หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์

หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์
หน้าหลัก ติวสอบดอทคอม เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์

ติวสอบ รอง.ผอ.รร ปี 2563

ติวสอบ รอง.ผอ.รร ปี 2563
ติวสอบ รอง.ผอ.รร ปี 2563

คลิ๊ก "สมัครพัฒนาความรู้สู่ผู้บริหาร / ครูผู้ช่วย

คลิ๊ก... สมัคร พัฒนาความรู้ สู่ ครูผู้ช่วย
คลิ๊ก... สมัคร พัฒนาความรู้ สู่ ผู้บริหาร

ติวสอบดอทคอม (เตรียมสอบครูผู้ช่วย-ผู้บริหาร-บุคลากร การศึกษา)

ติวสอบดอทคอม (เตรียมสอบครูผู้ช่วย-ผู้บริหาร-บุคลากร การศึกษา)
ติวสอบดอทคอม (เว็บฟรีข้อสอบออนไลน์ สอบครู ผู้บริหาร บุคลากร)

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ติวสอบ ความรอบรู้เด่น ปลายมิถุนายน ต้นกรกฏาคม 2563

อ่านชัด-อ่านครบ กด ดูเวอร์ชั่นสำหรับเว็บ (ด้านล่าง) 
เรื่องใหม่น่าสนใจ  (ทั้งหมด ที่ ) 



(เนื้อหา-ข้อสอบ 1,000 ชุุด หมื่นข้อ ภาค กข


40 วิชาเอก) ที่ ห้องสอบด้านขวา หรือ 


เว็บฟรีข้อสอบ 1,000 ชุด ที่ ติวสอบดอทคอม 

คลิ๊ก www.tuewsob.com โดย อ.นิกร


 คลิ๊ก ) สมัครพัฒนาความรู้   


ติวสอบ ความรอบรู้เด่น ปลายมิถุนายน ต้นกรกฏาคม 2563

นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. -นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. -นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.
นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. -นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. -นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.
1.ปิดฉาก 13 ปี คดี นปช.บุกบ้าน "ป๋าเปรม" ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก "ณัฐวุฒิ-วีระกานต์-นพ.เหวง" กับพวก 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา!

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษกได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำผู้ชุมนุมปิดล้อมบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อปี 2550 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้อง 1. นายนพรุจ หรือนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 2.นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน 3.นายวันชัย นาพุทธา 4.นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. 5.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. 6.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ 7.นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้า หรือผู้มีหน้าที่สั่งการ, ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังขู่เข็ญ และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้ผู้ที่มั่วสุมเลิกไปแล้วไม่เลิก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 215, 216, 297, 298 ประกอบมาตรา 33, 83 และ 91

คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2558 ให้จำคุกนายนพรุจ จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน จำคุกนายวีระกานต์, นายณัฐวุฒิ, นายวิภูแถลง และ นพ.เหวง จำเลยที่ 4-7 คนละ 4 ปี 4 เดือน และยกฟ้องนายวีระศักดิ์ และนายวันชัย จำเลยที่ 2-3 ต่อมานายนพรุจ จำเลยที่ 1, 4-7 ยื่นอุทธรณ์

ต่อมา ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2560 ให้จำคุกจำเลยที่ 4-7 คนละ 4 ปี แต่คำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน ส่วนนายนพรุจ จำเลยที่ 1 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา

เป็นที่น่าสังเกตว่า ก่อนที่ศาลจะนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 26 มิ.ย. ได้มีการเลื่อนอ่านคำพิพากษามาแล้ว 4 ครั้ง ขณะที่จำเลยที่ 4-7 คือ นายวีระกานต์-นายณัฐวุฒิ-นายวิภูแถลง-นพ.เหวง ยื่นขอกลับคำให้การเป็นรับสารภาพ

ทั้งนี้ ศาลฎีกาพิพากษาว่า กรณีจำเลยที่ 4-7 เพิ่งยื่นฎีกาแก้ไขคำให้การเป็นรับสารภาพนั้น ไม่อาจกระทำได้ เนื่องจากต้องทำก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ศาลยังมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า นายนพรุจ จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางทำร้ายเจ้าพนักงานหรือไม่ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและ พ.ต.ต.ทวีศักดิ์ นามจันทร์เจียม (ยศในคำพิพากษา) ตำรวจผู้บาดเจ็บเป็นพยานเบิกความว่า ภายหลังผู้บังคับบัญชามีคำสั่งสลายชุมนุม พยานเห็นรถกระบะพุ่งเข้ามาจะชนแถวเจ้าพนักงานตำรวจ แต่ตำรวจหลบพ้น รถเสียหลักชนเกาะกลางถนน คนขับรถวิ่งหนีเข้าไปในกลุ่มผู้ชุมนุม โดยเห็นจำเลยที่ 1 อยู่ท้ายรถยืนถือเสาธงพร้อมขว้างอิฐใส่ตำรวจ พ.ต.ต.ทวีศักดิ์ พยายามเข้าไปดึงขาจำเลยที่ 1 ที่ยืนอยู่บนกระบะ จำเลยที่ 1 จึงกระโดดชันเข่ากระทุ้งใส่ เป็นเหตุให้ พ.ต.ต.ทวีศักดิ์ ได้รับบาดเจ็บข้อมือขวาหัก จึงจับกุมจำเลยที่ 1 ดำเนินคดี

ซึ่งศาลเห็นว่า ตำรวจเป็นประจักษ์พยานโดยตรง เบิกความไม่มีพิรุธ จำเลยที่ 1 ยืนบนรถกระบะและถูกจับกุมจริง เหตุแห่งการจับกุมเกิดจากจำเลยที่ 1 ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามหน้าที่ เป็นความผิดซึ่งหน้า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักเชื่อมโยงกัน จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามคำพิพากษาศาลล่าง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษนั้น ศาลเห็นว่า พฤติการณ์เป็นการก่อเหตุร้ายแก่เจ้าพนักงานตำรวจ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง มิได้สำนึกถึงความผิด ไม่สมควรรอการลงโทษ ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลง

ส่วนนายวีระกานต์, นายณัฐวุฒิ, นายวิภูแถลง และ นพ.เหวง จำเลยที่ 4-7 ชุมนุมฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ ศาลเห็นว่า รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติคุ้มครองการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ไม่ได้หมายความให้ใช้เสรีภาพปราศจากขอบเขตละเมิดสิทธิผู้อื่น กระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง โจทก์มีเจ้าพนักงานตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่เบิกความเป็นพยานหลายปาก เกี่ยวกับวันเกิดเหตุที่กลุ่ม นปก. (ชื่อขณะนั้น) นัดหมายเดินขบวนไปปราศรัยที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ซึ่งไม่ได้ขออนุญาตเคลื่อนขบวน ตำรวจจึงวางแผนรักษาความสงบเรียบร้อย โดย พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาท โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล (ขณะเกิดเหตุ) ได้แจ้งผู้ชุมนุมว่า ตำรวจไม่อนุญาตให้ผ่านเส้นทาง เพราะเป็นพื้นที่หวงห้าม แต่จำเลยที่ 7 ยืนยันที่จะผ่านจุดสกัด

จากนั้นผู้ชุมนุมได้ประชิดจุดสกัดตามคำปราศรัยของจำเลยที่ 5 ดึงแผงรั้วเหล็กทิ้งคลองผดุงกรุงเกษม ผลักดันตำรวจและฝ่าแนวกีดขวาง จนไปปักหลักชุมนุมที่หน้าบ้านพัก พล.อ.เปรม โดยจำเลยปราศรัยโจมตีเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจและจะชุมนุมจนกว่า พล.อ.เปรม จะลาออกจากตำแหน่งประธานองคมนตรี ตำรวจเจรจาให้ยุติการชุมนุม แต่จำเลยไม่ยินยอม พร้อมปราศรัยให้ผู้ชุมนุมฮึกเหิมพร้อมก่อความรุนแรง ตำรวจมีมติให้ผลักดันผู้ชุมนุมอย่างละมุนละม่อม ไปเชิญแกนนำมาเจรจา หากไม่เป็นผล ให้ตัดสายสัญญาณเครื่องขยายเสียง แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ ถูกผู้ชุมนุมขว้างอิฐ ไม้ และขวดน้ำ จนต้องล่าถอย จึงมีมติให้จับกุมแกนนำและสลายการชุมนุมด้วยกระบอง แก๊สน้ำตา จากนั้นถูกผู้ชุมนุมใช้อิฐและสิ่งของอื่นขว้างเข้าใส่จนต้องล่าถอยมา 3 ครั้ง จึงสามารถสลายการชุมนุมได้สำเร็จ

