่งหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จ มักจะมีการทดสอบกลางและมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาการศึกษา เมื่อไม่มีระบบทดสอบกลาง ก็ทำให้จัดการศึกษาโดยไม่รู้ว่านักเรียนเรียนเป็นอย่างไร ต้องแก้ไขส่วนใดบ้าง ประกอบกับระบบเกรดที่ให้ 0 ไม่ได้ ก็ส่งผลให้นักเรียนจำนวนหนึ่งได้เลื่อนชั้นไปเรื่อยๆ จนถึง ม.1 แม้ว่าจะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และมีนักเรียน ป.3 และ ป.6 อีกจำนวนกว่า 2 แสนคน ที่อ่านหนังสือไม่ออกอยู่ในขั้นที่ต้องปรับปรุง เมื่อเป็นเช่นนี้ นักเรียนอ่านหนังสือไม่ออกจะเรียนวิชาอื่นๆ ได้ดีอย่างไร ทั้งหมดเชื่อมโยงและส่งผลกระทบต่อกันไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย จากเรื่องเล่าของอาจารย์คนหนึ่งว่า แม้แต่นักศึกษาในคณะที่สอบเข้าเรียนยากมากๆ ก็ไม่สามารถทำข้อสอบแบบบรรยาย/แสดงความคิดเห็นได้ ทั้งห้องเรียนมีผู้สอบผ่านวิชานั้นเพียง 20% อีก 80% สอบไม่ผ่านเพราะไม่สามารถเขียนบรรยายได้ ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้รับการติวเข้มเพื่อให้แก้โจทย์และสูตรต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งก็ทำให้นักเรียนคิดวิเคราะห์ไม่เป็น เขียนบรรยายไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ฝากให้ช่วยคิดวิธีการฝึกให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้ อ่านรู้เรื่องได้ใจความ และนำบทเรียนมาปรับปรุงในการเรียนการสอนปีต่อไป
 
● การผลิตและพัฒนาครูทั้งระบบ
ขณะนี้มีความก้าวหน้าไปมากแล้ว  แต่จะต้องประชุมเสวนากับผู้เกี่ยวข้องอีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อสรุปเป็นแนวทางในการดำเนินงาน เช่น สาขาที่จะผลิต ปัจจัยการพัฒนาครูให้สอนอย่างมีประสิทธิภาพ การอบรมครู หัวข้อ/วิธีการอบรม การอบรมครูเพื่อให้สอนตามหลักสูตรใหม่ ซึ่งเมื่อมีข้อสรุปแล้วจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามแผนงานต่อไป
● การนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ประโยชน์ทางการศึกษา
ศธ.จะเร่งวางมาตรฐานและระบบการคัดกรองสื่อด้านการศึกษา และอุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะเนื้อหา (Content) ที่จะบรรจุลงในแท็บเล็ต ซึ่งมีการผลิตและพัฒนาจากหลายแหล่ง แต่พบว่ายังมีเนื้อหาไม่ครบทุกชั้นเรียน ไม่ครบทุกวิชา สำหรับเรื่องคุณภาพ ทุกคนก็จะบอกว่าสิ่งที่ใช้อยู่เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ในประเทศไทยเองก็มีการผลิตเนื้อหาต่างๆ มากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถบอกว่าดีหรือไม่ เพราะไม่มีใครรู้ว่าอะไรคือมาตรฐาน โดยเฉพาะการรับมอบจากองค์กรหรือบริษัทต่างๆ ยังพบว่า บางสื่อมีความล้าสมัย ไม่มีคุณภาพ จึงต้องการที่จะวางระบบมาตรฐานให้แล้วเสร็จเพื่อคัดกรองสื่อดีๆ ให้นักเรียนได้เรียนรู้และได้เรียนครบถ้วนในทุกๆ วิชา อย่างไรก็ตาม มีภาคเอกชนหลายแห่งสนใจที่จะร่วมพัฒนาทั้งเนื้อหาและ Application สำหรับบรรจุลงในแท็บเล็ต แต่ก็ต้องส่งเสริมการเรียนรู้และสอดคล้องกับหลักสูตรใหม่ด้วย
 
