หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์

หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์
หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์

ติวสอบ รอง.ผอ.รร ปี 2563

ติวสอบ รอง.ผอ.รร ปี 2563
ติวสอบ รอง.ผอ.รร ปี 2563

คลิ๊ก "สมัครพัฒนาความรู้สู่ผู้บริหาร / ครูผู้ช่วย

คลิ๊ก... สมัคร พัฒนาความรู้ สู่ ครูผู้ช่วย
คลิ๊ก... สมัคร พัฒนาความรู้ สู่ ผู้บริหาร

ติวสอบดอทคอม (เตรียมสอบครูผู้ช่วย-ผู้บริหาร-บุคลากร การศึกษา)

ติวสอบดอทคอม (เตรียมสอบครูผู้ช่วย-ผู้บริหาร-บุคลากร การศึกษา)
ติวสอบดอทคอม (เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์ สอบครู ผู้บริหาร บุคลากร)

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2563

ติวสอบ ความรอบรู้ ภาค กขค 8-14 มี.ค.2563

อ่านชัด-อ่านครบ กด ดูเวอร์ชั่นสำหรับเว็บ (ด้านล่าง) 
เรื่องใหม่น่าสนใจ  (ทั้งหมด ที่ ) 




(เนื้อหา-ข้อสอบ 1,000 ชุุด หมื่นข้อ ภาค กข


40 วิชาเอก) ที่ ห้องสอบด้านขวา หรือ 


เว็บฟรีข้อสอบ 1,000 ชุด ที่ ติวสอบดอทคอม 

คลิ๊ก www.tuewsob.com โดย อ.นิกร


 คลิ๊ก ) สมัครพัฒนาความรู้   

ติวสอบ ความรอบรู้ ภาค กขค  8-14 มี.ค.2563



แมทธิว ดีน นักแสดง พิธีกร และเจ้าของค่ายมวย ประกาศต่อสาธารณะว่า ตนเองติดเชื้อโควิด-19 เพื่อให้ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดตนเฝ้าระวังอาการตนเอง ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมากต่อความรับผิดชอบต่อสังคม
แมทธิว ดีน นักแสดง พิธีกร และเจ้าของค่ายมวย ประกาศต่อสาธารณะว่า ตนเองติดเชื้อโควิด-19 เพื่อให้ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดตนเฝ้าระวังอาการตนเอง ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมากต่อความรับผิดชอบต่อสังคม

สถานการณ์ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 ในไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเมื่อวันที่ 10 มี.ค. กระทรวงสาธารณสุขแถลงมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่ม 3 ราย รวมยอดติดเชื้อสะสม 53 ราย โดยรายใหม่เป็นหญิงไทย อายุ 41 ไม่มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศ แต่ใกล้ชิดผู้ป่วยรายที่ 45 ส่วนอีก 2 ราย เป็นสามีภรรยากัน โดยภรรยากลับจากประเทศอิตาลี
ต่อมา วันที่ 12 มี.ค. กระทรวงสาธารณสุข แถลงพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ เป็นกลุ่มก้อน 11 ราย ทั้งหมดเป็นคนไทย โดยผู้ป่วยได้พบปะกับเพื่อนนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงที่มาเที่ยวเมืองไทยเมื่อวันที่ 21 ก.พ. หลังจากนั้น 4 วัน (25 ก.พ.) เริ่มป่วยด้วยอาการไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ไอ ในขณะที่มีอาการป่วย ได้นัดสังสรรค์กับเพื่อนสนิทอีก 2 ครั้ง (27 และ 29 ก.พ.) โดยมีพฤติกรรมดื่มสุราแก้วเดียวกัน สูบบุหรี่มวนเดียวกัน หลังจากนั้น ผู้ร่วมสังสรรค์เริ่มทยอยป่วย 7 คน และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยตรวจพบการติดเชื้อ 11 คน จากทั้งหมด 15 คน เป็นชาย 5 คน หญิง 6 คน
ต่อมา วันที่ 13 มี.ค. กระทรวงสาธารณสุขแถลงพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มอีก 5 ราย โดย 2 ราย อยู่ในกลุ่มติดเชื้อเดิม 11 คน (จากทั้งหมด 15 คน) ส่วนอีก 3 ราย มีความเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยรายที่ 57 ซึ่งเป็นสตรีไปทำศัลยกรรมที่ประเทศเกาหลีใต้ กลับมาไปกินเลี้ยงกับเพื่อน 11 คนในผับยอดนิยมแห่งหนึ่ง โดยคนที่ 1 เป็นน้องชายผู้ป่วยคนที่ 57 คนที่ 2 เป็นเพื่อน ไปเที่ยวผับด้วยกัน ดื่มเหล้าแก้วเดียวกัน อยู่ใกล้ชิดกันในผับเป็นเวลานาน คนที่ 3 เป็นชายไทย ติดตามเพื่อนไปเที่ยวในกลุ่มเดียวกัน
ล่าสุด วันนี้ (14 มี.ค.) กระทรวงสาธารณสุขแถลงพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มอีก 7 ราย ส่งผลให้ยอดผู้ป่วยสะสมเพิ่มเป็น 82 ราย สำหรับผู้ติดเชื้อรายที่ 76 เป็นแม่ของผู้ป่วยในกลุ่มสังสรรค์งานปาร์ตี้ที่ติดเชื้อเมื่อวันก่อน, รายที่ 77-80 เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน โดยรายที่ 77 มีประวัติเดินทางกลับจากญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 2 มี.ค., รายที่ 78 เป็นลูกสาวรายที่ 77, รายที่ 79 เป็นลูกเขยรายที่ 77, รายที่ 80 เป็นหลานสาวของรายที่ 77 อายุ 4 ขวบ
ส่วนผู้ป่วยรายที่ 81 เป็นนักศึกษาหญิง อายุ 20 ปี ที่เดินทางกลับจากญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 14 ก.พ. เริ่มมีอาการป่วยเมื่อวันที่ 27 ก.พ. รายที่ 82 คือ นายแมทธิว ดีน นักแสดง พิธีกร และเจ้าของค่ายมวย เริ่มมีอาการป่วยวันที่ 11 มี.ค. ด้วยอาการไข้ ไอ ปวดเมื่อย มีประวัติการสัมผัสโรค คือ มีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติ และมีการสัมผัสกับชาวต่างชาติ ขณะนี้รักษาตัวที่โรงพยาบาลราชวิถี เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามคนใกล้ชิด
นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการติดตามผู้ที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อเฝ้าดูอาการ มีผู้เข้าเกณฑ์การสอบสวนโรค 36 ราย และมีการติดตามผู้ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อเหล่านี้อีกกว่า 100 ราย สรุปรวมขณะนี้ มีผู้ป่วยที่รักษาหาย 35 ราย ยังอยู่ในโรงพยาบาล 46 ราย และมีผู้ป่วยวิกฤต 1 ราย เสียชีวิตตาย 1 ราย รวมมีผู้ป่วยยืนยันสะสม 82 ราย และขณะนี้สถานการณ์โควิด-19 ของประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 45 จากทั่วโลก
นพ.สุขุมกล่าวว่า กรณีนายแมทธิว ดีน นั้น เนื่องจากผู้ป่วยเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง จึงมีประวัติผู้สัมผัสมากพอสมควร โดยในขณะนี้ สธ.อยู่ระหว่างการรวบรวมรายชื่อ และพบว่าบางรายที่สัมผัสได้เข้ารับการตรวจแล้ว และส่วนใหญ่ไม่พบว่ามีใครป่วย ทั้งนี้ ขอให้ผู้ที่ใกล้ชิดในช่วงระหว่างวันที่ 11-13 มี.ค. สังเกตอาการ กรณีมีไข้ หรือมีอาการทางระบบทางหายใจให้รีบพบแพทย์ทันที และระหว่างนี้ขอให้แยกสิ่งของเครื่องใช้จากผู้อื่น
นพ.สุขุมยังชื่นชมกรณีที่นายแมทธิว ดีน ออกมาประกาศต่อสาธารณชนว่าตนเองติดเชื้อโควิด-19 ว่า เป็นเรื่องที่ดี ทำให้ประชาชนตื่นตัวและผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยก็มีการระมัดระวังตนเอง ดีกว่าบางคนที่ซ่อนตัว เพราะจะยิ่งอันตราย ขอบคุณที่กล้าจะบอกว่าตัวเองป่วยเป็นโรค ต้องชื่นชม
2.รวบ "บอย ศรสุวีร์" โพสต์เฟซขายหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น อ้างรู้เท่าไม่ถึงการณ์-ของไม่มีจริง ด้าน "ธรรมนัส-คณะทำงาน" ปัดเอี่ยว!
นายศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี หรือบอย ผู้โพสต์และไลฟ์สดขายหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้นผ่านโซเชียล
นายศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี หรือบอย ผู้โพสต์และไลฟ์สดขายหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้นผ่านโซเชียล