ในทางนำสืบ โจทก์มีพยานหลักฐานวัตถุพยานภาพ วิดีโอ และเทปปราศรัย ขณะจำเลยชุมนุมที่สนามหลวงเป็นการชุมนุมโดยสงบมาตลอด เหตุที่จำเลยที่ 4-7 ต้องการนำผู้ชุมนุมไปปราศรัยที่หน้าบ้านสี่เสาฯ นั้น จำเลยเบิกความถึงภาพ พล.อ.เปรม นำคณะยึดอำนาจเข้าเฝ้าว่า เป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมของประธานองคมนตรี เมื่อปราศรัยมานานไม่ได้รับการตอบสนอง จึงนัดหมายไปทวงถาม พล.อ.เปรม โดยตรง เรียกร้องให้ตอบข้อสงสัยและกดดันให้ลาออก จำเลยที่ 4-7 เชื่อว่า พล.อ.เปรม อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจ โดยความจริงแล้ว จำเลยไม่มีหลักฐานมั่นคงมาพิสูจน์ให้รับฟังได้ และ พล.อ.เปรม ไม่ได้นัดหมายหรือแถลงข่าวให้จำเลยที่ 4-7 ฟังคำตอบหรือคำชี้แจง การที่จำเลยที่ 4-7 นำผู้ชุมนุมไปปราศรัยโจมตี จึงเป็นการใช้เสรีภาพเกินขอบเขต ละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของ พล.อ.เปรม

จำเลยที่ 4-7 และกลุ่ม นปก. เคลื่อนขบวนโดยไม่ได้รับอนุญาต ตำรวจมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย มีอำนาจโดยชอบในการควบคุมการชุมนุมสาธารณะ ...จำเลยปราศรัยส่งเสียงดังรบกวนไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเครื่องขยายเสียง ประชาชนไม่สามารถใช้ถนนได้ การที่ตำรวจตัดสินใจดำเนินการยับยั้งสมเหตุสมผล เพราะแกนนำและผู้ชุมนุมไม่ตอบสนอง พร้อมต่อต้านขว้างปาสิ่งของใส่ตำรวจ มีเจตนาเผชิญหน้า ตำรวจไม่ได้ก่อเหตุทำร้ายผู้ชุมนุมก่อน ไม่ทำให้ผู้ชุมนุมถึงแก่ความตาย จึงไม่เกินกว่าเหตุตามที่จำเลยอ้าง

ส่วนที่จำเลยที่ 4-7 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษนั้น ศาลเห็นว่า การกระทำเป็นลักษณะเตรียมวางแผนล่วงหน้าในการนำมวลชนจำนวนมากไปมั่วสุมใช้กำลังประทุษร้าย ทำลายทรัพย์สินราชการ ฝ่าฝืนคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายของตำรวจ ต่อสู้ขัดขวางตำรวจจนเกิดการปะทะ เป็นเหตุให้ทั้งสองฝ่ายได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก สร้างความวุ่นวายปั่นป่วนทำลายความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จึงเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน จำคุกจำเลยที่ 1, 4-7 คนละ 2 ปี 8 เดือน

ทั้งนี้ หลังศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยทั้งหมดได้ถูกนำตัวไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งญาติและมวลชนส่วนหนึ่งที่มาให้กำลังใจ ต่างพากันร่ำลา บางคนถึงกับร้องไห้

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ซึ่งถูกฟ้องในคดีบุกบ้าน พล.อ.เปรม เช่นกัน แต่อยู่ในสำนวนที่สอง เนื่องจากฟ้องทีหลัง ซึ่งอยู่ระหว่างรอฟังคำพิพากษาเช่นกัน กล่าวว่า “ถ้าใครฟังคำพิพากษาก็รู้ว่าอย่างไรผมก็ไม่รอด 100% อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมก็ยอมรับความเป็นจริง เวลาที่เหลืออยู่ถ้าผมทำอะไรได้ให้กับประเทศชาติบ้านเมืองในท่ามกลางวิกฤตนี้ที่กำลังจะเกิด ผมก็จะทำ ผมไม่ได้สนใจว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล หรือใครจะมาเป็นตำแหน่งใด ผมเลยมันมาแล้ว”

2.“บิ๊กป้อม” นั่งหัวหน้า พปชร. ตามคาด ด้าน “อนุชา” เลขาธิการพรรค ไร้ 4 กุมาร ใน กก.บห.ชุดใหม่!


วันนี้ (27 มิ.ย.) ได้มีการประชุมใหญ่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี โดยผลการเลือกกรรมการบริหารชุดใหม่แบบลับ ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์เลือก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานยุทธศาสตร์พรรค พปชร. เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ แบบไร้คู่แข่ง โดยมีการเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร เพียงชื่อเดียว ส่วนนายอนุชา นาคาศัย เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นเหรัญญิกพรรค และนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ เป็นนายทะเบียนพรรค

สำหรับกรรมการบริหารชุดใหม่อีก 23 คน ได้แก่ 1.นายสันติ พร้อมพัฒน์ 2.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ 3.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ 4.นายสมศักดิ์ เทพสุทิน 5.นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ 6.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า 7.นายวิรัช รัตนเศรษฐ 8.นายไพบูลย์ นิติตะวัน 9.นายสุชาติ ชมกลิ่น 10.นายอิทธิพล คุณปลื้ม 11.นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ 12.นายสุพล ฟองงาม 13.นายพงษ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ 14.นายชาญวิทย์ วิภูศิริ 15.นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ 16.นายนิโรธ สุนทรเลขา 17.นายไผ่ ลิกค์ 18.นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ 19.นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ 20.นายสุรชาติ ศรีบุศกร 21.นายนิพันธ์ ศิริธร 22.นางประภาพร อัศวเหม และ 23. นายสกลธี ภัททิยกุล

เป็นที่น่าสังเกตว่า กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่นี้ ส่วนใหญ่ยังเป็นรายชื่อกรรมการบริหารพรรคชุดเดิม เพียงแต่ตัดโควตาในส่วนของกลุ่ม 4 กุมารจำนวน 8 คน ประกอบด้วย นายอุตตม สาวนายน (อดีตหัวหน้าพรรค), นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ (อดีตเลขาธิการพรรค), นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ (อดีตรองหัวหน้าพรรค), นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล, นายสันติ กีระนันท์, นายวิเชียร ชวลิต, นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ และนายชวน ชูจันทร์ โดยในการประชุมเพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ครั้งนี้ นายอุตตมและนายสนธิรัตน์ เข้าร่วมประชุมด้วย ขณะที่นายสุวิทย์และนายกอบศักดิ์ ไม่เข้าร่วมประชุมแต่อย่างใด

หลังลงมติเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่เสร็จสิ้น โดยไม่มีชื่อของกลุ่ม 4 กุมาร นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อดีตหัวหน้าพรรค ได้เดินออกจากห้องประชุมทันที ตั้งแต่ยังนับคะแนนไม่แล้วเสร็จ โดยไม่ได้มีการพูดคุยกับแกนนำคนอื่น เพียงแต่กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ไม่เป็นไร ผมยังคงทำงานต่อไป ไม่ได้น้อยใจอะไร และยังคงทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีตามที่นายกรัฐมนตรีเคยพูดไว้ เราก็ทำไป" ส่วนในอนาคตจะถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรีหรือไม่ ถือเป็นดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวถามว่า รายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรควันนี้ไม่ผิดคาดใช่หรือไม่ นายอุตตม กล่าวว่า เป็นไปตามที่ประชุมพรรค เมื่อถามว่า ยังทำงานร่วมกับพรรคพลังประชารัฐได้หรือไม่ นายอุตตม กล่าวว่า ตนยังทำงานได้กับทุกคน แต่ปฏิเสธไม่ขอตอบจะลาออกจากพรรคพลังประชารัฐหรือไม่

ขณะที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อดีตเลขาธิการพรรค เดินออกจากที่ประชุมในเวลาใกล้เคียงกับนายอุตตม ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ยังคงทำงานอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ แม้ไม่มีรายชื่ออยู่ในกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ พร้อมปฎิเสธที่จะออกไปตั้งพรรคการเมืองใหม่

นายสนธิรัตน์ ยังฝากถึงเลขาธิการพรรคคนใหม่ด้วยว่า ขอแสดงความยินดีและอยากให้คณะกรรมการบริหารชุดใหม่ นำพาพรรคพลังประชารัฐให้มีความก้าวหน้า ตนขอเป็นกำลังใจให้เสมอ ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรีในอนาคต ก็เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี

เป็นที่น่าสังเกตว่า นอกจากการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่แล้ว ที่ประชุมยังมีการปรับเปลี่ยนโลโก้พรรค พปชร.ด้วย โดยให้ชื่อพรรคอยู่ในกรอบวงกลม เพื่อแสดงถึงความมีพลังแห่งความสามัคคี ความร่วมมือร่วมใจของประชาชน ร่วมพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า มั่นคงและยั่งยืน ส่วนแถบสีแดง สีขาว และสีน้ำเงินครามของกรอบวงกลม หมายถึงการรวมพลังความสามัคคีของทุกคนในชาติให้เป็นหนึ่งเดียวปราศจากความขัดแย้ง

3.ไทยไร้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ใน ปท.เป็นวันที่ 33 ด้าน สมช.มีมติต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 1 เดือน!

พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษก ศบค.
พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษก ศบค.