โอกาสนี้ รมว.ศธ.ได้ฝากให้เขตพื้นที่การศึกษาร่วมผลักดันการดำเนินงาน 2 เรื่องหลัก คือ
  • การผลักดันให้ผลการประเมินโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (Programme for International Student Assessment : PISA) ดีขึ้น  ซึ่งผลการประเมินในปีนี้ประเทศไทยมีคะแนนดีขึ้นทั้ง 3 วิชา แต่ยังคงอยู่ในอันดับที่ 50 เป็นเรื่องที่น่ายินดี โดยเฉพาะโรงเรียนขยายโอกาสที่ สพฐ.ได้ลงทุน ลงแรง เพื่อพัฒนา ซึ่งถือว่าพัฒนาได้ตรงจุด ทำให้สามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาและส่งผลให้คะแนน PISA ดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งโครงการ PISA เป็นการประเมินที่เกิดขึ้นจากการทดสอบการคิดและเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน ประเทศที่จัดการศึกษาได้ดีมักจะใช้ผลการประเมินโครงการ PISA ควบคู่ไปกับการจัดการเรียนการสอน มีการวิเคราะห์ผลประเมิน เพื่อนำมาปรับปรุงส่งเสริมและแก้ไขจุดอ่อนต่างๆ ซึ่งในส่วนของ ศธ.ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อขับเคลื่อนในเรื่องนี้ โดยมี สพฐ.เป็นเจ้าภาพ เพราะมีนักเรียนอยู่ในสังกัดถึง 57% ของนักเรียนทั้งหมดและมีงบประมาณในการดำเนินงาน โดยคณะอนุกรรมการจะทำหน้าที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่างยุทธศาสตร์ แผนการดำเนินงาน/รณรงค์/ประชาสัมพันธ์ จัดหาคลังข้อสอบ และจัดตั้งสำนักงานขึ้นภายในบริเวณ ศธ.ด้วย  อย่างไรก็ตาม ศธ.ไม่ได้ต้องการให้ผลประเมินมีอันดับที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ต้องการให้นำผลประเมินมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะสอนให้เด็กคิดเป็น วิเคราะห์เป็น ทั้งนี้ ผลการประเมินครั้งนี้ เวียดนามสามารถติดอันดับที่ 17 ของโลกแม้จะเข้าร่วมโครงการเป็นครั้งแรก และกัมพูชาเองก็มีการพัฒนาการเรียนการสอนด้านภาษาที่ทันสมัยและมีแบบฝึกที่มีมาตรฐานเช่นกัน ดังนั้น ศธ.จึงควรศึกษาวิเคราะห์ผลการประเมิน เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ แก้ไขจุดอ่อน และเสริมจุดแข็งต่อไป
    ภาพ สถาพร ถาวรสุข
  • การแนะแนวเพื่อศึกษาต่อสายอาชีวะในโรงเรียนของ สพฐ.  ขอความร่วมมือให้ สพฐ. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพื่อจัดให้มีการแนะแนวการศึกษาต่อสายอาชีพให้แก่นักเรียนทั่วประเทศ ซึ่ง ศธ.ได้เชิญให้ภาคเอกชนร่วมเป็นคณะกรรมการกับ ศธ.ด้วย และได้หารือกับเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จด้านอาชีวศึกษา เพื่อนำ Model มาปรับใช้และพัฒนาการจัดการศึกษาของไทยต่อไป ทั้งนี้ ในอนาคตประเทศไทยจะขาดแคลนแรงงานจำนวนมาก และในปัจจุบันแรงงานที่อยู่ในระดับมีความรู้น้อย และไม่ได้จบสายอาชีวศึกษา รวมทั้งไม่ได้รับการพัฒนาทักษะฝีมือเท่าที่ควร จึงต้องการที่จะส่งเสริมให้มีผู้เรียนสายอาชีวะเพิ่มขึ้น โดยการให้ความรู้ ความเข้าใจ ให้โอกาสในการศึกษาต่อ การรับฟังประสบการณ์จากผู้ที่ประสบความสำเร็จ และอนาคตของการเรียนสายอาชีวศึกษา เพื่อให้ประเทศมีกำลังคนที่มีทักษะ ความสามารถ และช่วยพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

สำนักงานรัฐมนตรี ศธ.