จากกรณีที่โซเชียลมีเดียได้มีการแชร์โพสต์และคลิปเฟซบุ๊กไลฟ์ของชายคนหนึ่งซึ่งอ้างว่า มีหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้นจำหน่าย และมีภาพถ่ายคู่กับคนสนิทคนติดตามรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงการกักตุนหน้ากากอนามัยจำนวนมากดังกล่าว ซึ่งต่อมาทราบชื่อชายที่เฟซบุ๊กไลฟ์ดังกล่าวว่า คือ นายศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี หรือบอย
ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 9 มี.ค. นายพิตตินันท์ รักเอียด ซึ่งเป็นคณะทำงานของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมายอมรับว่า ถ่ายภาพร่วมกับนายศรสุวีร์จริง แต่การไปพบดังกล่าวเป็นการไปพบธรรมดา ผ่านทางรุ่นน้องที่ชื่อกอล์ฟ อาชีพชิปปิ้ง ซึ่งวันนั้นกอล์ฟชวนตนไปดื่มกินที่โรงแรม และตนก็ทราบว่า มีการเจรจาซื้อขายหน้ากากอนามัยกันจริงระหว่างนายศรสุวีร์กับนายกอล์ฟ แต่ยืนยันว่า ตนไม่ได้มีส่วนรู้เห็นด้วย
ด้าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แถลงยืนยันเช่นกันว่า ไม่รู้จักนายศรสุวีร์ และไม่เคยเกี่ยวข้องกับธุรกิจของนายศรสุวีร์แต่อย่างใด ส่วนนายพิตตินันท์ เป็นคณะทำงานของตน เป็นอดีตผู้สมัคร ส.ส.สุราษฎร์ธานี เขต 6 พรรคพลังประชารัฐ มีคะแนนเสียงดี อยากให้ทำงานในพื้นที่ต่อไปและขอมาสมัครเป็นคณะทำงาน ดูแลเฉพาะ จ.สุราษฎร์ธานี และว่า ข่าวที่เกิดขึ้น ได้ให้ทีมงานสอบถาม ปรากฏว่า ทั้งสองนัดเจอกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน กทม. ทราบว่าเป็นการเจรจาเพื่อเอาหน้ากากไปแจกชาวบ้านในพื้นที่เขตเลือกตั้งของเขา ไม่มีการซื้อขายหน้ากาก จึงแจ้งทีมงานให้นายพิตตินันท์ไปร้องทุกข์กล่าวโทษกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวงจรนี้ เพื่อเอาผิดนายศรสุวีร์
ร.อ.ธรรมนัส ย้ำด้วยว่า “ผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการขายหน้ากาก ได้ประสานงานกับ สภ.หนองปรือ จ.ชลบุรี ให้ดำเนินการตรวจสอบโดยเร็ว หากกักตุนหน้ากากจริง ผมจะนำไปทลายเอง ยังได้ตั้งคณะตรวจสอบพฤติกรรมของนายพิตตินันท์ด้วย หากผิดจริง ไม่เอาไว้แน่นอน ใครก็ตามที่เป็นคณะทำงานผม หากไปเกี่ยวข้องกับการกักตุนหน้ากากอนามัย จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด จะไม่เลี้ยงเลยคนพวกนี้”
นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัสยังได้ทำหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขอให้เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นกรณีนายศรสุวีร์กักตุนและจำหน่ายหน้ากากอนามัยในราคาสูง และได้พาดพิงไปยังนายพิตตินันท์ ที่เป็นคณะทำงานของตน ทำให้ตนได้รับความเสียหาย พร้อมระบุว่า หากพบผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้อง ขอให้ดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด
ทั้งนี้ นอกจากนายพิตตินันท์ และ ร.อ.ธรรมนัส จะยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับนายศรสุวีร์แล้ว ยังมีดาราชื่อดังอีก 2 คน ซึ่งปรากฏตัวในเฟซบุ๊กไลฟ์ของนายศรสุวีร์ด้วย คือ เล็ก ไอศูรย์ และพีท ทองเจือ ต่างออกมายืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องกับนายศรสุวีร์เช่นกัน
ด้านนายศรสุวีร์ หรือบอย ผู้เฟซบุ๊กไลฟ์มีหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น ได้เข้าพบตำรวจภูธรภาค 2 จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 9 มี.ค.โดยอ้างว่า กระทำการดังกล่าวโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และว่า ตนเป็นพ่อค้าออนไลน์ หลังเกิดเหตุ ได้ลบโพสต์หมดแล้ว พร้อมขอโทษประชาชนด้วยที่ทำให้เดือดร้อน และยืนยันว่า ตนไม่มีหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้นแต่อย่างใด จากนั้น พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม ผบช.ภ.2 ได้นำตัวนายศรสุวีร์ มายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเข้าให้ข้อมูลกับ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร.
ซึ่งต่อมา นายศรสุวีร์ กล่าวอีกว่า ภาพหน้ากากอนามัยที่โพสต์ลงเฟซบุ๊ก ตนก๊อปปี้มาจากคนอื่น เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เพราะทำอาชีพนายหน้า หน้ากากอนามัยไม่มีอยู่จริง แต่ภาพโรงงานที่ไลฟ์สดลงโซเชียลมีอยู่จริง เปิดอย่างถูกต้อง ทำไปเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนที่เข้ามาซื้อของ ที่ทำไปทั้งหมดเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พร้อมอ้างว่า คลิปที่โพสต์เป็นช่วงที่หน้ากากอนามัยยังไม่ขาดแคลน
ทั้งนี้ มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้เข้าค้นอาคารไทยเฮลท์ เขตหนองแขม กทม.ที่นายศรสุวีร์อ้างว่า ใช้เก็บสินค้ากว่า 200 ล้านชิ้น จากการตรวจสอบพบว่า มีหน้ากากอนามัยอยู่เพียง 12,500 ชิ้น ซึ่งหน้ากากอนามัยดังกล่าว นายพันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคภราดรภาพ เป็นผู้สั่งทำจากโรงงานแห่งหนึ่ง และแนวทางการสืบสวนพบว่า นายพันธ์ยศติดต่อซื้อขายหน้ากากอนามัยกับนายศรสุวีร์จริง ซึ่งนายศรสุวีร์รับว่าได้ซื้อขายหน้ากากอนามัยจากนายพันธ์ยศเพียง 2 แสนชิ้น
ด้านนายพันธ์ยศ ยอมรับว่า อาคารดังกล่าวเป็นของตน เคยเปิดเป็นบริษัท ไทยเฮลท์ ที่เป็นธุรกิจอาหารเสริมความงามเพื่อสุขภาพ แต่ขณะนี้ปิดกิจการไปแล้ว เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจ และว่า รู้จักนายศรสุวีร์ หรือบอยได้ 1 เดือน หลังจากนั้นบอยได้ประสานขอให้ตนหาหน้ากากอนามัยเพื่อจะนำมาบริจาค 1 ล้านชิ้น แต่อยู่ระหว่างคุยรายละเอียด ส่วนเหตุที่บอยให้ตนหาหน้ากากอนามัยให้ เพราะตนทำธุรกิจกับชาวจีน ช่วงโควิด-19 เริ่มระบาด ทางการจีนติดต่อให้ตนเป็นธุระจัดหาหน้ากากอนามัยในไทยเพื่อนำไปช่วยประชาชนที่จีน ส่วนที่บอกว่า ตนรู้จักหรือเกี่ยวข้องกับ ร.อ.ธรรมนัสนั้น ขอปฏิเสธว่าไม่จริง ส่วนที่ในโซเชียลมีภาพกล่องสินค้าหน้ากากอนามัยจำนวนมากอยู่ในออฟฟิศตนนั้น ยอมรับว่า มีจริง แต่ไม่ได้เป็นการกักตุน พอสินค้าเข้ามาก็ระบายออก
ล่าสุด (13 มี.ค.) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เผยความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนายพิตตินันท์ รักเอียด คณะทำงาน เกี่ยวข้องกับการกักตุนหน้ากากอนามัยหรือไม่ว่า ผลสรุป นายพิตตินันท์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว แต่ก็ได้สั่งปลดออกจากการเป็นคณะทำงานแล้ว ในฐานะที่ไม่ระมัดระวัง คิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคงเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อย่างไรก็ตาม ผลสรุปทั้งหมด ตำรวจจะนำไปขยายผล ซึ่งขณะนี้มีขยายผลไปจนถึงต้นตอหมดแล้ว นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะเข้าไปดำเนินการตรวจสอบด้านบัญชี และยึดทรัพย์ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไป
3.ครม. คลอดมาตรการเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 ช่วยทั้ง ปชช.-ผู้ประกอบการ!