สถานการณ์ไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในไทยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 22 มิ.ย. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แถลงว่า มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 3 ราย รักษาหายเพิ่ม 4 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดผู้ป่วยสะสมรวม 3,151 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 3,022 ราย ยังรักษาตัวใน รพ. 71 ราย เสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ทั้งหมดกลับมาจากต่างประเทศ คือ อินเดีย เป็นหญิงไทย อายุ 11 ปี 21 ปี และ 34 ปี มีความเชื่อมโยงกับผู้ป่วย 1 ราย ที่เดินทางมาไฟลต์เดียวกันและเจอเชื้อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยทั้ง 3 รายเข้าพักในสถานกักกันที่รัฐจัดให้ใน จ.ชลบุรี

ต่อมา 23 มิ.ย. พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษก ศบค. แถลงว่า มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 5 ราย รักษาหายเพิ่ม 1 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดผู้ป่วยสะสม 3,156 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 3,023 ราย ยังรักษาใน รพ. 75 ราย เสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ทั้งหมดเดินทางกลับจากต่างประเทศและอยู่ในสถานกักกันของรัฐที่ จ.ชลบุรี แบ่งเป็น 1. เดินทางกลับมาจากอียิปต์ 2 ราย ได้แก่ เพศชาย อายุ 31 ปี เป็นนักศึกษามาจากไคโร และเพศหญิง อายุ 22 ปี อาชีพแม่บ้าน 2. กลับมาจากเมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ 3 ราย เป็นหญิงอายุ 31 ปี ชายอายุ 22 ปี อาชีพพนักงานนวดสปา และชายอายุ 52 ปี อาชีพพนักงานขับรถเครน

วันต่อมา 24 มิ.ย. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงว่า มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 1 ราย รักษาหายเพิ่มขึ้น 3 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดผู้ป่วยสะสมรวม 3,157 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 3,026 ราย ยังรักษาตัวใน รพ. 73 ราย ผู้เสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย โดยผู้ป่วยรายใหม่เดินทางกลับจากฟิลิปปินส์ เป็นชายไทย อายุ 31 ปี อาชีพพนักงานร้านอาหาร เข้าพักในสถานกักกันที่รัฐจัดให้ใน กทม.

วันต่อมา 25 มิ.ย. พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษก ศบค. แถลงว่า มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 1 ราย รักษาหายเพิ่ม 12 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดผู้ป่วยสะสมรวม 3,038 ราย ยังรักษาใน รพ. 62 ราย ยอดผู้เสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย สำหรับผู้ป่วยรายใหม่เดินทางกลับจากประเทศอียิปต์ เป็นนักศีกษาชาย อายุ 24 ปี เข้าพักในสถานกักกันที่รัฐจัดให้ใน จ.ชลบุรี

วันต่อมา 26 มิ.ย. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงว่า มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 4 ราย รักษาหายเพิ่ม 2 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดผู้ป่วยสะสมรวม 3,162 ราย รักษาหายกลับบ้าน 3,040 ราย ยังรักษาตัวใน รพ. 64 ราย ยอดผู้เสียชีวิตคงที่ 58 ราย สำหรับผู้ป่วยใหม่ เดินทางมาจากซูดาน 2 คน เป็นหญิงไทย อายุ 22 ปี และ 27 ปี เข้าพักในสถานกักกันของรัฐที่ จ.สมุทรปราการ ส่วนอีก 2 คน เป็นหญิงไทย อายุ 32 และ 53 ปี อาชีพพนักงานนวด เดินทางมาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เข้าพักในสถานกักกันของรัฐใน กทม.

ล่าสุด 27 มิ.ย. ศบค. แถลงผ่านเฟซบุ๊ก “ศูนย์ข้อมูล COVID-19” ว่า ไม่มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ หรือผู้ป่วยเป็น 0 ราย ทั้งการติดเชื้อในประเทศ ซึ่งเป็น 0 รายต่อเนื่องวันที่ 33 และไม่มีการติดเชื้อของผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ และเข้าพักในสถานกักกันที่รัฐจัดให้ ส่งผลให้ยอดผู้ป่วยสะสมรวมคงที่ 3,162 ราย รักษาหายเพิ่ม 13 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 3,053 ราย ยังรักษาตัวใน รพ. 51 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดรวมผู้เสียชีวิตคงที่ 58 ราย

ด้านที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. มีมติให้ต่ออายุการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปอีก 1 เดือน ถึงวันที่ 31 ก.ค. โดยเตรียมเสนอเข้าที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ในวันที่ 29 มิ.ย. และเสนอเข้าที่ประชุม ครม. พิจารณาในวันที่ 30 มิ.ย.

4."เบนซ์ เรซซิ่ง" คอตก กลับเข้าคุกอีกครั้ง หลังถูกศาลถอนประกัน ผิดเงื่อนไขปล่อยตัวชั่วคราว!

นายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง
นายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง

เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. ของวันที่ 25 มิ.ย. ตำรวจ สน. วิภาวดี ได้พบกลุ่มรถจักรยานยนต์ 7 คัน รวมกลุ่มกันออกจากถนนเทวฤทธิ์พันลึก เข้าถนนวิภาวดี-รังสิต มุ่งหน้าแยกหลักสี่ และมีลักษณะใช้ความเร็ว และฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจรเข้าไปเดินรถในช่องทางหลัก ซึ่งห้ามรถจักรยานยนต์ขับขี่ เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตาม ทางกลุ่มผู้ต้องหายังคงขี่รถด้วยความเร็ว จนรถตำรวจเกือบจะไล่ตามไม่ทัน แต่สุดท้ายสามารถจับกุมทั้งหมดได้ที่บริเวณหน้าโรงแรมรามาการ์เด้น ถนนวิภาวดี-รังสิตขาเข้า เขตทุ่งสองห้อง และควบคุมตัวทำบันทึกจับกุม ตรวจยึดรถจักรยานยนต์ของกลาง 7 คัน ผู้ต้องหา 8 ราย โดย 1 ในนั้น มีนายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ "เบนซ์ เรซซิ่ง" รวมอยู่ด้วย

จากนั้นนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ดำเนินการคดีข้อหาร่วมกันฝ่าฝืนทำการชุมนุม ทำกิจกรรม หรือมั่วสุมกันในสถานที่แออัด หรือกระทำการดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบ หรือฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และพ.ร.บ.จราจร ฐานขับรถโดยประมาทหวาดเสียว ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยความเดือดร้อนของผู้อื่น จากการสอบสวนเบนซ์ เรซซิ่ง ให้การปฏิเสธ

โดยเบนซ์ เรซซิ่ง กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ขี่ในช่องทางหลักจริง แต่ไม่ได้รวมกลุ่มซิ่ง และก่อนหน้านี้เพิ่งไปกินข้าวกันมาและกำลังแยกย้ายกันกลับบ้าน โดยทั้งหมดกลับบ้านในเส้นทางเดียวกัน ตนบริสุทธิ์ใจให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการขอตรวจเอกสารคู่มือรถทุกอย่าง พวกตนเจตนาดี ซึ่งตนให้การปฏิเสธข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยืนยันไม่ได้มีการรวมกลุ่มหรือสร้างความวุ่นวายอะไร แต่ยอมรับผิด พ.ร.บ.จราจร ที่ขับขี่รถในช่องทางด่วน เรื่องทั้งหมดไม่มีอะไรมาก

ด้านมารดาของเบนซ์ เรซซิ่ง ได้ขอประกันตัวลูกชาย พร้อมกล่าวลักษณะตัดพ้อว่า รอตั้งแต่เช้า แต่กว่าจะได้ประกันตัวก็ช่วงเย็น ต้องใช้หลักทรัพย์คนละ 4 หมื่นบาท จึงเดินทางกลับไปบ้านเอาเงินสดประกันตัวเบนซ์และเพื่อนอีก 6 คน รวมเป็นเงิน 280,000 จึงได้ยื่นเอกสารครบก็ประกันตัวออกไปได้ทุกคน

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ เบนซ์ เรซซิ่ง ถูกดำเนินคดีฐานฟอกเงินจากขบวนการยาเสพติด ต้องโทษจำคุก 8 ปี ต่อมาได้ยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวระหว่างสู้คดี 1 ล้านบาท และได้รับการประกันตัวออกมา แต่ต้องใส่กำไลอิเล็กทรอนิคส์ (กำไล EM) ที่ข้อเท้าไว้ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามนายอัครกิตติ์ ได้รับคำยืนยันว่า ปัจจุบันไม่ได้ใส่กำไล EM โดยอ้างปัญหาเรื่องต้องชาร์ตไฟกำไลบ่อย โดยที่ผ่านมาได้มายื่นคำร้องขอปลดกำไล EM เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2562 ให้เหตุผลว่า ไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ เพราะต้องทำงานโดยการแข่งรถ กำไล EM เป็นอุปสรรคในการใส่ชุดแข่งที่ออกแบบเพื่อความปลอดภัยโดยเฉพาะ อีกทั้งการสวมกำไล EM ทำให้มีอาการเจ็บบริเวณข้อเท้าจากการกดทับเป็นเวลานาน ประกอบกับต้องเดินทางออกต่างจังหวัด บางครั้งติดต่อกันหลายอาทิตย์ ซึ่งด้วยข้อบังคับและกฎทำให้ไม่สามารถเดินทางด้วยเครื่องบินได้ โดยการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวต้องใช้เวลานาน แต่หากมีการปลดอุปกรณ์ดังกล่าวแล้ว จะทำให้สามารถเดินทางด้วยเครื่องบิน ซึ่งช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางตลอดปีจำนวนมาก

นอกจากนี้ เบนซ์ เรซซิ่ง ยังให้เหตุผลว่า ยังต้องไปศึกษากฎหมายเพิ่มเติมที่ ม.รามคำแหง ส่วนหลักประกันที่ใช้เป็นหลักทรัพย์ก็มีมูลค่ามากกว่าวงเงินประกันของศาลที่ตีราคาพอสมควร และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง จึงขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาต ซึ่งศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า นายอัครกิตติ์ หรือเบนซ์ เรซซิ่ง ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี และหลักประกันมีมูลค่าเพียงพอที่จะบังคับคดี หากเกิดกรณีผิดสัญญาประกัน จึงอนุญาตให้ปลดกำไล EM โดยให้จำเลยมารายงานตัวต่อศาลทุก 2 เดือนแทน

ทั้งนี้ หลังเบนซ์ เรซซิ่ง ได้รับการประกันตัวคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้เข้ารายงานตัวต่อศาลอาญาเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ตามเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์คดีฟอกเงินฯ ซึ่งเบนซ์ เรซซิ่ง กล่าวว่า ความจริงตนต้องมารายงานตัววันที่ 24 มิ.ย. แต่จำวันผิด เป็นวันที่ 25 มิ.ย. โดยมาเกิดเรื่องถูกดำเนินคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เสียก่อน จึงประสานทนายความมายื่นคำร้องขอรายงานตัวในวันนี้ (26 มิ.ย.)

