หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์

หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์
หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์

ติวสอบ ครูผู้ช่วย

ติวสอบ ครูผู้ช่วย
ติวสอบครูผู้ช่วย

ติวสอบ ผู้บริหารสถานศึกษา

ติวสอบ ผู้บริหารสถานศึกษา
ติวสอบผู้บริหารสถานศึกษา

หนังสือ เตรียมสอบครูผู้ช่วย 40 เอก + ภาค ก-ข-ค

หนังสือ เตรียมสอบครูผู้ช่วย 40 เอก + ภาค ก-ข-ค
หนังสือ เตรียมสอบครูผู้ช่วย 40 เอก + ภาค ก-ข-ค

คลิ๊ก "สมัครพัฒนาความรู้สู่ผู้บริหาร / ครูผู้ช่วย

คลิ๊ก... สมัคร พัฒนาความรู้ สู่ ครูผู้ช่วย
คลิ๊ก... สมัคร พัฒนาความรู้ สู่ ผู้บริหาร

ติวสอบดอทคอม (เตรียมสอบครูผู้ช่วย-ผู้บริหาร-บุคลากร การศึกษา)

ติวสอบดอทคอม (เตรียมสอบครูผู้ช่วย-ผู้บริหาร-บุคลากร การศึกษา)
ติวสอบดอทคอม (เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์ สอบครู ผู้บริหาร บุคลากร)

วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ประชุมทางไกล


ติวสอบออนไลน์ ชุด นโยบายรัฐบาล


ลิงค์ข้อสอบ  ที่เกี่ยวข้องกับ  "นโยบายรัฐบาล"  โดย ติวสอบดอทคอม

คลิ๊ก )  สมัครติวสอบครูผู้ช่วย รอบ 2 ปี 56-57 (10 จุด) ที่

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 426/2556
Video Conference กับเขตพื้นที่การศึกษา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 - นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานประชุมทางไกลกับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.)/มัธยมศึกษา (สพม.) 225 เขตทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2556 ที่ สพป.ปทุมธานี เขต 2 ถนนวิภาวดีรังสิต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี
รมว.ศธ.กล่าวในการประชุมทางไกลในครั้งนี้ว่า ยินดีที่ได้มาร่วมพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน ซึ่งการประชุมโดยใช้เทคโนโลยีเช่นนี้เป็นประโยชน์มากในการระดมความคิดเห็น แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยพูดพร้อมกันทั่วประเทศเช่นนี้มาก่อน ขณะนี้แม้ว่าจะเป็นช่วงของการยุบสภา ซึ่งตามรัฐธรรมนูญให้คณะรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่และยังคงอยู่ในตำแหน่งจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีใหม่เข้ารับหน้าที่ แต่ก็จะไม่สามารถดำเนินการในหลายๆ เรื่องได้ อาทิ การแต่งตั้ง การอนุมัติงบประมาณหรือโครงการที่มีผลต่อคณะรัฐมนตรีใหม่ รวมทั้งไม่ให้จัดอบรมสัมมนาบุคลากร เป็นต้น
ส่วนการประชุมในครั้งนี้ เป็นการประชุมเรื่องนโยบายที่ได้ประกาศไว้แล้ว ทั้งที่มีข้อสรุป และอยู่ระหว่างการระดมความคิดเห็นเพื่อให้ได้ข้อสรุป เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งหากไม่ดำเนินการ เมื่อถึงเวลาเปิดภาคเรียนในปี 2557 ก็จะไม่มีข้อสรุปที่สำคัญสำหรับใช้ดำเนินการตามกฎหมายงบประมาณ จึงถือเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตามปกติต่อไป
รมว.ศธ.ได้กล่าวถึงผลความก้าวหน้าบางส่วนของนโยบายด้านการศึกษา ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ดังนี้
● การปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน
รมว.ศธ.กล่าวว่า หลักสูตรใหม่มีความก้าวหน้าถึง 80% แต่อาจจะเสร็จไม่ทันในปีการศึกษาหน้า ซึ่งการปฏิรูปหลักสูตรเกิดจากการศึกษาแนวคิดและผลการวิจัยต่างๆ และกระแสการผลิตคนของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่ให้ความสำคัญกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของคน  ศธ.จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการ ระดมความคิดเห็นจากนักวิชาการ นักคิด และผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย จากนั้นได้เพิ่มบทบาทของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการส่งเสริมให้หน่วยงานในสังกัดรับรู้ และมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักสูตรใหม่ เมื่อหลักสูตรแล้วเสร็จก็จะต้องส่งต่อให้กับ สพฐ.นำไปสู่การปฏิบัติในหลายๆ ด้าน เช่น
  