เมื่อวันที่ 10 มี.ค. นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยหลังประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมเห็นชอบมาตรการด้านเศรษฐกิจดูแลผลกระทบโควิด-19 ระยะที่ 1 โดยพิจารณาดูแลทั้งผู้ประกอบการและประชาชน โดยมาตรการสำหรับผู้ประกอบการ ประกอบด้วย 1.สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน) วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ปล่อยกู้ 20 ล้านบาทต่อราย คิดดอกเบี้ย 2% ต่อปี เป็นเวลา 2 ปี โดยเงินที่นำมาปล่อยกู้ ยืมมาจากสถาบันการเงินของรัฐ ไม่ได้ใช้จากงบประมาณ
2.มาตรการพักเงินต้น ลดดอกเบี้ย ขยายเวลาชำระหนี้แก่ลูกหนี้แบงก์รัฐ ธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่อนปรนหลักเกณฑ์บางอย่างเพื่อให้สถาบันการเงินช่วยลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ 3.กองทุนประกันสังคมให้เงินมา 3 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปปล่อยกู้ให้สถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคม คิดดอกเบี้ย 3% ต่อปี นาน 3 ปี
นอกจากนี้ยังมีมาตรการด้านภาษี ประกอบด้วย 1.คืนสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการในประเทศ ลดอัตราภาษี หัก ณ ที่จ่าย เหลือ 1.5% จากเดิม 3% เริ่ม เม.ย.-ก.ย.2563 2.เอสเอ็มอี นำรายจ่ายดอกเบี้ยจากการกู้ซอฟท์โลนมาหักลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า เริ่ม เม.ย.-ธ.ค.2563 3.ส่งเสริมสถานภาพการจ้างงาน โดยให้เอสเอ็มอีนำรายจ่ายค่าจ้าง ในธุรกิจเอสเอ็มอีหักรายจ่ายได้ 3 เท่า 4.เร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ให้กับผู้ประกอบการภายในประเทศ ถ้ายื่นแบบทางอินเทอร์เน็ตคืนภายใน 15 วัน หากยื่นกับสรรพากร คืนภายใน 45 วัน เพื่อคืนสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ
ส่วนมาตรการอื่นๆ ประกอบด้วย ลดค่าน้ำ ค่าไฟ คืนเงินประกันมิเตอร์ โดยให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพลังงานไปพิจารณาเงื่อนไขที่เหมาะสม, ลดเงินสมทบประกันสังคมของนายจ้างและลูกจ้าง กระทรวงแรงงานจะไปพิจารณาตามความเหมาะสม อาจลดให้ 3-6 เดือน, ขอความร่วมมือส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจลดค่าเช่า ค่าธรรมเนียมให้ผู้ประกอบการ เช่น ลดค่าเช่าที่ราชพัสดุ, มาตรการช่วยตลาดหุ้น เพิ่มวงเงินประชาชนที่ซื้อหน่วยลงทุนเพื่อการออม (SSF) สามารถมาหักลดหย่อนภาษีเพิ่มอีก 2 แสนบาท จากเดิมได้ 2 แสนบาท เป็น 4 แสนบาท เป็นเวลา 3 เดือน เริ่ม เม.ย.-มิ.ย.2563 ถ้ามีความจำเป็น พร้อมจะพิจารณาขยายเวลาเพิ่มให้อีก
นอกจากนี้ ครม.ยังพิจารณาให้กำหนดวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเตรียมการไว้ช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เช่น ถูกเลิกจ้าง สถานประกอบการลดวันทำงานของลูกจ้างลง การเสริมศักยภาพของบุคลากร ซึ่งกระทรวงการคลังจะหารือกับสำนักงบประมาณในการกำหนดวงเงินและขอบเขตในการใช้เงินต่อไป และมาตรการสุดท้ายคือ ครม.เห็นชอบยกเว้นอากรนำขาเข้าของวัตถุดิบเกี่ยวกับหน้ากากอนามัยเป็นเวลา 6 เดือน นับจาก ครม.มีมติเป็นต้นไป
ด้านนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้า หรือค่ามิเตอร์ไฟฟ้า มีอัตราตั้งแต่ 300 บาท, 2,000 บาท, 3,000 บาท และ 6,000 บาท แล้วแต่ขนาดมิเตอร์ โดยจะมีประชาชนได้รับคืน 21.5 ล้านราย วงเงิน 3 หมื่นบ้านบาท เริ่มทยอยคืนตั้งแต่สิ้นเดือน มี.ค.นี้ ส่วนวิธีการคืนนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบจะไปพิจารณาว่า จะคืนอะไร ซึ่งนายกฯ ให้เน้นรายย่อยหรือมิเตอร์ขนาดเล็กเป็นอันดับแรก เพื่อให้กลุ่มผู้ได้รับเงินนำไปลดภาระค่าครองชีพ
ในเวลาต่อมา นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานกรรมการประกันสังคม เผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการประกันสังคมและที่ปรึกษา เมื่อวันที่ 10 มี.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมการฯ มีมติเห็นชอบในหลักการให้ปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมให้กับนายจ้างและผู้ประกันตน ทั้งมาตรา 33 และมาตรา 39 โดยนายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33 ปัจจุบันจ่ายฝ่ายละ ร้อยละ 5 ของค่าจ้าง ลดเหลือฝ่ายละ ร้อยละ 4 ของค่าจ้าง
สำหรับผู้ประกันตนเองโดยสมัครใจ มาตรา 39 ปัจจุบันจ่าย 432 บาทต่อเดือน ลดเหลือ 336 บาทต่อเดือน การลดอัตราเงินสมทบดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 6 เดือน นับแต่งวดค่าจ้างประจำเดือน มี.ค. ถึง ส.ค. 2563 ทั้งนี้ การปรับลดอัตราเงินสมทบดังกล่าวจะไม่กระทบต่อสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนจะได้รับแต่อย่างใด และสามารถช่วยเหลือลดค่าใช้จ่ายในการส่งเงินสมทบให้กับนายจ้าง และผู้ประกันตน เป็นเงินประมาณ 17,000 ล้านบาท