ด้านศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า นายอัครกิตติ์ จำเลย มีพฤติการณ์ไม่เหมาะสม ถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาดำเนินคดีข้อหากระทำผิด พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และข้อหากระทำผิด พ.ร.บ.จราจร ถือว่าผิดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวของศาล จึงมีคำสั่งเพิกถอนการประกันตัวจำเลย

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้คุมตัวนายอัครกิตติ์ ไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในความผิดเดิมฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542

ด้านนายอัครกิตติ์ หรือเบนซ์ เรซซิ่ง กล่าวสั้นๆ กับผู้สื่อข่าวระหว่างเดินขึ้นรถเรือนจำว่า จะมอบหมายให้ทนายความยื่นประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดีอีกครั้ง ขณะที่มารดานายอัครกิตติ์ กล่าวเพียงว่า จะยื่นขอประกันตัวลูกชาย ในวันจันทร์ที่ 29 มิ.ย.นี้

5.ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ลดโทษ “ครูจอมทรัพย์” จากจำคุก 8 ปี เหลือ 2 ปี 8 เดือน คดีสร้างหลักฐานเท็จ!

นางจอมทรัพย์ ศรีบุญหอม หรือแสนเมืองโคตร
นางจอมทรัพย์ ศรีบุญหอม หรือแสนเมืองโคตร

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ศาลจังหวัดนครพนม ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม เป็นโจทก์ ฟ้องจำเลย 8 คน ในข้อหาร่วมกันสร้างหลักฐานเท็จต่อเจ้าพนักงานฯ ประกอบด้วย 1.นางจอมทรัพย์ ศรีบุญหอม หรือแสนเมืองโคตร 2.นายสุริยา นวนเจริญ หรือครูอ๋อง 3.นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ 4.นางรจนา จันทรัตน์ 5.นายเสน่ห์ สุพรรณ 6.น.ส.วาสนา เพ็ชรทอง 7.นายนิรันดร์ แสนเมืองโคตร และ 8.นางทองเรศ วงศ์ศรีชา

สำหรับคดีนี้ สืบเนื่องจากนางจอมทรัพย์ตกเป็นจำเลยในข้อหาขับรถยนต์ชนนายเหลือ พ่อบำรุง เสียชีวิตเมื่อปี 2548 ในพื้นที่ สภ.นาโดน ต.สร้างเม็ก อ.เรณูนคร จ.นครพนม โดยต่อสู้กันถึง 3 ศาล และเมื่อวันที่ 24 ก.ย.2556 ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 3 ปี 2 เดือน แต่นางจอมทรัพย์ติดคุกแค่ 1 ปี 6 เดือน ได้รับพระราชทานอภัยโทษออกจากเรือนจำกลางนครพนม เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2558 และหลังพ้นโทษ ได้ร้องขอความเป็นธรรม เพื่อให้กระทรวงยุติธรรมช่วยรื้อฟื้นคดีใหม่ โดยอ้างว่าตนเองตกเป็นแพะในคดีดังกล่าว

ต่อมา วันที่ 9 ม.ค.2560 รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมเลขานุการศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เข้าไปช่วยเหลือนางจอมทรัพย์ในการยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้รื้อคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ โดยนางจอมทรัพย์ ยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุตนอยู่กับครอบครัวที่บ้านใน จ.สกลนคร

ต่อมา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้รื้อฟื้นคดีฯ เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2559 ตามที่นางจอมทรัพย์ร้องขอ เนื่องจากเห็นว่า คำร้องมีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ โดยนางจอมทรัพย์อ้างว่า มีหลักฐานกรณีนายสับ วาปี ยื่นคำร้องขอชำระเงินแทนนางจอมทรัพย์ ในวันที่ 10 มิ.ย. 2557 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้นางจอมทรัพย์ชำระเงิน 170,000 บาท ให้กับบุตรของผู้ตาย และนายสับยังให้ข้อเท็จจริงกับนางจอมทรัพย์ว่า ตัวเองเป็นคนขับรถชนผู้ตายและได้หลบหนี ต่อมาทราบข่าวว่า นางจอมทรัพย์ถูกจำคุกทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้กระทำ จึงสำนึกผิด

กระทั่งศาลจังหวัดนครพนม นัดสืบพยานตามที่นางจอมทรัพย์ร้องขอในการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ ระหว่างวันที่ 8-10 ก.พ. 2560 โดยอ้างชื่อนายสับ ทำให้ตำรวจตกเป็นจำเลยของสังคมทันที

ต่อมา พนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุ ออกมายืนยันว่า พยานหลักฐานที่รวบรวมไว้ เชื่อมโยงได้ทุกขั้นตอนไม่มีเลศนัย ไม่ได้เรียกร้องรับผลประโยชน์ใดๆ จากผู้ใดทั้งสิ้น ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

กระทั่งวันที่ 17 พ.ย. 2560 ศาลฎีกาพิจารณายกคำร้องของนางจอมทรัพย์ หลังพยานหลักฐานต่างๆ ไม่น่าเชื่อถือ ตำรวจจึงดำเนินคดีนางจอมทรัพย์อีกรอบใน 4 ข้อหา ประกอบด้วย 1. แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน 2. ร่วมกันแจ้งเจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ 3. ร่วมเบิกความเท็จ และ 4. ซ่องโจร ซึ่งตำรวจพบหลักฐานสำคัญว่ามีขบวนการปั้นพยานหลักฐานเท็จ โดยมีเพื่อนสนิทครูจอมทรัพย์ คือ ครูอ๋อง สุริยา นวลเจริญ เป็นคนสร้างพยานหลักฐานเท็จขึ้น พร้อมเคยนำตัวนายเสริฐ รูปสะอาด ไปรับสารภาพว่า เป็นคนขับรถกระบะโตโยต้า ที่ชนคนตาย

นอกจากนั้นได้พบหลักฐานบันทึกประจำวันขัดแย้งกัน คือมีนายสับ วาปี เป็นคนขับรถชนคนตายในคดีเดียวกัน กลายเป็นข้อพิรุธให้ตำรวจขยายผลสืบสวน พบข้อเท็จจริงว่า ทั้ง 2 รายถูกว่าจ้างให้เป็นคนรับผิดแทนครูจอมทรัพย์ แต่นายเสริฐ รูปสะอาด ขับรถไม่เป็น จึงมีการเปลี่ยนตัวเป็นนายสับ วาปี เป็นคนขับรถแทน จึงดำเนินคดีเอาผิดครูจอมทรัพย์ กับพวก รวม 8 คน

กระทั่งเมื่อวันที่ 6 มี.ค.2562 ศาลจังหวัดนครพนม พิพากษาจำคุกนางจอมทรัพย์ เป็นเวลา 8 ปี ข้อหาสร้างหลักฐานเท็จ จำคุกนายสุริยา นวนเจริญ หรือครูอ๋อง 7 ปี 9 เดือน จำคุกนายนิรันดร์ อดีตสามีนางจอมทรัพย์ 2 เดือน จำคุกนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ 2 ปี 19 เดือน และจำคุกนางทองเรศ วงศ์ศรีชา 2 ปี 12 เดือน ส่วนจำเลยที่ 6-8 คือนายเสน่ห์ สุพรรณ นางรจนา จันทรัตน์ และ น.ส.วาสนา เพ็ชรทอง ศาลพิพากษายกฟ้อง

ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลยที่ 1 คือนางจอมทรัพย์ เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 นายสุริยา หรือครูอ๋อง เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 นางทัศนีย์ 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 7 นายนิรันดร์ 1 เดือน 10 วัน และจำคุกจำเลยที่ 8 นางทองเรศ 1 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 4, 5, 6 ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง

ที่มาเว็บ  ผู้จัดการออนไลน์

 คลิ๊ก ) สมัครพัฒนาความรู้   


โดย  อ./ผอ.นิกร  ติวสอบดอทคอม 


(ฟรีสรุป-ข้อสอบ-เฉลย ภาค กขค)

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ติวสอบรอบรู้เด่น ในรอบสัปดาห์ 7-15 มิ.ย.2563

อ่านชัด-อ่านครบ กด ดูเวอร์ชั่นสำหรับเว็บ (ด้านล่าง) 
เรื่องใหม่น่าสนใจ  (ทั้งหมด ที่ ) 



(เนื้อหา-ข้อสอบ 1,000 ชุุด หมื่นข้อ ภาค กข


40 วิชาเอก) ที่ ห้องสอบด้านขวา หรือ 


เว็บฟรีข้อสอบ 1,000 ชุด ที่ ติวสอบดอทคอม 

คลิ๊ก www.tuewsob.com โดย อ.นิกร


 คลิ๊ก ) สมัครพัฒนาความรู้   

ติวสอบรอบรู้เด่น  ในรอบสัปดาห์ 7-15 มิ.ย.2563

ภาพ ตั้ว-ศรัณยู วาดโดย ประภาส ชลศรานนท์ ศิลปินแห่งชาติ นักคิด นักเขียน นักแต่งเพลง

1.สุดเศร้า! มะเร็งตับคร่าชีวิต "ตั้ว-ศรัณยู" ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพวงมาลาวางหน้าหีบศพ ด้าน "อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์" ชื่นชมเป็น "คนไทยสมบูรณ์แบบที่สุด"!