- การจัดการเรียนการสอน ทำอย่างไรให้การสอนในโรงเรียนมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้เด็กคิดวิเคราะห์ รู้จักแก้ไขปัญหา เรียนรู้จากโครงการ เรียนรู้ตลอดชีวิต และที่สำคัญที่สุด คือการเรียนการสอนที่เข้าถึงข้อมูลได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ความรู้หาได้ไม่จำกัด ซึ่งจะต้องสอนให้เด็กรู้ว่าควรหาข้อมูลอะไร หรือจะเรียนด้วยวิธีใด  โดยเฉพาะครูเองต้องเปลี่ยนบทบาท จากการพูดสอนเพียงอย่างเดียว เพื่อให้เด็กจดจำข้อมูลความรู้ เช่น จังหวัดปทุมธานีมีพื้นที่เท่าใด แต่ครูจะต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ ให้คิดเป็น ค้นคว้าเพิ่มเติม และวิพากษ์วิจารณ์ หรือโต้แย้งได้ รวมทั้งการจัดทำคลังความรู้ที่รวบรวมมาจาก Best Practice ทั้งในและต่างประเทศ จากระบบ Online เช่น Crown,YouTube, Internet เพื่อให้ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนได้ค้นคว้าหาความรู้ ได้ศึกษาต่อยอดความรู้ และผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ เพิ่มขึ้น
การเรียนการสอนภาษาอังกฤษ  มีเป้าหมายเพื่อให้สามารถสื่อสารได้ แต่ที่ผ่านมาเด็กไทยใช้เวลาเรียนถึง 12 ปี ก็ยังไม่สามารถสื่อสารได้ แม้แต่โรงเรียนที่มีครูต่างชาติมาสอนก็ไม่สามารถสื่อสารได้ เพราะไม่มีวิชาการสนทนา หรือบางโรงเรียนที่มีวิชาสนทนา แต่การจัดห้องเรียน/จำนวนนักเรียนก็ไม่เหมาะกับเรียนสนทนา คือ ไม่เกิน 20 คนต่อห้องเรียน นอกจากนี้ มีบางโรงเรียนได้เพิ่มชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษให้มากขึ้น ซึ่งก็เป็นผลดี เพราะการเรียนภาษาควรเรียนแบบเข้มข้น ตำราเรียน แบบเรียน ต้องมีคุณภาพ ที่ครูจะสามารถเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับนักเรียนได้ รวมทั้งการออกเสียง หากสามารถใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร เช่น สมาร์ทโฟน ช่วยฝึกทักษะการฟังจากเสียงคำศัพท์ ก็จะทำให้ทั้งครูและเด็กออกเสียงได้อย่างถูกต้องเหมือนเจ้าของภาษา อย่างไรก็ตาม การสอนภาษาอังกฤษจะสอนเหมือนกันทุกโรงเรียนไม่ได้ แต่ละโรงเรียนจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการสอนไปตามสภาพความพร้อมของครู ทรัพยากร อุปกรณ์ ฯลฯ
- การเรียนการสอนภาษาจีน  ปัจจุบันมีรายงานจำนวนผู้เรียนภาษาจีนในประเทศไทยถึง 7 แสนคน มีครูไทยและครูอาสาสมัครจากจีนเข้ามาสอนภาษาจีนในโรงเรียนต่างๆ จำนวนมาก แต่เมื่อถามถึงจำนวนผู้ที่สื่อสารภาษาจีนได้ หรือสามารถประกอบอาชีพล่าม/มัคคุเทศก์ ก็ไม่มีคำตอบ ซึ่งถือเป็นความสูญเปล่าของการเรียนภาษาอย่างมาก เพราะเด็กเรียน 3-6 ปี สามารถพูดได้ 2 คำเท่านั้น การสอนไม่เข้มข้น สอนเพียง 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ บางโรงเรียนสอนวิชาภาษาจีนทั้งโรงเรียนและสอน 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เท่ากับเป็นการบังคับเรียน เป็นวิชาบังคับ เพราะต้องเรียนทั้งชั้นเรียน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเรียนการสอนภาษาจีนไม่ได้ผล เพราะการสอนภาษาต่างประเทศใดก็ตาม จะให้ได้ผลดีต้องเรียนตามความสมัครใจ จึงขอให้ผู้บริหารโรงเรียน ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา อธิบายให้โรงเรียนเข้าใจว่า การเรียนภาษาควรถือเป็นวิชาเลือกมากกว่าวิชาบังคับ เพื่อให้เด็กที่มีความสนใจจริงๆ ได้เรียน โดยใช้ครูที่มีอยู่แล้วเป็นผู้สอน นอกจากนี้ ต้องเน้นให้มีวิชาการสนทนา มีตำราเรียนที่มีประสิทธิภาพ ทันสมัย และมีเป้าหมายในการสอน เช่น สอนให้ฟังและพูดได้ก่อน จึงจะสอนอ่านและเขียน การสอนด้วย PinYin เป็นตัวช่วยให้ออกเสียงภาษาจีนได้อย่างถูกต้อง การสอนเพื่อไปเป็นล่าม เป็นมัคคุเทศก์ เพื่อไปศึกษาต่อ สิ่งเหล่านี้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้ โดยไม่ต้องไปหาครูเพิ่ม เพราะหากไม่บังคับให้เรียน ผู้เรียนก็จะน้อยลงและการสอนก็จะมีความเข้มข้น ส่งผลให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
- การทดสอบและประเมินผล  ศธ.กำลังจัดให้มีการทดสอบกลางระดับชาติ และนำมาใช้ในการทดสอบผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมากขึ้นโดยจะปรับสัดส่วนระหว่างข้อสอบกลางกับข้อสอบของโรงเรียน จากเดิม 20 : 80 เป็น 30 : 70 ในปี 2557 และ 50 : 50 ในปี 2558 ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยไม่มีข้อสอบกลาง ใช้ระบบให้เกรดและหน่วยกิต และครู/โรงเรียนเป็นผู้วัดผลเอง โดยเฉพาะการให้เกรดก็ไม่สามารถให้เด็กตกได้ เพราะฉะนั้นจะให้ ไม่ได้ จะต้องเปลี่ยนเป็น 1 ต่อมาเมื่อมีการทดสอบ O-Net และ NT ก็ยังพบว่าสอบในบางชั้นเรียนเท่านั้น ไม่ครบทุกชั้น ซึ่งหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จ มักจะมีการทดสอบกลางและมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาการศึกษา เมื่อไม่มีระบบทดสอบกลาง ก็ทำให้จัดการศึกษาโดยไม่รู้ว่านักเรียนเรียนเป็นอย่างไร ต้องแก้ไขส่วนใดบ้าง ประกอบกับระบบเกรดที่ให้ 0 ไม่ได้ ก็ส่งผลให้นักเรียนจำนวนหนึ่งได้เลื่อนชั้นไปเรื่อยๆ จนถึง ม.1 แม้ว่าจะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และมีนักเรียน ป.3 และ ป.6 อีกจำนวนกว่า 2 แสนคน ที่อ่านหนังสือไม่ออกอยู่ในขั้นที่ต้องปรับปรุง เมื่อเป็นเช่นนี้ นักเรียนอ่านหนังสือไม่ออกจะเรียนวิชาอื่นๆ ได้ดีอย่างไร ทั้งหมดเชื่อมโยงและส่งผลกระทบต่อกันไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย จากเรื่องเล่าของอาจารย์คนหนึ่งว่า แม้แต่นักศึกษาในคณะที่สอบเข้าเรียนยากมากๆ ก็ไม่สามารถทำข้อสอบแบบบรรยาย/แสดงความคิดเห็นได้ ทั้งห้องเรียนมีผู้สอบผ่านวิชานั้นเพียง 20% อีก 80% สอบไม่ผ่านเพราะไม่สามารถเขียนบรรยายได้ ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้รับการติวเข้มเพื่อให้แก้โจทย์และสูตรต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งก็ทำให้นักเรียนคิดวิเคราะห์ไม่เป็น เขียนบรรยายไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ฝากให้ช่วยคิดวิธีการฝึกให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้ อ่านรู้เรื่องได้ใจความ และนำบทเรียนมาปรับปรุงในการเรียนการสอนปีต่อไป
 