4.ศาลพิพากษาประหารชีวิต “นปช.” ปาระเบิดใส่เวที กปปส. ดับ 1 เจ็บ 26 แต่จำเลยสารภาพ ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต!
นายกฤษฎา ไชยแค หรือ ดา แนวร่วม นปช. มือปาระเบิดใส่เวที กปปส.อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อปี 2557
นายกฤษฎา ไชยแค หรือ ดา แนวร่วม นปช. มือปาระเบิดใส่เวที กปปส.อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อปี 2557

เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษา คดีปาระเบิดใส่กลุ่ม กปปส. ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้องนายกฤษฎา ไชยแค หรือ ดา อายุ 49 ปี แนวร่วม นปช. เป็นจำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, กระทำให้เกิดการระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคล หรือทรัพย์สินของผู้อื่น, มีและใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้มีและให้ใช้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พาอาวุธปืนและวัตถุระเบิดติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์, ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมชน และฝ่าฝืนประกาศ ข้อกำหนด ที่ห้ามนำอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิดออกนอกเคหสถาน ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551
คดีนี้ โจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2557 เวลากลางวัน ขณะเกิดเหตุ นายถาวร เสนเนียม แกนนำกลุ่ม กปปส. ได้ตั้งเวทีปราศรัยโจมตีการทำงานของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จำเลยซึ่งเป็นแนวร่วมฮาร์ดคอร์ กลุ่ม นปช.ได้ใช้ระเบิดสังหารขว้างใส่เวที กปปส. จนมีผู้ชุมนุมเสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 26 ราย ก่อนหลบหนีไปประเทศเพื่อนบ้าน และต่อมา ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมได้ ก่อนแจ้งข้อหาดำเนินคดี ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพ
ด้านศาลพิเคราะห์คำเบิกความพยานโจทก์ และพยานหลักฐานอื่นๆ ประกอบคำรับสารภาพแล้ว เห็นว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง โดยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม โดยศาลพิพากษาประหารชีวิตจำเลย แต่คำให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยไว้ตลอดชีวิต
5.กกต.มีมติแจ้งความเอาผิด “ธนาธร” ฐานลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งที่รู้อยู่แล้วไม่มีสิทธิจากกรณีถือหุ้นสื่อ ด้านเจ้าตัวรีบโวย!
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.)
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.)

เมื่อวันที่ 11 มี.ค. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกเอกสารชี้แจงว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 พ.ย.2562 ว่า สมาชิกภาพ ส.ส.ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) เนื่องจากนายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการสื่อมวลชนอยู่ในวันที่พรรค อนค.ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เมื่อวันที่ 6 ก.พ.2562 ต่อ กกต.นั้น
เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา กกต.ได้พิจารณาข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และพฤติการณ์ในสำนวนการไต่สวน ประกอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องดังกล่าวแล้ว เห็นว่า นายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย ซึ่งประกอบกิจการสื่อมวลชนอยู่ในวันที่ 6 ก.พ.2562 โดยเป็นวันที่พรรค อนค.ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อต่อ กกต. อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.โดยนายธนาธรรู้อยู่แล้วว่า ตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทำหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.2561 มาตรา 151 จึงมีมติให้สำนักงาน กกต.ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาต่อไป
ทั้งนี้ โทษตามมาตรา 151 คือ จำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 2 หมื่นถึง 2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 20 ปี
ด้านนายธนาธรไม่พอใจ จึงได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กโจมตี กกต.รวมไปถึงกระบวนการยุติธรรม และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ว่า “เมื่อวานนี้มีข่าว กกต.แจ้งความดำเนินคดีอาญากับผมเพิ่มเติมอีกหนึ่งคดีจากการลงสมัครรับเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว โดยที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิ เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามจากการถือหุ้นวีลัค ตามแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างโจ่งแจ้งว่า ระบบการเมืองที่สืบทอดจากการรัฐประหารต้องการกำจัดพวกผมให้สิ้นซากไปจากการเมืองไทย โดยใช้ทุกวิถีทาง รวมทั้งใช้กฎหมายและองค์กรอิสระเป็นเครื่องมือ"
นายธนาธรยังอ้างต่อว่า "แต่ปัญหาที่สำคัญมากกว่าคดีที่ผมโดนเพิ่มก็คือ ระบบการเมืองแบบที่เป็นอยู่นี้ ล้มละลายไปแล้ว ทั้งในแง่ความชอบธรรมทางการเมือง ทั้งในแง่การไม่มีประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการของประชาชน ระบบการเมืองนี้เป็นระบบที่ใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล มุ่งกำจัดศัตรูทางการเมือง เพื่อกดทับอำนาจของประชาชน และหาผลประโยชน์ให้พวกพ้องไม่กี่คน ไม่ได้ยึดถือผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นที่ตั้ง...”
นายธนาธรยังระบุอีกว่า "ระบบการเมืองเช่นนี้ไม่ควรดำรงอยู่อีกแล้ว ซึ่งไม่ใช่แค่ตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือรัฐมนตรีบางคนต้องออกไปเท่านั้น แต่เราต้องแก้ไขระบบกฎหมาย ระบบราชการที่รวมศูนย์ ศาล กระบวนการยุติธรรม รวมทั้งองค์กรอิสระ ส.ว. แต่งตั้ง และรัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจ คสช.ทั้งหมดด้วย ไม่เช่นนั้นต่อให้เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีกกี่ครั้ง ประชาชนก็จะยังเจอปัญหาแบบเดิมอีกอยู่ดี”

ที่มาเว็บ  https://mgronline.com/onlinesection/detail/9630000025910

 คลิ๊ก ) สมัครพัฒนาความรู้   


โดย  อ./ผอ.นิกร  ติวสอบดอทคอม 

(ฟรีสรุป-ข้อสอบ-เฉลย ภาค กขค)

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2563

ติวสอบ ความรอบรู้เด่น รอบสัปดาห์ มีนาคม 263

อ่านชัด-อ่านครบ กด ดูเวอร์ชั่นสำหรับเว็บ (ด้านล่าง) 
เรื่องใหม่น่าสนใจ  (ทั้งหมด ที่ ) 




(เนื้อหา-ข้อสอบ 1,000 ชุุด หมื่นข้อ ภาค กข


40 วิชาเอก) ที่ ห้องสอบด้านขวา หรือ 


เว็บฟรีข้อสอบ 1,000 ชุด ที่ ติวสอบดอทคอม 

คลิ๊ก www.tuewsob.com โดย อ.นิกร


 คลิ๊ก ) สมัครพัฒนาความรู้   

ติวสอบ รอง ผอ.เขต 

ติวสอบ ความรอบรู้เด่น รอบสัปดาห์ มีนาคม 263
1.ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับจำคุก "ธาริต" กับพวก 2 ปี กลั่นแกล้งแจ้งข้อหา "อภิสิทธิ์-สุเทพ" สั่งฆ่าประชาชน!
(ขวา) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) (กลาง) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี (ซ้าย) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ
(ขวา) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) (กลาง) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี (ซ้าย) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ

เมื่อวันที่ 5 มี.ค. ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ซึ่งเป็นอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ในฐานะอดีตหัวหน้าชุดคดีการเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐจากเหตุรุนแรงทางการเมืองปี 2553, พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ และ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ในฐานะพนักงานสอบสวน เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนกระทำการโดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200
คดีนี้ โจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อเดือน ก.ค.54-13 ธ.ค. 2555 ดีเอสไอได้สรุปสำนวนดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ข้อหาก่อให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าโดยเจตนาและเล็งเห็นผล จากการออกคำสั่ง ศอฉ. ใช้กำลังเจ้าหน้าที่กระชับพื้นที่การชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 ที่ชุมนุมเพื่อขับไล่นายอภิสิทธิ์ออกจากตำแหน่งนายกฯ ซึ่งโจทก์เห็นว่า การแจ้งข้อหาบิดเบือนจากข้อเท็จจริง โดย นปช.ก่อความไม่สงบ ก่อการร้าย โจทก์ได้มอบนโยบายชัดเจนว่า ให้สลายการชุมนุมโดยหลีกเลี่ยงความสูญเสีย เพื่อระงับความเสียหายของบ้านเมือง โจทก์ไม่ต้องรับผิด เมื่อการชุมนุมยุติลง ดีเอสไอก็ได้สอบสวนดำเนินคดีแกนนำและชายชุดดำข้อหาก่อการร้ายด้วย ต่อมานายธาริต จำเลยที่ 1 ยอมตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย จำเลยทั้งสี่จึงร่วมกันแจ้งข้อหาสั่งฆ่าประชาชน กลั่นแกล้งโจทก์สนองความต้องการของรัฐบาล ซึ่งดีเอสไอไม่มีอำนาจ เพราะโจทก์เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องเป็นการวินิจฉัยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ต่อมา ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2561 ยกฟ้องจำเลยทั้งสี่ โดยเห็นว่า พยานที่โจทก์นำสืบมานั้น ไม่เห็นว่า จำเลยที่ 1 จงใจกลั่นแกล้งโจทก์อย่างไรในการแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งทำในรูปของคณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษ มีจำเลยที่ 2-4 และอัยการเข้าร่วมเป็นคณะทำงาน โดยแต่งตั้งขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งไต่สวนการตายของนายพัน คำกอง คณะกรรมการไม่มีอำนาจสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ต้องส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาต่อ จำเลยทั้งสี่เป็นพนักงานสอบสวนเช่นเดียวกับอัยการที่ร่วมสอบ จึงไม่พอฟังว่า จำเลยทั้งสี่กระทำผิดตามฟ้อง ส่วนหลักฐานอื่นเป็นเพียงพยานแวดล้อมและความเห็นทางกฎหมาย
ทั้งนี้ เมื่อถึงกำหนดนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (5 มี.ค.) นายธาริต และกลุ่มพนักงานสอบสวนดีเอสไอ จำเลยทั้งสี่ ซึ่งได้รับการประกันตัวก่อนหน้านี้ ได้เดินทางมาศาล โดยศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า ก่อนหน้าที่จะมีความเห็นแจ้งข้อหาโจทก์ที่ 1-2 ในความผิดฐานฆ่าเล็งเห็นผลจากเหตุการสลายการชุมนุมปี 2553 จำเลยทั้งสี่เคยมีความเห็นว่า การชุมนุม นปช.เป็นความผิดตามกฎหมาย จึงแจ้งข้อหาก่อการร้าย แสดงว่าจำเลยที่ 1-4 เห็นว่า โจทก์ที่ 1-2 กระทำไปตามหน้าที่ แม้ภายหลังการไต่สวนการตายของนายพัน คำกอง ศาลอาญาจะชี้ว่า กระสุนมาจากฝั่งทหาร แต่ก็ไม่ได้ระบุว่า การกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นความผิด
จากการพิจารณาพฤติการณ์ประกอบกัน ฟังได้ว่า การที่จำเลยทั้งสี่มีความเห็นต่างจากเดิม เชื่อว่าเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสอง เพื่อเอาใจรัฐบาล มีผลในการต่ออายุตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ การที่จำเลยทั้งสี่สืบสวนสอบสวนโจทก์ทั้งสอง พร้อมแจ้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเล็งเห็นผล ทั้งที่เป็นอำนาจ ป.ป.ช. การกระทำจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200 วรรคสอง การกระทำเป็นความผิดกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุดตามมาตรา 200 วรรคสอง จำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 3 ปี แต่คำเบิกความเป็นประโยชน์ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยคนละ 2 ปี
ต่อมา ญาติของนายธาริต และจำเลยที่ 1-4ได้ยื่นคำร้อง พร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว ระหว่างฎีกา ด้านศาลพิจารณาแล้ว อนุญาตให้นายธาริตกับพวกประกันตัวด้วยหลักทรัพย์คนละ 4 แสนบาท โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไข ใดๆ
2.ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก “ปลอดประสพ” 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีโยกย้ายลูกน้องมิชอบ พร้อมชดใช้ 1.4 ล้าน!
นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 5 มี.ค. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นายปลอดประสพ สุรัสวดี อายุ 75 ปี อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ที่ศาลได้ออกหมายจับให้ติดตามตัวมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่นายวิฑูรย์ ชลายนนาวิน อดีตรองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีกลั่นแกล้งโยกย้ายโดยไม่เป็นธรรม ทำให้เกิดความเสียหาย ได้เดินทางมารายงานตัวต่อศาลก่อนถึงกำหนดนัดวันที่ 7 เม.ย. พร้อมขอให้ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งนายปลอดประสพมีอาการป่วย ใส่หน้ากากอนามัย และนั่งรถเข็นมาศาล โดยมีบุตรชาย ญาติและคนใกล้ชิดนับสิบคนมาร่วมให้กำลังใจด้วย
คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2560 เห็นว่า การที่จำเลยมีคำสั่งไม่แต่งตั้งโจทก์ให้เลื่อนขั้นเป็นข้าราชการระดับ 9 ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อกลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย ทั้งที่โจทก์มีคุณสมบัติจะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บริหารได้ จึงให้จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา ไว้ 2 ปี และให้จำเลยชดใช้เงินค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วย 1.4 ล้านบาท หลังจากนั้น ทั้งนายปลอดประสพ จำเลย และนายวิฑูรย์ โจทก์ ต่างยื่นอุทธรณ์
ต่อมา ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2561 โดยพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 84 อีกกรรมหนึ่ง จึงให้จำคุก 2 กระทงๆ ละ 1 ปี รวมโทษจำคุกทั้งสิ้น 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1.4 ล้านบาทด้วย หลังจากนั้น นายปลอดประสพ จำเลย ได้ยื่นฎีกาต่อสู้คดี และได้ประกันตัวระหว่างฎีกา ด้วยหลักทรัพย์ 4 แสนบาท
แต่เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ที่ผ่านมา นายปลอดประสพไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาตามกำหนดนัด ศาลจึงมีคำสั่งให้ปรับนายประกันเต็มจำนวน และให้ออกหมายจับนายปลอดประสพ จำเลยมาฟังคำพิพากษาในวันที่ 7 เม.ย.นี้ กระทั่งนายปลอดประสพตัดสินใจเดินทางมาศาลในวันที่ 5 มี.ค. ก่อนกำหนดนัดครั้งต่อไปถึง 1 เดือน
ทั้งนี้ ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า การกระทำของนายปลอดประสพ จำเลย ขณะดำรงตำแหน่งปลัด ทส. ที่ให้นายดำรงค์ พิเดช ออกคำสั่งใหม่ให้นายวิฑูรย์ โจทก์ ย้ายไปดำรงตำแหน่งป่าไม้จังหวัดอำนาจเจริญนั้น เป็นตำแหน่งข้าราชการพลเรือนระดับ 8 เป็นการย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ต่ำกว่าระดับเดิม และเป็นการโยกย้ายโดยเร่งด่วน ไม่ได้หารือคณะกรรมการ
ส่วนที่จำเลยอ้างว่า มีปัญหาเรื่องตำแหน่งใหม่ของโจทก์ เมื่อมีการโอนย้ายสังกัดกรมป่าไม้ จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาสังกัดกระทรวงทรัพยากรฯ นั้น จากคำเบิกความของพยานที่ตอบคำถามได้ความว่า ตำแหน่ง ผอ.สำนักงานวิชาการ 9 นั้น จะมีกระบวนการสรรหาผู้มีคุณสมบัติ ซึ่งโจทก์ก็มีคุณสมบัติ จึงต่างจากที่จำเลยอ้าง ดังนั้น การออกคำสั่งยกเลิกการแต่งตั้งโจทก์และการย้ายนายดำรงค์มาในตำแหน่งทับซ้อนกับโจทก์ จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งการแต่งตั้งโยกย้าย ระบบราชการนอกจากความเหมาะสมแล้ว จะต้องคำนึงถึงคุณธรรมและธรรมาภิบาล แต่เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ของจำเลยแล้ว เป็นการกระทำที่ทำลายระบบคุณธรรมและธรรมาภิบาลในระบบราชการ จึงไม่ควรรอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ฯ กำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 1.4 ล้านบาทนั้น เหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
ส่วนบทลงโทษ ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิด ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ให้จำคุกรวม 1 ปี 8 เดือน โดยให้ออกหมายคดีถึงที่สุดด้วย
หลังศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งผลถือเป็นที่สุดตามกฎหมายแล้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวนายปลอดประสพ ไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อรับโทษตามคำพิพากษา
3.ผู้พิพากษา “คณากร” เขียน จ.ม.ลาตาย-ยิงตัวเองดับ หลังถูกตั้ง กก.สอบ-ดำเนินคดีอาญาปมยิงตัวเองกลางศาล!
นายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลชั้นต้นจังหวัดยะลา
นายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลชั้นต้นจังหวัดยะลา