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. วงการบันเทิงได้สูญเสียดารานักแสดงและผู้กำกับชื่อดัง “ตั้ว” ศรัณยู วงษ์กระจ่าง วัย 59 ปี หลังเข้ารักษาตัวด้วยโรคมะเร็งตับระยะสุดท้ายที่โรงพยาบาลจุฬาฯ โดย “เปิ้ล” หัทยา วงษ์กระจ่าง ภรรยาคู่ชีวิต ได้โพสต์ในอินสตาแกรมว่า “อยากให้เวลาเดินช้าๆ ขอเวลาสักหน่อย” พร้อมภาพวิวจากตึก ภูมิสิริมังคลานุสรณ์ รพ.จุฬา ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นช่วงเวลาก่อนที่สามีจะจากโลกนี้ไปไม่นาน

ซึ่งต่อมา หลังข่าวการเสียชีวิตของ ตั้ว-ศรัณยู บุคคลหลายแวดวง ทั้งวงการบันเทิงและผู้ที่เคยร่วมเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อสถาบันและความถูกต้องในบ้านเมืองได้โพสต์แสดงความอาลัยต่อการจากไปของ ตั้ว-ศรัณยู จำนวนมาก เช่น นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้เขียนข้อความไว้อาลัยด้วยลายมือระบุว่า “ในชีวิตผมมีความเสียใจมากที่สุดกับการเสียชีวิตของบิดาและมารดา เสียใจมากที่สุดอีกครั้งกับการจากไปของภรรยา (คุณจันทน์ทิพย์ ลิ้มทองกุล) ...วันนี้ก็เป็นอีกวันที่รู้สึกเสียใจที่สุดเช่นกัน เพราะตั้วเหมือนน้องชายแท้ๆ ...ตั้วเป็นมนุษย์ในความเป็นมนุษย์ เป็นคนที่มีจิตใจดีงามมากๆ ...ผมกับตั้วไม่ค่อยได้เจอกันตั้งแต่ออกจากเรือนจำมา ได้รับแต่ข่าวการเจ็บไข้ได้ป่วย ด้วยความเป็นห่วงมากๆ อาจจะเป็นเพราะเราใจถึงใจกันมาตั้งแต่การร่วมกันต่อสู้เพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2549 ...ทุกวันนี้ผมทำบุญตักบาตรทุกวันเสาร์ อาทิตย์ และสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม ทำสมาธิภาวนาทุกๆ เช้า จบลงทุกครั้งทุกวันก็จะแผ่เมตตา อุทิศกุศลผลบุญดังกล่าวให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้วที่ผมรักและเคารพ จากวันนี้ก็ต้องเพิ่มตั้วเข้าไปอีกคนจากกลุ่มคนที่ผมแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้ และก็คงจะต้องทำให้ตั้ว ทุกๆ วันจนกว่าผมจะจากโลกนี้ไป ...ด้วยความรักและอาลัยอย่างที่สุดกับน้องรักคนนี้ ขอให้ตั้วไปที่ดีๆ และมีความสุข และสงบ"

ขณะที่เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติและกวีซีไรต์ แต่งกลอน "ดาวศรัณยู" เพื่อแสดงความอาลัยต่อการจากไปของ ตั้ว-ศรัณยู ว่า "เธอผู้เป็นพลังใจให้มวลชน เธอผู้กล้าฝ่าหนกลางฝนห่า เธอผู้ถือธงธรรมนำประชา เธอคือดาวผ่องหล้านภาดิน บนเวทีละคร ขจรจบ เจนจัดครบบทบาท ทุกศาสตร์ศิลป์ เวทีสื่อสารสื่อ ระบือระบิล ศิลปินหนึ่งนำเป็นตำนาน กำกับโลกการแสดงก็แกร่งกล้า กำกับโลกโชคชะตาก็กล้าหาญ ทั้งโลกจริงโลกแสดงแกร่งตระการ ให้ผู้คนกล่าวขานอยู่นานยาว โอ้ว่าดวงดาวคล้อยมาลอยล่วง อัญเชิญดาวหยาดดวงคืนห้วงหาว ไปส่องแสงศรัทธาในฟ้าพราว ให้ฟ้าฝากเฝ้าดาวคอยเฝ้าดู ยืนหยัดชัดเจนเป็นศิลปิน ทั้งงานศิลป์สร้างสรรค์งานต่อสู้ กระจ่างชัดทัดทานต้านศัตรู ศรัณยู วงษ์กระจ่าง กระจ่างใจ"

ด้านประภาส ชลศรานนท์ ศิลปินแห่งชาติ นักคิด นักเขียน นักแต่งเพลง ได้โพสต์ภาพวาด ตั้ว-ศรัณยู ที่เพิ่งวาดเสร็จ พร้อมเขียนบทกลอนผ่านเฟซบุ๊กว่า "เป็นเพื่อนเป็นพี่น้อง เป็นครู เป็นศิษย์ซึ่งกตัญญู ยิ่งแล้ว เป็นพสกนิกรผู้ จงรัก เป็นถ้วนแล้วพ่อแก้ว. กระจ่างแท้ศรัณยู"

สำหรับพิธีศพ ตั้ว-ศรัณยู มีขึ้นที่วัดนาคปรก ซอยเทอดไทย 49 ภาษีเจริญ กทม. โดยเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพวงมาลาวางที่หน้าหีบศพนายนรัญยู (ศรัณยู) วงษ์กระจ่าง

ต่อมา วันที่ 12 มิ.ย. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายจิตรพัฒน์ ไกรฤกษ์ เชิญพวงมาลาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ไปวางที่หน้าหีบศพนายนรัญยู (ศรัณยู) วงษ์กระจ่าง ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แก่ครอบครัววงษ์กระจ่าง อย่างหาที่สุดมิได้

ทั้งนี้ เปิ้ล-หัทยา ภรรยา ตั้ว-ศรัณยู เผยถึงอาการป่วยของสามีว่า เริ่มจากก่อนหน้านี้ที่มีปัญหากระดูกสันหลังข้อที่ 3 ยุบตัวลง และพบลิ่มเลือด แพทย์จึงเช็คอย่างละเอียดว่า ลิ่มเลือดเกิดจากอะไร จึงพบว่า พี่ตั้วเป็นมะเร็งตับ และลามไปที่กระดูก ซึ่งมะเร็งตับเกิดจากการที่พี่ตั้วมีภาวะไวรัสตับอักเสบบีอยู่แล้วแต่กลายพันธุ์เป็นมะเร็งตับ และว่า พี่ตั้วเป็นไวรัสตับอักเสบบีตั้งแต่ก่อนแต่งงาน ซึ่งปกติพี่ตั้วดูแลตัวเองและเช็คร่างกายตลอด แต่ช่วง 2 ปีหลังไม่ได้เช็ค ตอนแรกหมอลงความเห็นว่า น่าจะเป็นมะเร็งระยะ 3 และให้การรักษา จนพี่ตั้วสามารถออกมาทำงานได้อีกครั้ง กระทั่งปวดบริเวณสะบักและเอว ทำให้ต้องกลับไปหาหมออีกครั้ง

เปิ้ล-หัทยา เล่าต่อว่า “ซึ่งในครั้งนั้นคุณหมอก็ลงความเห็นว่าควรจะต้องพัก เนื่องจากกระดูกของเขาทรุดเพิ่ม เราจึงเข้าสู่กระบวนการฉายแสง แต่ด้วยความที่ตับมันอยู่ใกล้กับท้องอยู่ใกล้กับกระเพาะ เลยทำให้เวลาพี่ตั้วทานอาหารเขารู้สึกพะอืดพะอม ไม่ค่อยอยากทานอาหารสักเท่าไหร่ ประกอบกับเขามีภาวะแคลเซียมสูง ดังนั้น เมื่อแคลเซียมสูงมันก็จึงไปทำลายระบบความคิด ระบบการพักผ่อน และทำให้เขาเริ่มไม่อยากนอน”