● การผลิตและพัฒนาครูทั้งระบบ
ขณะนี้มีความก้าวหน้าไปมากแล้ว  แต่จะต้องประชุมเสวนากับผู้เกี่ยวข้องอีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อสรุปเป็นแนวทางในการดำเนินงาน เช่น สาขาที่จะผลิต ปัจจัยการพัฒนาครูให้สอนอย่างมีประสิทธิภาพ การอบรมครู หัวข้อ/วิธีการอบรม การอบรมครูเพื่อให้สอนตามหลักสูตรใหม่ ซึ่งเมื่อมีข้อสรุปแล้วจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามแผนงานต่อไป
● การนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ประโยชน์ทางการศึกษา
ศธ.จะเร่งวางมาตรฐานและระบบการคัดกรองสื่อด้านการศึกษา และอุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะเนื้อหา (Content) ที่จะบรรจุลงในแท็บเล็ต ซึ่งมีการผลิตและพัฒนาจากหลายแหล่ง แต่พบว่ายังมีเนื้อหาไม่ครบทุกชั้นเรียน ไม่ครบทุกวิชา สำหรับเรื่องคุณภาพ ทุกคนก็จะบอกว่าสิ่งที่ใช้อยู่เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ในประเทศไทยเองก็มีการผลิตเนื้อหาต่างๆ มากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถบอกว่าดีหรือไม่ เพราะไม่มีใครรู้ว่าอะไรคือมาตรฐาน โดยเฉพาะการรับมอบจากองค์กรหรือบริษัทต่างๆ ยังพบว่า บางสื่อมีความล้าสมัย ไม่มีคุณภาพ จึงต้องการที่จะวางระบบมาตรฐานให้แล้วเสร็จเพื่อคัดกรองสื่อดีๆ ให้นักเรียนได้เรียนรู้และได้เรียนครบถ้วนในทุกๆ วิชา อย่างไรก็ตาม มีภาคเอกชนหลายแห่งสนใจที่จะร่วมพัฒนาทั้งเนื้อหาและ Application สำหรับบรรจุลงในแท็บเล็ต แต่ก็ต้องส่งเสริมการเรียนรู้และสอดคล้องกับหลักสูตรใหม่ด้วย
 