จากกรณีที่นายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลชั้นต้นจังหวัดยะลา ได้ก่อเหตุยิงตัวเองได้รับบาดเจ็บกลางศาลเมื่อวันที่ 4 ต.ค.2562 หลังอ่านคำพิพากษายกฟ้องจำเลย 5 คนในคดีความมั่นคง พร้อมอ้างว่าถูกแทรกแซงคดีสั่งให้ลงโทษจำเลยคดีดังกล่าว โดยก่อนก่อเหตุครั้งนั้น นายคณากรได้เฟซบุ๊กไลฟ์ด้วย พร้อมเชื่อว่า การกระทำของตนน่าจะนำไปสู่การถูกไล่ออกโดยไม่ได้รับบำเหน็จ ส่งผลให้ครอบครัวเดือดร้อน จึงให้เลขบัญชีเพื่อเปิดรับบริจาคภรรยาและบุตรของตน ซึ่งต่อมา ประธานศาลฎีกาได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยนายคณากรถูกย้ายไปช่วยทำงานชั่วคราวในกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในแง่คดีอาญา พนักงานสอบสวน สภ.เมืองยะลา ได้ขออนุญาตประธานศาลฎีกาดำเนินคดีนายคณากรตามความผิด พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน
ล่าสุด วันนี้ (7 มี.ค.) นายคณากร ได้เขียนจดหมายลาตาย ในเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ “คณากร ตุลาคม” ก่อนตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงเข้าหัวใจที่บ้านพักส่วนตัวในอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โดยข้อความในจดหมาย ระบุว่า “เรียนเพื่อนๆ พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รัก เรื่องจดหมายลา สืบเนื่องจากผม นายคณากร ...ใช้อาวุธปืนยิงตนเองในห้องพิจารณาคดีที่ 4 ที่ศาลจังหวัดยะลาเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2562 ...ต่อมาผมถูกศาลยุติธรรมตั้งกรรมการสอบสวนและยังถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา ซึ่งผมเชื่อว่าต้องถูกลงโทษออกจากราชการเป็นแน่"
"ทั้งการดำเนินคดีกับตัวผมเพิ่งจะเริ่มต้น การสูญเสียหน้าที่การงานที่รักนั้นคือ การสูญเสียตัวตน ทั้งกลับกลายเป็นผู้ต้องหาเสียเอง สภาพร่างกายและจิตใจของผมไม่อาจรับไหว เต็มไปด้วยความทุกข์ เส้นทางชีวิตของผมในชาตินี้ได้ขาดลงแล้ว ผมขอยืนยันกับเพื่อนๆ พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่านว่า สิ่งที่ทำลงไป ผมทำด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ ต้องการให้ความยุติธรรมแก่ประชาชน และไม่เสียใจที่ได้กระทำ ผมภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการให้ความยุติธรรมแก่ประชาชน"
"ในอดีตที่เราใช้รัฐธรรมนูญ พ. ศ. 2540 ที่ถูกร่างขึ้นโดย ส.ส.ร. ประชาชนและนักวิชาการทั้งหลายต่างยอมรับว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดเท่าที่ประเทศเราเคยมีมา ท่านคงสงสัยว่า ขณะใช้รัฐธรรมนูญดังกล่าว ทำไมจึงไม่ให้มีการตรวจร่างคำพิพากษาในศาลชั้นต้น เพราะอะไร หรือ ส.ส.ร. รู้ว่า การตรวจร่างคำพิพากษาในศาลชั้นต้น อาจเปิดโอกาสให้มีการแทรกแซงผลคำพิพากษาโดยอธิบดีผู้พิพากษาภาค"
“ขออนุญาตถามเพื่อนๆ พี่น้องประชาชนชาวไทยง่ายๆ ว่า สิ่งที่ผมทำลงไปจนถูกสอบวินัยและตกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญานี้ ท่านพบความชั่วหรือความเลวอยู่ในการกระทำของผมบ้างหรือไม่ ขอทุกท่านตอบในใจเบาๆ ก็พอ ส่วนผมรู้คำตอบมาตั้งแต่ต้นแล้ว เสียดายที่ท่านไม่ใช่ผู้ตัดสิน"
“ในวันที่ 4 ตุลาคม 2562 ผมไม่คิดว่าจะมีชีวิตรอด แต่วันนั้นสวรรค์ทรงเมตตาให้ผมมีชีวิตอยู่ต่อ เข้าใจว่าทรงมีพระประสงค์ให้มาอยู่กับครอบครัวสักระยะหนึ่งเท่านั้น ผมจึงจัดการซ่อมแซมแต่งบ้านบางส่วนให้เรียบร้อยขึ้น เพื่อให้สองแม่ลูกอยู่อย่างสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น สอนลูกให้เข้มแข็ง สอนให้เป็นคนดี คนดีคือคนที่ทำในสิ่งที่มีประโยชน์ต่อตนเอง ผู้อื่นและประชาชนภายในกรอบของศีลธรรม”
"วันที่ 6-7 มีนาคม 2563 เป็นวันดีลูกปิดเทอมได้หนึ่งสัปดาห์ สมควรแก่เวลา ก่อนหน้านี้ ฝึกดับขันธ์บางส่วนมาก่อนแล้ว ดับได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ก็ยังดีกว่าดับไม่ลง จึงตัดใจดับขันธ์ทั้งห้าด้วยกำลัง ชีวิตเป็นเพียงแค่การเดินทาง ร่างกายที่แท้ไม่ใช่ของเรา ท้ายที่สุดย่อมเสื่อมสภาพกลับไปเป็นธาตุทั้งสี่ การพลัดพรากจากหน้าที่การงาน หรือคนที่รักก็เช่นกัน ท้ายที่สุดย่อมต้องจาก เหลือไว้แต่ความดีในความทรงจำของผู้อื่น เพื่อดับทุกข์จึงขอลาจากไปในเวลานี้ แม้จะก่อนเวลาอันควร ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน ลาก่อน"
ทั้งนี้ นายคณากร ได้เขียน ปล. ด้วยว่า "ท่านที่เมตตาผม ท่านสามารถส่งวิญญาณผมให้ไปสู่สุคติได้ โดยให้ทุนการศึกษาแก่ลูกของผมที่บัญชีธนาคาร..........."
ขณะที่นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า ได้รับรายงานว่า นายคณากร ใช้อาวุธปืนยิงตัวเองครั้งที่ 2 เข้าที่บริเวณหัวใจ ได้เสียชีวิตลงในเวลา 10.45 น. จากนี้จะมีการนำศพของนายคณากร ไปชันสูตรที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ตามขั้นตอนอีกครั้ง
4.ศาลพิพากษาจำคุก “พนม ศรศิลป์” 12 เดือน คดีเงินทอนวัด ส่วน “อดีตพระพรหมดิลก” รอลงอาญา!
นายพนม ศรศิลป์ อายุ 61 ปี อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.)
นายพนม ศรศิลป์ อายุ 61 ปี อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.)