เปิ้ล-หัทยา ยังบอกด้วยว่า ไม่คิดว่า สามีจะจากไปเร็วแบบนี้ คิดว่าเข้าโรงพยาบาลเพื่อเปลี่ยนยาในการรักษา “มันก็เร็วนะคะ เร็ว ตอนแรกเราคิดว่าการไปโรงพยาบาลครั้งนี้ น่าจะทำให้เขาแข็งแรงขึ้น เพื่อที่จะเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนยา ไม่ได้คิดเลยว่า... ไม่ได้คิดเลย (น้ำตาคลอ)”

สำหรับกำหนดการสวดพระอภิธรรม ตั้ว-ศรัณยู เริ่มตั้งแต่วันที่ 11-17 มิ.ย. และพระราชทานเพลิงศพวันที่ 18 มิ.ย.เวลา 17.00 น. โดยมีเพื่อนและบุคคลในแวดวงบันเทิง รวมถึงแวดวงการเมืองมาร่วมแสดงความอาลัยต่อการจากไปของ ตั้ว-ศรัณยู จำนวนมาก อาทิ อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ แดง-ธัญญา วชิรบรรจง, ดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค, ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ, นายสนธิ ลิ้มทองกุล, พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตแกนนำพันธมิตรฯ, นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ฯลฯ

สำหรับ ตั้ว-ศรัณยู มีชื่อจริงว่า นรัณยู วงษ์กระจ่าง เกิดเมื่อวันที่ 17 ต.ค.2503 ที่ ต.กระดังงา อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม เป็นน้องชายของธเนศ วรากุลนุเคราะห์ มีพี่น้อง 4 คน โดยใช้คนละนามสกุลกัน เนื่องจากศรัณยูถูกป้าขอไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมตั้งแต่ยังเด็ก จึงใช้นามสกุลของป้ามาตลอด ในด้านการศึกษา จบมัธยมปลายจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จบปริญญาตรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีใจรักวงการบันเทิงและฝีมือด้านการแสดงตั้งแต่ยังเรียนอยู่ เริ่มต้นจากการเล่น “ละคอนถาปัด” ซึ่งเป็นละครเวทีโดยนิสตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ

เมื่อจบการศึกษา ได้มีผลงานทางโทรทัศน์ รายการ เพชฌฆาตความเครียด ส่วนงานด้านอาชีพนักแสดง เป็นพระเอกที่ได้รับความนิยมอย่างสูง มีทั้งผลงานละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และละครเวที มากกว่า 100 เรื่อง สำหรับผลงานละครโทรทัศน์ ได้แก่ เก้าอี้ขาวในห้องแดง, ระนาดเอก, บ้านทรายทอง และ พจมาน สว่างวงศ์, ดอกฟ้าและโดมผู้จองหอง, วนาลี, น้ำเซาะทราย, มนต์รักลูกทุ่ง, นายฮ้อยทมิฬ ฯลฯ ส่วนผลงานละครเวทีที่เป็นที่จดจำมากที่สุด คือ สู่ฝันอันยิ่งใหญ่

นอกจากนี้ ตั้ว-ศรัณยู ยังมีผลงานพิธีกร ผู้กำกับละครโทรทัศน์ และผู้กำกับภาพยนตร์มากมายหลายเรื่อง และได้ออกมาร่วมเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อปกป้องสถาบันและบ้านเมืองกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ทั้งนี้ อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ซึ่งเป็นคนในวงการบันเทิงที่สนิทกับ ตั้ว-ศรัญยู มากที่สุด กล่าวว่า "พี่ตั้วเป็นคนที่ทรงคุณค่าทั้งชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ศาสนาพี่ตั้วอยู่ใกล้วัดนาคปรก บำรุงตลอด ชาติเรารู้ว่าพี่ตั้วทำอะไร พระมหากษัตริย์ ก็มีพวงหรีดมา พระราชทานหรีดมา เพราะอะไร เพราะคนๆ นี้ รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นคนไทยที่สมบูรณ์แบบที่สุด"

2.ศบค. เห็นชอบคลายล็อก ระยะ 4 ยกเลิก "เคอร์ฟิว" ไฟเขียว "จัดเลี้ยง-คอนเสิร์ต-ดื่มเหล้าในร้าน" ยังเบรกผับบาร์-อาบอบนวด!



เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แถลงผลประชุม ศบค. ว่า การผ่อนคลายมาตรการในระยะที่ 4 ในส่วนมาตรการการบังคับใช้กฎหมายนั้น ที่ประชุมเห็นชอบยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิว) โดยจะเริ่มบังคับใช้วันที่ 15 มิ.ย. แต่ยังคงควบคุมการเดินทางเข้าราชอาณาจักร ทั้งทางบก น้ำ และอากาศ เนื่องจากคนติดเชื้อส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศทั้งสิ้น จึงยังต้องคงไว้ แต่คนในประเทศเดินทางได้ตลอดเวลา ไม่มีเคอร์ฟิว ทั้งนี้ ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวว่า เริ่มมีผลตั้งแต่เวลา 23.00 น.วันที่ 14 มิ.ย.

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวถึงการคลายล็อกระยะที่ 4 ว่า มีดังนี้ 1.การผ่อนผันการใช้อาคารสถานที่ของโรงเรียนและสถาบันการศึกษา มีประเด็นสำคัญ คือ อนุญาตการเรียนการสอนของโรงเรียนนานาชาติ หรือสถาบันการศึกษาหลักสูตรนานาชาติ และโรงเรียนนอกระบบ ประเภทกวดวิชา รวมถึงอนุญาตจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนในระบบที่มีนักเรียน รวมทั้งโรงเรียนไม่เกิน 120 คน คือ โรงเรียนขนาดเล็ก บางที่อยู่ไกล หรืออยู่ใน กทม. ถ้ามีขนาดเล็ก สามารถจัดเตรียมได้เร็ว ก็สามารถเปิดได้วันที่ 15 มิ.ย.นี้ รวมถึงโรงเรียนตระเวนชายแดน ก็สามารถจัดการศึกษาได้ นอกจากนี้ ยังสามารถใช้อาคารสถานที่ของหน่วยงานราชการ หน่วยงานในกำกับของรัฐเพื่ออบรมสัมมนาหลักสูตรฝึกอบรมที่หน่วยงานจัดขึ้น

2. กิจกรรมด้านเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิต ประกอบด้วย ก. การจัดประชุม อบรมสัมมนา นิทรรศการ งานพิธี การจัดเลี้ยง การแสดงดนตรี นาฏศิลป์ คอนเสิร์ต และกิจกรรมต่างๆ ที่จัดในโรงแรม โรงมหรสพ ห้องประชุม ศูนย์ประชุม ศูนย์การแสดงสินค้า โรงภาพยนตร์ และสถานที่อิ่นๆ ใช้เกณฑ์คิด 4 ตารางเมตรต่อคน ดังนั้น การจัดงานอีเวนต์ จัดเลี้ยง เปิดตัวสินค้า ประกวด แข่งขันกีฬา สามารถจัดได้ แต่ต้องมีระยะนั่งหรือยืนห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร ส่วนงานดนตรี คอนเสิร์ต ต้องดูแลเรื่องความหนาแน่น ไม่แออัดเกินไป ไร้ระเบียบ โดยยึดเกณฑ์ 5 ตารางเมตรต่อคน

ข. บริโภคสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในภัตตาคาร สวนอาหาร ศูนย์อาหาร โรงแรม ร้านอาหาร หรือเครื่องดื่มทั่วไป หรือสถานที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ยกเว้นสถานบริการ สถานบันเทิง ผับบาร์ คาราโอเกะ และโรงเบียร์ ยังไม่อนุญาตเปิดดำเนินการ

ค. สถานรับเลี้ยงเด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เด็กก่อนวัยเรียน สถานดูแลผู้สูงอายุ สถานสงเคราะห์ที่ดูแลเด็กและผู้สูงอายุแบบรายวัน เดิมอยู่นอนได้แล้ว ตอนนี้รายวันทำได้ ง. ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา เช่น ท้องฟ้าจำลอง ให้เข้าชมเป็นกลุ่มเป็นรอบ จ. การถ่ายทำรายการโทรทัศน์ กองถ่าย รวมทุกแผนกไม่เกิน 150 คน ส่วนคนชมไม่เกิน 50 คน

3. กิจกรรมด้านการออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพ สันทนาการ ประกอบด้วย ก. อบตัว อบสมุนไพร อบไอน้ำ ในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ยกเว้น สถานประกอบกิจการอาบน้ำ อาบ อบ นวด ยังไม่อนุญาต แต่ให้จัดบริการแบบแยกห้องเดี่ยว กรณีห้องรวมหรือบ่อออนเซนรวม ให้ควบคุมจำนวนผู้ใช้บริการ จำกัดจำนวนผู้ใช้ต่อรอบ คิดเกณฑ์ 5 ตารางเมตรต่อคน