กพฐ.เปิดรับสมัครสอบครูผู้ช่วย 9-15 ธ.ค.นี้
 จัดสรรงบประมาณ 4,700 อัตรา ด้าน ผอ-รอง ผอ.แบ่งสอบ 2 กลุ่ม คาดเปิดสอบ 60 ตำแหน่ง ระบุหากเคยเป็นหัวหน้าการประถมศึกษาไม่น้อยกว่า 5 ปี พิจารณาเป็นพิเศษ
กพฐ.ประกาศเปิดรับสมัครครูผู้ช่วย 9-15 ธ.ค.นี้ กว่า 4,700 อัตรา
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
       วันนี้ (26 พ.ย.)นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำร่างปฏิทินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยครั้งที่ 2 ปี พ.ศ.2556 เสร็จแล้ว และอยู่ระหว่างการเสนอคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) ระบบที่ทำหน้าที่แทนคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ซึ่งในปฏิทินจะมีการประกาศการรับสมัครวันที่ 9-15 ธ.ค.กำหนดการรับสมัครสอบแข่งขันระหว่างวันที่ 16-22 ธ.ค.ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบคัดเลือกวันที่ 17 ม.ค.57 สอบคัดเลือกวันที่ 25-27 ม.ค.57 และคาดว่าจะประกาศผลสอบในเดือน ก.พ.57 โดยการสอบแข่งขันครั้งนี้จะให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการสอบคัดเลือก การออกข้อสอบ การตรวจกระดาษคำตอบ การขึ้นบัญชีผู้สอบคัดเลือกได้ ทั้งนี้ในการสอบคัดเลือกจะมีการสอบภาค ก ภาค ข และการสอบภาค ค หรือการสอบสัมภาษณ์เพิ่มขึ้นมาจากการสอบครั้งที่ผ่านมาที่ได้ถูกยกเลิกไป ทั้งนี้สำหรับอัตราที่จะสอบบรรจุในคราวนี้อยู่ระหว่างการสำรวจจากเขตพื้นที่การศึกษาที่จะเปิดสอบแข่งขัน จึงจะทราบอัตราที่จะสอบบรรจุที่แท้จริง โดยขณะนี้มีอัตราที่ได้รับจัดสรรมาประมาณ 4,700 อัตรา แต่จะต้องจัดสรรอัตรา 25%ไปให้ในการสอบคัดเลือกครูกรณีที่มีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว12 ด้วย

       เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สพฐ.ยังเตรียมการที่จะสอบคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาสังกัด สพฐ.ในตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา โดยจะแบ่งการสอบคัดเลือกออกเป็น กลุ่มทั่วไป และกลุ่มประสบการณ์ ซึ่ง สพฐ.ได้ขอแก้ไขหลักเกณฑ์ไปยัง ก.ค.ศ.เพื่อให้ปรับข้อสอบใหม่ให้มีเนื้อหาที่ชัดเจน มีความทันสมัยจะได้ไม่มีการได้เปรียบเสียเปรียบกัน อีกทั้งจะต้องมีการประกาศให้ทราบเรื่องนี้ล่วงหน้านานๆ ส่วนการขึ้นบัญชีผู้สอบคัดเลือกได้จะให้มีการขึ้นบัญชีเป็นรายเขตพื้นที่การศึกษา ทั้งนี้ก่อนจะสอบคัดเลือกดังกล่าว สพฐ.จะเรียกผู้ที่สอบขึ้นบัญชีรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษาในปี 2555 มาบรรจุแต่งตั้งในตำแหน่งที่ยังว่างก่อน จากนั้นจึงจะนำอัตราว่างสุทธิไปสอบคัดเลือกครั้งใหม่ต่อไป สำหรับการสอบคัดเลือกผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (ผอ.สพม.) และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (ผอ.สพป.) กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการของ สพฐ.โดยมีอัตราว่างที่จะเปิดสอบรวมประมาณ 60 ตำแหน่ง 