เมื่อวันที่ 5 มี.ค. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้นัดฟังคำพิพากษาคดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) หรือคดีเงินทอนวัด ที่พนักงานอัยการ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายพนม ศรศิลป์ อายุ 61 ปี อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.), นายบุญเลิศ โสภา อายุ 54 ปี อดีต ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา พศจ.ลำปาง, นายแก้ว ชิดตะขบ อายุ 54 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา, นางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร อายุ 51 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา และอดีตพระพรหมดิลก หรือนายเอื้อน กลิ่นสาลี อายุ 75 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เป็นจำเลยที่ 1-5
ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ, ทำ, จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารฯ ทำการรับรองหลักฐานเป็นเท็จ, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว กรณีกล่าวหาทุจริตการจัดสรรงบในส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาประจำปีงบประมาณ 2557 วงเงิน 5 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 26 พ.ย.46-15 ส.ค.57
คดีนี้ อัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 22 ต.ค.61 พร้อมขอให้ศาลสั่งให้จำเลยทั้งห้า ร่วมกับนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.พศ. ซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนีคดี ชดใช้เงิน 5 ล้านบาทคืนให้สำนักงาน พศ. และให้นับโทษอดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยาในคดีฟอกเงิน ที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาลงโทษเมื่อวันที่ 16 พ.ค.62 ให้จำคุก 6 ปี โดยไม่รอลงอาญา ซึ่งคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์
ทั้งนี้ อดีตพระพรหมดิลก หรือนายเอื้อน กลิ่นสาลี ซึ่งได้ประกันตัวไปด้วยหลักทรัพย์ 2 ล้านบาท ได้เดินทางมาศาลในชุดเสื้อแขนสั้นสีขาวกางเกงขายาว โดยมีกลุ่มลูกศิษย์พระนับ 10 รูป และฆราวาสกว่า 10 คน มาร่วมให้กำลังใจฟังคำพิพากษา ส่วนนายพนม อดีต ผอ.พศ.จำเลยที่ 1 และกลุ่มลูกน้อง ในสำนักงาน พศ. จำเลยที่ 2, 3, 4 ทั้งในส่วนที่ศาลไม่ให้ประกันตัว และไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอจะยื่นประกันตัวถูกคุมขังในเรือนจำและทัณฑสถานหญิงกลาง ศาลได้เบิกตัวจำเลยที่ 1-4 มาศาลเพื่อฟังคำพิพากษา
โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1-4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ส่วนอดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำผิดมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 จำคุก 1 ปี และปรับ 12,000 บาท แต่จำเลยที่ 1, 3, 4, 5 ให้การเป็นประโยชน์ ในชั้นพิจารณาคดีอยู่บ้าง เห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1, 3, 4 คนละ 12 เดือน สำหรับจำเลยที่ 5 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท
สำหรับจำเลยที่ 5 ศาลเห็นว่า เคยประกอบคุณงามความดีในด้านพุทธศาสนา จบการศึกษาระดับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดีย ทะนุบำรุงการศึกษาด้านพระพุทธศาสนา อีกทั้งไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษ มีกำหนด 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 รับสารภาพในชั้นพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกไว้เป็นเวลา 9 เดือน
5.ไทยประกาศให้ 4 ประเทศ เป็นเขตโรคติดต่ออันตราย ขณะที่หนุ่มไทยติดโควิด เสียชีวิตรายแรก!