ข. การออกกำลังกายแบบกลุ่มในสวนสาธารณะ เช่น แอโรบิก ไม่ควรเกิน 50 คน ค. สวนน้ำ สนามเด็กเล่น สวนสนุก ยกเว้นเครื่องเล่นที่ติดตั้งชั่วคราว หรือมีพื้นผิวสัมผัสมากเสี่ยงต่อการติดเชื้อในเด็ก เช่น บ้านบอล บ้านลม ง. สนามกีฬา สถานที่ออกกำลังกาย ลานกีฬาเพื่อการเรียนการสอนทุกประเภทกีฬา จัดให้มีการแข่งขัน แต่ต้องไม่มีผู้ชม แต่จัดการถ่ายทอดสดได้ จ. ตู้เกม เครื่องเล่นหยอดเหรียญ ที่ตั้งในห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า “มาตรการควบคุมทุกกิจกรรม มี 9 ด้าน คือ ทำความสะอาดพื้นผิว กำจัดขยะมูลฝอย สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาของผู้ให้บริการ การควบคุมการเข้าออก การลงทะเบียน การสวมหน้ากากของผู้ใช้บริการ ลงทะเบียนไทยชนะ ดูแลจำนวนคนตามกำหนด จุดล้างมือที่ต้องเพียงพอ”

ส่วนการขนส่งข้ามจังหวัดนั้น นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า การเดินทางโดยเครื่องบินนั้น สามารถใช้ที่นั่งได้เกือบ 100% จากเดิมที่ให้ใช้ 70% เนื่องจากแม้ที่นั่งใกล้กัน แต่การบินภายในประเทศใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ขณะที่การติดเชื้อใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง จึงให้มีการนั่งได้ แต่ต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ขึ้นเครื่องบิน ขณะที่รถโดยสาร เนื่องจากระบบระบายอากาศไม่เหมือนกับเครื่องบิน ต้องอยู่ที่ 70% และมีการลงทะเบียนเพื่อติดตามตัว

3.ไทยยังคุมโควิด-19 ได้ดี ไร้ผู้ติดเชื้อใน ปท. พบรายใหม่ในผู้เดินทางกลับจาก ตปท.เท่านั้น!

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (ศบค.)
นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (ศบค.)

สถานการณ์โคโรนาไวรัส 2019 หรือโควิด-19 ในไทย ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (ศบค.) แถลงว่า มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 7 ราย ซึ่งทั้งหมดพบในสถานกักกันของรัฐ (State Quarantine) ทั้งหมด ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง 7 ราย มาจาก 3 ประเทศ แบ่งเป็น กลับมาจากประเทศปากีสถาน 2 ราย เป็นนักศึกษาชาย กลับมาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 4 ราย เป็นเพศหญิง 3 ราย เป็นพนักงานนวด และนักเรียนชาย วัย 11 ปี กลับมาจากสหรัฐอเมริกา 1 ราย เป็นหญิงไทย

วันต่อมา 9 มิ.ย. พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษก ศบค. แถลงว่า มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 2 ราย รักษาหายกลับบ้านเพิ่ม 1 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดผู้ป่วยสะสมรวม 3,121 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 2,973 ราย ยังรักษาตัวใน รพ. 90 ราย เสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง 2 รายเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และเข้าสู่สถานกักกันที่รัฐจัดให้ (State Quarantine) โดยรายแรกเป็นนักศึกษาชายกลับมาจากซาอุดีอาระเบีย ส่วนอีกรายเป็นหญิง อายุ 31 ปี อาชีพพนักงานบริษัท กลับมาจากเนเธอร์แลนด์ ถึงไทยวันที่ 3 มิ.ย. เข้าพักในโรงแรมใน กทม. ตรวจวันที่ 3 มิ.ย. ผลบวกไม่ชัดเจน จึงให้เข้ารับการรักษา รพ.นพรัตนราชธานี กทม. และส่งตรวจซ้ำวันที่ 8 มิ.ย. จึงพบเชื้อ

วันต่อมา 10 มิ.ย. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงว่า มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 4 ราย รักษาหายกลับบ้านเพิ่ม 8 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดผู้ป่วยสะสมรวม 3,125 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 2,981 ราย ยังรักษาตัวใน รพ. 86 ราย เสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย โดยผู้ป่วยรายใหม่มาจากต่างประเทศ และอยู่ในสถานกักกันของรัฐ แบ่งเป็น มาจากมาดากัสการ์ 1 ราย เป็นชายไทย อายุ 44 ปี อาชีพพนักงานบริษัท, มาจากปากีสถาน 1 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 34 ปี สามีเป็นชาวปากีสถาน, มาจากอินเดีย 2 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 35 ปี โดย 1 รายมีอาชีพพนักงานนวด อีก 1 รายเป็นนักท่องเที่ยว

วันต่อมา 11 มิ.ย. พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษก ศบค. แถลงว่า ไม่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ หรือเป็น 0 ราย มีผู้รักษาหายกลับบ้านเพิ่ม 6 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม รวมยอดผู้ป่วยสะสมรวม 3,125 ราย ยังรักษาตัวใน รพ. 80 ราย ยอดผู้เสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย

วันต่อมา 12 มิ.ย. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงว่า มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่เพิ่ม 4 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดผู้ป่วยสะสมรวม 3,128 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 2,984 ราย ยังรักษาตัวใน รพ. 84 ราย เสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย สำหรับผู้ป่วยรายใหม่กลับมาจากอินเดียและอยู่ในสถานกักกันของรัฐทั้งหมด แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. หญิงไทย อายุ 39 ปี อาชีพแม่บ้าน 2. ชายไทยอายุ 37 ปี และ 53 ปี อาชีพรับจ้าง และหญิงไทยอายุ 44 ปี อาชีพพนักงานนวด

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวด้วยว่า หากนับผู้ป่วยติดเชื้อในประเทศถือว่าเป็น 0 เป็นเวลา 18 วันแล้ว แต่การ์ดต้องไม่ตก เพราะนักวิชาการบางท่านบอกว่า 28 วัน หรือ 2 เท่าของระยะฟักตัวของโรค แม้จะปลอดภัยปลอดเชื้อ แต่ทั่วโลกติดเชื้อวันละเป็นแสนรายก็ยังน่ากังวลใจ สำหรับประเทศอินเดีย ยังมีการติดเชื้อสูงที่สุดในเอเชีย ซึ่งมีคนไทยเดินทางกลับมาจากอินเดีย 2,445 คน พบผู้ป่วย 14 ราย อัตราติดเชื้อคิดเป็น 5.21% ถือว่าสูง

ล่าสุด วันนี้ (13 มิ.ย.) เฟซบุ๊กเพจศูนย์ข้อมูล COVID-19 โดยศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ได้เผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์ประจำวันของโรคโควิด-19 ประจำวันที่ 13 มิ.ย.ว่า มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 5 ราย ยอดผู้ป่วยยืนยันสะสมรวม 3,134 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 2,987 ราย ยังรักษาตัวใน รพ. 89 ราย ผู้เสียชีวิตรวมคงที่ 58 รายโดยผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง 5 ราย กลับมาจากต่างประเทศ คือ ซาอุดีอาระเบีย และเข้าสู่สถานกักกันที่รัฐจัดให้ (State Quarantine) โดยเป็นนักเรียน นักศึกษา เพศชายทั้งหมด เดินทางถึงประเทศไทยด้วยเครื่องบินลำเดียวกัน

4.ศาล รธน. ฟัน “ระวี รุ่งเรือง” พ้น ส.ว. เหตุเคยถูกไล่ออกจากราชการ ชี้ กม.ล้างมลทิน ลบล้างการกระทำไม่ได้!
นายระวี รุ่งเรือง สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อดีตนายกสมาคมการค้าเครือข่ายชาวนาไทยและเลขานุการคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ
นายระวี รุ่งเรือง สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อดีตนายกสมาคมการค้าเครือข่ายชาวนาไทยและเลขานุการคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยให้สมาชิกภาพของนายระวี รุ่งเรือง สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อดีตนายกสมาคมการค้าเครือข่ายชาวนาไทยและเลขานุการคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ สิ้นสุดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 111 (4) ประกอบมาตรา 108 ข จากกรณีมีลักษณะต้องห้าม (1) มาตรา 98 (8) และมาตรา 82 วรรคสี่ เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำการทุจริต ประพฤติมิชอบในวงราชการ โดยให้มีผลนับแต่วันที่ศาลมีคำวินิจฉัย

สำหรับกรณีนี้ สืบเนื่องจาก กกต.ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญหลังปรากฏหลักฐานว่า ก่อนที่นายระวีจะได้รับการสรรหาและแต่งตั้งเป็น ส.ว. เคยถูกลงโทษทางวินัย ให้ไล่ออกจากราชการ ฐานประพฤติชั่วอย่าง ร้ายแรง ตามคำสั่งกรมการปกครอง ที่ 689/2539 ลงวันที่ 15 ส.ค.2539 เนื่องจากขณะที่นายระวีเป็นเจ้าหน้าที่ปกครอง 3 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้เรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบคัดเลือกเข้าเป็นสมาชิกอาสารักษาดินแดน ถือเป็นพฤติกรรมในทางทุจริต และศาลปกครองสูงสุดเคยมีคำพิพากษาว่า การเรียกและรับเงินจากผู้ที่ประสงค์จะเข้ารับราชการ เพื่อเป็นค่าวิ่งเต้นให้ได้เข้ารับราชการนั้น เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และความร้ายแรงอยู่ที่ระดับเดียวกับกรณีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า “นายระวีจึงเป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามเป็น ส.ว. แม้ในเวลาต่อมา นายระวีจะได้รับการล้างมลทินตาม พ.ร.บ.ล้างมลทิน ปี 2539 และ พ.ร.บ.ล้างมลทินปี 2550 ก็มีความหมายเพียงว่า นายระวีไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยให้ไล่ออกจากราชการเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่า ความประพฤติหรือการกระทำของผู้ถูกร้องที่เป็นเหตุให้ถูกลงโทษทางวินัยถูกลบล้างไปด้วยแต่อย่างใด ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 694/2539 ที่ได้วางหลักไว้ในกรณีนี้ จึงถือว่ามีเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ว.ของนายระวีสิ้นสุดลง”