โอกาสนี้ รมว.ศธ.ได้ฝากให้เขตพื้นที่การศึกษาร่วมผลักดันการดำเนินงาน 2 เรื่องหลัก คือ
  • การผลักดันให้ผลการประเมินโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (Programme for International Student Assessment : PISA) ดีขึ้น  ซึ่งผลการประเมินในปีนี้ประเทศไทยมีคะแนนดีขึ้นทั้ง 3 วิชา แต่ยังคงอยู่ในอันดับที่ 50 เป็นเรื่องที่น่ายินดี โดยเฉพาะโรงเรียนขยายโอกาสที่ สพฐ.ได้ลงทุน ลงแรง เพื่อพัฒนา ซึ่งถือว่าพัฒนาได้ตรงจุด ทำให้สามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาและส่งผลให้คะแนน PISA ดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งโครงการ PISA เป็นการประเมินที่เกิดขึ้นจากการทดสอบการคิดและเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน ประเทศที่จัดการศึกษาได้ดีมักจะใช้ผลการประเมินโครงการ PISA ควบคู่ไปกับการจัดการเรียนการสอน มีการวิเคราะห์ผลประเมิน เพื่อนำมาปรับปรุงส่งเสริมและแก้ไขจุดอ่อนต่างๆ ซึ่งในส่วนของ ศธ.ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อขับเคลื่อนในเรื่องนี้ โดยมี สพฐ.เป็นเจ้าภาพ เพราะมีนักเรียนอยู่ในสังกัดถึง 57ของนักเรียนทั้งหมดและมีงบประมาณในการดำเนินงาน โดยคณะอนุกรรมการจะทำหน้าที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่างยุทธศาสตร์ แผนการดำเนินงาน/รณรงค์/ประชาสัมพันธ์ จัดหาคลังข้อสอบ และจัดตั้งสำนักงานขึ้นภายในบริเวณ ศธ.ด้วย  อย่างไรก็ตาม ศธ.ไม่ได้ต้องการให้ผลประเมินมีอันดับที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ต้องการให้นำผลประเมินมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะสอนให้เด็กคิดเป็น วิเคราะห์เป็น ทั้งนี้ ผลการประเมินครั้งนี้ เวียดนามสามารถติดอันดับที่ 17 ของโลกแม้จะเข้าร่วมโครงการเป็นครั้งแรก และกัมพูชาเองก็มีการพัฒนาการเรียนการสอนด้านภาษาที่ทันสมัยและมีแบบฝึกที่มีมาตรฐานเช่นกัน ดังนั้น ศธ.จึงควรศึกษาวิเคราะห์ผลการประเมิน เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ แก้ไขจุดอ่อน และเสริมจุดแข็งต่อไป
    ภาพ สถาพร ถาวรสุข
  • การแนะแนวเพื่อศึกษาต่อสายอาชีวะในโรงเรียนของ สพฐ.  ขอความร่วมมือให้ สพฐ. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพื่อจัดให้มีการแนะแนวการศึกษาต่อสายอาชีพให้แก่นักเรียนทั่วประเทศ ซึ่ง ศธ.ได้เชิญให้ภาคเอกชนร่วมเป็นคณะกรรมการกับ ศธ.ด้วย และได้หารือกับเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จด้านอาชีวศึกษา เพื่อนำ Model มาปรับใช้และพัฒนาการจัดการศึกษาของไทยต่อไป ทั้งนี้ ในอนาคตประเทศไทยจะขาดแคลนแรงงานจำนวนมาก และในปัจจุบันแรงงานที่อยู่ในระดับมีความรู้น้อย และไม่ได้จบสายอาชีวศึกษา รวมทั้งไม่ได้รับการพัฒนาทักษะฝีมือเท่าที่ควร จึงต้องการที่จะส่งเสริมให้มีผู้เรียนสายอาชีวะเพิ่มขึ้น โดยการให้ความรู้ ความเข้าใจ ให้โอกาสในการศึกษาต่อ การรับฟังประสบการณ์จากผู้ที่ประสบความสำเร็จ และอนาคตของการเรียนสายอาชีวศึกษา เพื่อให้ประเทศมีกำลังคนที่มีทักษะ ความสามารถ และช่วยพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