สถานการณ์ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 ในไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มี.ค. โดยได้หารือถึงมาตรการคัดกรองการติดเชื้อโควิด-19 ของแรงงานไทยที่จะเดินทางกลับจากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศกลุ่มเสี่ยง จำนวนกว่า 5,000 คน โดยแรงงานดังกล่าวเดินทางไปทำงานในเกาหลีใต้อย่างผิดกฎหมาย หรือที่เรียกว่า ผีน้อย และเกาหลีใต้เปิดให้แรงงานที่ผิดกฎหมายแจ้งความประสงค์ขอเดินทางกลับประเทศได้ตั้งแต่เดือน ธ.ค.62-มิ.ย.63 จะไม่เอาผิด จึงมีแรงงานไทยผิดกฎหมายทยอยแจ้งความประสงค์ขอกลับประเทศจำนวนมาก โดยมีรายงานว่า แรงงานไทยถูกกฎหมายในเกาหลีใต้มีประมาณ 6 หมื่นคน ขณะที่แรงงานไทยผิดกฎหมายมีกว่า 1.2 แสนคน ซึ่งมีรายงานว่า แรงงานไทยกว่า 5,000 คนดังกล่าว บางส่วนได้ทยอยเดินทางกลับไทยตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว
สำหรับมาตรการคัดกรองแรงงานไทยที่จะกลับจากเกาหลีใต้ ได้ข้อสรุปว่า แรงงานไทยจะต้องถูกตัวเป็นเวลา 14 วัน ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก หากแรงงานเดินทางมาจาก 2 เมืองที่มีความเสี่ยงมากสุด คือ เมืองแทกูและจังหวัดคยองซัง จะต้องถูกกักตัว 14 วันในสถานที่ที่รัฐกำหนด ซึ่งคาดว่าจะใช้พื้นที่ของทหารตามภาคต่างๆ ส่วนแรงงานที่ไม่ได้มาจาก 2 เมืองดังกล่าว จะให้กักตัวที่บ้านเป็นเวลา 14 วัน
ด้าน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 10 เผยเมื่อวันที่ 4 มี.ค.ว่า มีแรงงานไทยที่ทยอยเดินทางกลับจากเกาหลีใต้มีไข้สูง 19 ราย เข้าเกณฑ์สอบสวนโรคและอยู่ในการรักษาที่สถานพยาบาล ผลการตรวจสารคัดหลั่ง ยังไม่พบเชื้อ แต่ไม่ได้ระบุว่าผลลบ
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ออกมาตรการเร่งด่วน ให้ส่วนราชการและหน่วยงานอื่นของรัฐ ระงับหรือเลื่อนเดินทางไปประเทศที่มีการระบาดของโควิด-19 ส่วนเจ้าหน้าที่ที่เดินทางกลับมา ต้องสังเกตอาการและปฏิบัติงานภายในที่พัก 14 วันโดยไม่ถือเป็นวันลา รวมทั้งยังจัดให้มีศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิดขึ้น ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อบูรณาการข้อมูลจากทุกส่วนราชการ โดยมีนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการ
นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบ “โครงการพลังคนไทยร่วมใจป้องกันไวรัสโคโรนา” วงเงิน 225 ล้านบาท เพื่อผลิตหน้ากากผ้า เป็นอีกทางเลือกแทนหน้ากากอนามัย โดยตั้งเป้าผลิต 50 ล้านชิ้น เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนทั่วไปฟรี
ส่วนปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัยทั้งในส่วนของประชาชนทั่วไปและโรงพยาบาลต่างๆ นั้น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า หน้ากากอนามัยสีเขียว มีโรงงานผลิตทั่วประเทศ 11 แห่ง เมื่อเกิดสถานการณ์โคโรนา โรงงานทั้งหมดได้เร่งผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 36 ล้านชิ้นต่อเดือน หรือ 1.2 ล้านชิ้นต่อวัน จึงได้หารือกับผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้ 38 ล้านชิ้นต่อเดือน จากการเพิ่มวันผลิตในวันอาทิตย์อีก 1 วัน แต่จะมีปัญหาเรื่องวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากประเทศจีน จึงเหลือแค่ไต้หวันและอินโดนีเซียเท่านั้น ทำให้มีต้นทุนผลิตเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลจะควบคุมให้ราคามาตรฐานไว้อยู่ที่ 2.50 บาทต่อชิ้น ดังนั้นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลอยู่ระหว่างรวบรวมตัวเลข เพื่อเข้าไปช่วยชดเชยต่อไป
สำหรับการบริหารจัดการหน้ากากอนามัย จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกจะกระจายให้โรงพยาบาลของรัฐและเอกชนทั่วประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลน ขณะที่อีกส่วน จะกระจายไปยังผู้จัดจำหน่ายต่างๆ ให้เร็วที่สุด รวมถึงสมาคมร้านขายยา สายการบิน และประชาชนทั่วไป โดยกรมการค้าภายในจะจัดรถโมบายกระจายขายทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค. โดยหน้ากากอนามัยจัดเป็นแพ็ค 4 ชิ้น ชิ้นละ 2.50 บาท ราคา 10 บาท ประชาชนสามารถติดตามสถานที่จัดจำหน่ายได้ในเว็บของกรมการค้าภายใน เพราะแต่ละวันจะไปจำหน่ายคนละสถานที่ หากพบการขายเกินราคา สามารถโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ที่เบอร์ 1569
สำหรับสถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในไทยนั้น เมื่อวันที่ 1 มี.ค. นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงว่า ผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรง 2 รายนั้น รายที่เป็นชายไทยอายุ 35 ปี ที่มีการใช้เครื่องช่วยพยุงการทำงานของปอด (เอคโม) เสียชีวิตแล้ว ซึ่งผู้ป่วยรายนี้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก เข้ารับการรักษาที่ รพ.เอกชน แต่ต่อมาพบว่ามีการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ร่วมด้วย จึงส่งต่อมารักษาที่สถาบันบำราศนราดูร โดยให้การรักษาในหลายวิธี จนผู้ป่วยรายนี้ไม่พบเชื้อไวรัสโคโรนาตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ. แต่ด้วยสภาพปอดที่เสื่อม หัวใจและอวัยวะภายในทำงานหนัก ทำให้อวัยวะภายในหลายระบบล้มเหลว จึงเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งสาเหตุการเสียชีวิตจะเกี่ยวกับโรคโควิด-19 หรือไม่ จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการวิชาการ ภายใต้คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติต่อไป
ต่อมา วันที่ 5 มี.ค. นพ.สุวรรณชัย นำทีมแถลงข่าวสถานการณ์โควิด-19 อีกว่า มีผู้ป่วยเพิ่ม 4 ราย รายแรก เป็นชายชาวอิตาลี อายุ 29 ปี อาชีพพนักงานบริษัท เดินทางจากอิตาลีมาไทยเมื่อวันที่ 1 มี.ค. ขณะนี้รักษาตัวอยู่ รพ.ชลบุรี รายที่สอง เป็นชายไทย อายุ 42 ปี อาชีพพนักงานบริษัท มีประวัติเดินทางมาจากอิตาลี เข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 2 มี.ค. รายที่สาม เป็นชายชาวจีน เดินทางมาจากประเทศอิหร่าน เพื่อมาต่อเครื่องเมื่อวันที่ 1 มี.ค. เจ้าหน้าที่ตรวจพบที่ด่านคัดกรองระหว่างรอต่อเครื่อง จึงส่งตัวไปรักษาที่สถาบันบำราศนราดูร ส่วนรายที่สี่ เป็นนักศึกษาชายไทย เดินทางมาจากประเทศอิหร่าน กลับมาไทยเมื่อวันที่ 27 ก.พ. ผ่านด่านคัดกรองไม่มีไข้ แต่มาแสดงอาการภายหลัง รักษาตัวอยู่ที่ รพ.แห่งหนึ่งใน จ.นครศรีธรรมราช
วันเดียวกัน (5 มี.ค.) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ประกาศให้ 4 ประเทศเป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ประกอบด้วย 1.เกาหลี 2.จีน รวมถึงเขตมาเก๊าและฮ่องกง 3.อิตาลี และ 4.อิหร่าน
ล่าสุด วันนี้ (7 มี.ค.) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงว่า พบผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มอีก 2 ราย เป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับผู้ป่วยก่อนหน้านี้ที่เดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศอิตาลีจำนวน 6 คน โดยผู้ป่วยรายทั้ง 2 ราย รายแรกเป็นชายไทย อายุ 40 ปี รักษาตัวที่ รพ.ราชวิถี รายที่ 2 เป็นชายไทย อายุ 40 ปี รักษาตัวที่ รพ.นพรัตนราชธานี สำหรับผู้ร่วมเดินทางในกรุ๊ปเดียวกันอีก 3 ราย เข้ารับการตรวจแล้ว ยังไม่พบเชื้อ โดยมีการติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนแรงงานผิดกฎหมายหญิงไทยที่กลับจากเกาหลีใต้ ซึ่งผลตรวจเมื่อวันที่ 6 มี.ค. ออกมาว่ามีผลบวกอ่อนๆ 1 แล็บ ขณะนี้ผลตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการอีก 2 รอบ พบว่าผลเป็นลบ ดังนั้น หญิงรายนี้ไม่ได้เป็นผู้ติดเชื้อ แต่จะอยู่ในการดูแลของแพทย์และรอดูอาการจนครบ 14 วัน
สรุปจนถึงวันที่ 7 มี.ค. ประเทศไทยมีผู้ป่วยโควิด-19 สะสม 50 ราย โดยยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 18 ราย เสียชีวิต 1 ราย รักษาหายกลับบ้านแล้ว 31 ราย ส่วนจำนวนผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคสะสม 4,234 ราย กลับบ้านแล้ว 2,508 ราย ยังรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล 1,726 ราย

ที่มาเว็บ https://mgronline.com/onlinesection/detail/9630000023152

 คลิ๊ก ) สมัครพัฒนาความรู้   


ติวสอบ รอง ผอ.เขต 
โดย  อ./ผอ.นิกร  ติวสอบดอทคอม 



(ฟรีสรุป-ข้อสอบ-เฉลย ภาค กขค)

พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค

พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค
พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค

ห้องสนทนา บน facebook

ห้องสนทนา บน facebook
ห้องสนทนาติวสอบดอทคอม

ข้อสอบออนไลน์ "ติวสอบดอทคอม" ชุดใหม่

คู่มือเตรียมสอบผู้บริหาร ภาค ก ข ค

แจ้งย้ายเว็บไปที่ www.tuewsob.com

คู่มือเตรียมสอบผู้บริหาร ภาค ก ข ค (ปรับปรุงใหม่)

รวม เล่ม + แผ่นพับ + ชีตช่วยจำ + DVD เนื้อหา + เสียงบรรยาย + EMS = 800 บาท
สนใจ คู่มือ ภาค ก ข ค ผู้บริหาร คลิ๊กเลย

สั่งจอง... โอนเงินเข้าชื่อบัญชี นายนิกร เพ็งลี ธนาคารกรุงไทย สาขาจอหอ บัญชีเลขที่ 341-1-38912-5 โอนเงินแล้วกรุณาโทรแจ้ง
0872494141 หรือ 0839660030

คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร

คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร
คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร

ติวสอบออนไลน์ บน facebook

ติวสอบออนไลน์ บน facebook
ติวสอบออนไลน์ บน facebook

คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม

คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม
คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม

ติวสอบดอทคอม

ติวสอบดอทคอม
ติวสอบดอทคอม