       เมื่อถามว่ากรณีที่ สพฐ.จะมีการแก้มาตรฐานตำแหน่งเพื่อให้กลุ่มรอง ผอ.สพป.และรอง ผอ.สพม.สามารถสอบคัดเลือกเป็น ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาข้ามสายได้ นายอภิชาติ กล่าวว่า ตนได้ทำหนังสือเวียนแจ้งไปยังเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เพื่อให้รอง ผอ.สพป.ที่คิดว่าตนเองมีประสบการณ์ตามมาตรฐานตำแหน่งของ ก.ค.ศ.ส่งหลักฐานมาให้ สพฐ.ตรวจสอบ เช่น เคยเป็นหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอแล้วมีโรงเรียนที่เปิดขยายโอกาสมัธยมศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี จะมีการพิจารณาเป็นรายกรณีไปว่าจะมีประสบการณ์ตามที่กำหนดไว้ 5 ปี ตามมาตรฐานตำแหน่งของ ก.ค.ศ.หรือไม่ โดยเรื่องนี้สามารถเทียบเคียงประสบการณ์ได้และไม่จำเป็นต้องแก้เกณฑ์มาตรฐานตำแหน่งที่จะต้องใช้เวลา ส่วนกรณีของรอง ผอ.สพม.ที่ต้องการจะมาสมัครเป็น ผอ.สพป.ก็จะใช้เกณฑ์เดียวกันคือให้ส่งหลักฐานมาให้ สพฐ.ตรวจสอบเช่นกัน

ขอขอบคุณข่าวสาร/ข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ

... เน็ตช้า คลิ๊กที่ http://tuewsob.blogspot.com

... ห้องวิชาเอกครู คลิ๊กที่ http://uewsob2011.blogspot.com

... (ห้องข้อสอบใหม่) ..สอบครู..สอบผู้บริหาร..สอบบุคลากร ที่


"ติวสอบดอทคอม "
ผอ.นิกร  เพ็งลี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค

พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค
พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค

ห้องสนทนา บน facebook

ห้องสนทนา บน facebook
ห้องสนทนาติวสอบดอทคอม

ข้อสอบออนไลน์ "ติวสอบดอทคอม" ชุดใหม่

คู่มือเตรียมสอบผู้บริหาร ภาค ก ข ค

แจ้งย้ายเว็บไปที่ www.tuewsob.com

คู่มือเตรียมสอบผู้บริหาร ภาค ก ข ค (ปรับปรุงใหม่)

รวม เล่ม + แผ่นพับ + ชีตช่วยจำ + DVD เนื้อหา + เสียงบรรยาย + EMS = 800 บาท
สนใจ คู่มือ ภาค ก ข ค ผู้บริหาร คลิ๊กเลย

สั่งจอง... โอนเงินเข้าชื่อบัญชี นายนิกร เพ็งลี ธนาคารกรุงไทย สาขาจอหอ บัญชีเลขที่ 341-1-38912-5 โอนเงินแล้วกรุณาโทรแจ้ง
0872494141 หรือ 0839660030

คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร

คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร
คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร

ติวสอบออนไลน์ บน facebook

ติวสอบออนไลน์ บน facebook
ติวสอบออนไลน์ บน facebook

คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม

คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม
คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม

ติวสอบดอทคอม

ติวสอบดอทคอม
ติวสอบดอทคอม