สำนักงานรัฐมนตรี ศธ.

กพฐ.เปิดรับสมัครสอบครูผู้ช่วย 9-15 ธ.ค.นี้
 จัดสรรงบประมาณ 4,700 อัตรา ด้าน ผอ-รอง ผอ.แบ่งสอบ 2 กลุ่ม คาดเปิดสอบ 60 ตำแหน่ง ระบุหากเคยเป็นหัวหน้าการประถมศึกษาไม่น้อยกว่า 5 ปี พิจารณาเป็นพิเศษ
กพฐ.ประกาศเปิดรับสมัครครูผู้ช่วย 9-15 ธ.ค.นี้ กว่า 4,700 อัตรา
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
       วันนี้ (26 พ.ย.)นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำร่างปฏิทินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยครั้งที่ 2 ปี พ.ศ.2556 เสร็จแล้ว และอยู่ระหว่างการเสนอคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) ระบบที่ทำหน้าที่แทนคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ซึ่งในปฏิทินจะมีการประกาศการรับสมัครวันที่ 9-15 ธ.ค.กำหนดการรับสมัครสอบแข่งขันระหว่างวันที่ 16-22 ธ.ค.ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบคัดเลือกวันที่ 17 ม.ค.57 สอบคัดเลือกวันที่ 25-27 ม.ค.57 และคาดว่าจะประกาศผลสอบในเดือน ก.พ.57 โดยการสอบแข่งขันครั้งนี้จะให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการสอบคัดเลือก การออกข้อสอบ การตรวจกระดาษคำตอบ การขึ้นบัญชีผู้สอบคัดเลือกได้ ทั้งนี้ในการสอบคัดเลือกจะมีการสอบภาค ก ภาค ข และการสอบภาค ค หรือการสอบสัมภาษณ์เพิ่มขึ้นมาจากการสอบครั้งที่ผ่านมาที่ได้ถูกยกเลิกไป ทั้งนี้สำหรับอัตราที่จะสอบบรรจุในคราวนี้อยู่ระหว่างการสำรวจจากเขตพื้นที่การศึกษาที่จะเปิดสอบแข่งขัน จึงจะทราบอัตราที่จะสอบบรรจุที่แท้จริง โดยขณะนี้มีอัตราที่ได้รับจัดสรรมาประมาณ 4,700 อัตรา แต่จะต้องจัดสรรอัตรา 25%ไปให้ในการสอบคัดเลือกครูกรณีที่มีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว12 ด้วย

       เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สพฐ.ยังเตรียมการที่จะสอบคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาสังกัด สพฐ.ในตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา โดยจะแบ่งการสอบคัดเลือกออกเป็น กลุ่มทั่วไป และกลุ่มประสบการณ์ ซึ่ง สพฐ.ได้ขอแก้ไขหลักเกณฑ์ไปยัง ก.ค.ศ.เพื่อให้ปรับข้อสอบใหม่ให้มีเนื้อหาที่ชัดเจน มีความทันสมัยจะได้ไม่มีการได้เปรียบเสียเปรียบกัน อีกทั้งจะต้องมีการประกาศให้ทราบเรื่องนี้ล่วงหน้านานๆ ส่วนการขึ้นบัญชีผู้สอบคัดเลือกได้จะให้มีการขึ้นบัญชีเป็นรายเขตพื้นที่การศึกษา ทั้งนี้ก่อนจะสอบคัดเลือกดังกล่าว สพฐ.จะเรียกผู้ที่สอบขึ้นบัญชีรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษาในปี 2555 มาบรรจุแต่งตั้งในตำแหน่งที่ยังว่างก่อน จากนั้นจึงจะนำอัตราว่างสุทธิไปสอบคัดเลือกครั้งใหม่ต่อไป สำหรับการสอบคัดเลือกผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (ผอ.สพม.) และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (ผอ.สพป.) กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการของ สพฐ.โดยมีอัตราว่างที่จะเปิดสอบรวมประมาณ 60 ตำแหน่ง 

       เมื่อถามว่ากรณีที่ สพฐ.จะมีการแก้มาตรฐานตำแหน่งเพื่อให้กลุ่มรอง ผอ.สพป.และรอง ผอ.สพม.สามารถสอบคัดเลือกเป็น ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาข้ามสายได้ นายอภิชาติ กล่าวว่า ตนได้ทำหนังสือเวียนแจ้งไปยังเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เพื่อให้รอง ผอ.สพป.ที่คิดว่าตนเองมีประสบการณ์ตามมาตรฐานตำแหน่งของ ก.ค.ศ.ส่งหลักฐานมาให้ สพฐ.ตรวจสอบ เช่น เคยเป็นหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอแล้วมีโรงเรียนที่เปิดขยายโอกาสมัธยมศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี จะมีการพิจารณาเป็นรายกรณีไปว่าจะมีประสบการณ์ตามที่กำหนดไว้ 5 ปี ตามมาตรฐานตำแหน่งของ ก.ค.ศ.หรือไม่ โดยเรื่องนี้สามารถเทียบเคียงประสบการณ์ได้และไม่จำเป็นต้องแก้เกณฑ์มาตรฐานตำแหน่งที่จะต้องใช้เวลา ส่วนกรณีของรอง ผอ.สพม.ที่ต้องการจะมาสมัครเป็น ผอ.สพป.ก็จะใช้เกณฑ์เดียวกันคือให้ส่งหลักฐานมาให้ สพฐ.ตรวจสอบเช่นกัน

ขอขอบคุณข่าวสาร/ข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ

... เน็ตช้า คลิ๊กที่ http://tuewsob.blogspot.com

... ห้องวิชาเอกครู คลิ๊กที่ http://uewsob2011.blogspot.com

... (ห้องข้อสอบใหม่) ..สอบครู..สอบผู้บริหาร..สอบบุคลากร ที่


"ติวสอบดอทคอม "
ผอ.นิกร  เพ็งลี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค

พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค
พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค

ห้องสนทนา บน facebook

ห้องสนทนา บน facebook
ห้องสนทนาติวสอบดอทคอม

ข้อสอบออนไลน์ "ติวสอบดอทคอม" ชุดใหม่

คู่มือเตรียมสอบผู้บริหาร ภาค ก ข ค

แจ้งย้ายเว็บไปที่ www.tuewsob.com

คู่มือเตรียมสอบผู้บริหาร ภาค ก ข ค (ปรับปรุงใหม่)

รวม เล่ม + แผ่นพับ + ชีตช่วยจำ + DVD เนื้อหา + เสียงบรรยาย + EMS = 800 บาท
สนใจ คู่มือ ภาค ก ข ค ผู้บริหาร คลิ๊กเลย

สั่งจอง... โอนเงินเข้าชื่อบัญชี นายนิกร เพ็งลี ธนาคารกรุงไทย สาขาจอหอ บัญชีเลขที่ 341-1-38912-5 โอนเงินแล้วกรุณาโทรแจ้ง
0872494141 หรือ 0839660030

คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร

คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร
คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร

ติวสอบออนไลน์ บน facebook

ติวสอบออนไลน์ บน facebook
ติวสอบออนไลน์ บน facebook

คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม

คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม
คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม

ติวสอบดอทคอม

ติวสอบดอทคอม
ติวสอบดอทคอม