ด้านนายระวีกล่าวหลังฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า ยอมรับและเคารพคำวินิจฉัยที่ออกมา แต่ก็ยังมีประเด็นคาใจว่า เคยถูกลงโทษทางวินัยครั้งแรกลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น ในปี 2536 ต่อมาปี 2539 เดือน มิ.ย. มี พ.ร.บ.ล้างมลทินออกมา แต่อนุกรรมการข้าราชการพลเรือนของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กลับมีมติในเดือน ส.ค.2539 ให้เพิ่มโทษตนเป็นไล่ออกจากราชการ ทั้งที่ตาม พ.ร.บ.ล้างมลทิน ปี 2539 กำหนดห้ามมีการเพิ่มโทษบุคคลที่ได้รับโทษทางวินัยไปบางส่วนแล้ว ตนจึงเห็นว่า เมื่อ พ.ร.บ.ล้างมลทิน ปี 2539 มีการกำหนดห้ามเพิ่มโทษแล้ว ตนก็ต้องไม่เป็นผู้ถูกไล่ออกจากราชการ ได้ชี้แจงเรื่องนี้ในคำชี้แจงที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญไปก่อนหน้านี้ แต่ศาลฯ คงไม่ได้พิจารณา ก็ไม่เป็นไร พร้อมเคารพ

มีรายงานว่า หลังศาลรัฐธรรมนูยมีคำวินิจฉัยให้นายระวี รุ่งเรือง พ้นสภาพการเป็น ส.ว. ส่งผลให้จะต้องมีการเลื่อน ส.ว.จากรายชื่อในบัญชีสำรองขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน โดยผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในลำดับถัดไป ที่จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนนายระวี คือ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

5.น้องชายพระกิตติวุฑโฒ “บุญช่วย-ลูก” นอนคุก หลังศาลไม่ให้ประกันตัว คดีฮุบที่ดิน 3.8 พันไร่!


เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ตำรวจกองปราบฯ นำโดย พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ และ พ.ต.อ.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ รองผู้บังคับการปราบปราม (รอง ผบก.ป.) ได้นำกำลังพร้อมอาวุธครบมือ นำหมายค้นจากศาลอาญาเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 32/21 หมู่ 10 ต.คลองพลู อ.เขาคิชกูฏ จ.จันทบุรี เพื่อเข้าจับกุมนายบุญช่วย เจริญสถาพร อายุ 80 ปี น้องชายอดีตพระกิตติวุฑโฒ ภิกขุ อดีตเจ้าอาวาสวัดจิตตภาวัน จ.ชลบุรี และนายกิตติพงษ์ เจริญสถาพร อายุ 43 ปี บุตรชายนายบุญช่วย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาเบิกความเท็จต่อศาล ให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ และร่วมกันยักยอกทรัพย์ ซึ่งขณะเข้าจับกุม ผู้ต้องหากำลังนอนหลับอยู่

สำหรับการเข้าจับกุมผู้ต้องหา 2 คนนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4 ก.พ.2561 มูลนิธิอธิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย ได้ส่งตัวแทนเข้าแจ้งความเอาผิดนายบุญช่วย น้องชายอดีตพระกิตติวุฑโฒ และอดีตประธานมูลนิธิอธิธรรมมหาธาตุว่า ได้ยักยอกที่ดินในพื้นที่ ต.พลวง ต.ตะเคียนทอง อ.เขาคิชฌกูฏ และบางส่วนใน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ของมูลนิธิฯ กว่า 3,800 ไร่ ไปเป็นของตนเอง โดยมีการสวมสิทธิการครอบครองและนำไปออกโฉนดโดยมิชอบด้วยการแจ้งเท็จต่อศาลแพ่งและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่า เดิมที ที่ดินผืนดังกล่าวเป็นที่ดิน สปก.มีนายสมพล โกศลานันท์ เป็นผู้ครอบครอง กระทั่งปี 2513-2515 พระกิตติวุฑโฒ ในขณะนั้นได้ก่อตั้งมูลนิธิอธิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย พร้อมเปิดรับบริจาครวบรวมเงินจากชาวบ้านมาเป็นทุนซื้อที่ดินผืนดังกล่าวจากนายสมพล เพื่อนำมาใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ของพระสงฆ์ ในราคา 12 ล้านบาท แต่จ่ายเงินไปเพียง 8 ล้าน อีก 4 ล้านยังไม่ได้ชำระ แต่นายสมพลเห็นว่า จะนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ทางศาสนา จึงมอบที่ดินให้ไปใช้ประโยชน์ก่อน

หลังพระกิตติวุฑโฒได้ที่ดินมาแล้ว ได้มอบหมายให้นายบุญช่วย น้องชาย เป็นผู้ดูแลที่ดิน แต่เมื่อพระกิตติวุฑโฒมรณภาพ เมื่อปี 2548 นายบุญช่วยและบุตรชายกลับวางแผนที่จะเข้าครอบครองที่ดินผืนดังกล่าวมาเป็นของตนเอง โดยในปี 2550 นายบุญช่วยไปยื่นเรื่องฟ้องร้องนายเรวัฒิ โกศลานันท์ ลูกชายของนายสมพล ในฐานะเป็นผู้รับมรดก เพื่อให้โอนที่ดินดังกล่าวมาเป็นของตัวเอง โดยมีนายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความชื่อดังเป็นทีมทนายความ กระทั่งศาลจังหวัดจันทบุรี มีคำพิพากษาให้ทายาทของนายสมพล โอนที่ดินดังกล่าวไปเป็นชื่อของนายบุญช่วยตามที่ร้องขอ

จากนั้นปี 2554-2555 นายบุญช่วยไปยื่นขอเปลี่ยนสิทธิที่ดิน ส.ป.ก.เป็นโฉนดที่ดิน ต่อมา น.ส.เขมจิรา บัณฑูรนิพิท และ พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ อดีตรองจเรตำรวจ ซึ่งเป็นทายาทรุ่นหลานของนายสมพล เห็นความผิดปกติ และไม่พอใจ เพราะที่ดินดังกล่าวไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางศาสนาตามวัตประสงค์เดิม จึงเกิดการฟ้องร้องเป็นคดีขึ้นหลายคดี โดยความขัดแย้งบานปลายถึงขั้น พล.ต.ต.ธารินทร์ตัดสินใจใช้อาวุธปืนกราดยิงใส่ทีมทนายความของนายบุญช่วย ภายในศาลจังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2562 ทำให้ทีมทนายของนายบุญช่วย เสียชีวิต 2 คน คือ นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ และนายวิจัย สุขรมย์ ส่วนนายวิชัย อุดมธนภัทร ทนายความ และนางสุภาพร ปรมีศณาภรณ์ ภรรยานายบัญชา บาดเจ็บสาหัส

ทั้งนี้ หลังตำรวจสอบปากคำนายบุญช่วยและนายกิตติพงษ์ บุตรชายแล้ว ทั้งสองให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ซึ่งต่อมา วันที่ 11 มิ.ย. ตำรวจกองปราบฯ ได้นำตัว 2 ผู้ต้องหาดังกล่าวไปยื่นศาลอาญาขอฝากขัง พร้อมคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว

หลังศาลอนุญาตให้ฝากขัง ผู้ต้องหาได้ทั้งสองได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสดคนละ 1 ล้านบาท เพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราว ด้านศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงต่อพระพุทธศาสนา และมูลค่าความเสียหายในคดีสูง หากปล่อยตัวชั่วคราว เกรงว่า ผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานและอาจหลบหนีได้ จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

ที่มาเว็บ  ผู้จัดการออนไลน์

 คลิ๊ก ) สมัครพัฒนาความรู้   


โดย  อ./ผอ.นิกร  ติวสอบดอทคอม 


(ฟรีสรุป-ข้อสอบ-เฉลย ภาค กขค)

พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค

พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค
พัฒนาความรู้ครูผู้ช่วย 4 ภาค

ห้องสนทนา บน facebook

ห้องสนทนา บน facebook
ห้องสนทนาติวสอบดอทคอม

ข้อสอบออนไลน์ "ติวสอบดอทคอม" ชุดใหม่

คู่มือเตรียมสอบผู้บริหาร ภาค ก ข ค

แจ้งย้ายเว็บไปที่ www.tuewsob.com

คู่มือเตรียมสอบผู้บริหาร ภาค ก ข ค (ปรับปรุงใหม่)

รวม เล่ม + แผ่นพับ + ชีตช่วยจำ + DVD เนื้อหา + เสียงบรรยาย + EMS = 800 บาท
สนใจ คู่มือ ภาค ก ข ค ผู้บริหาร คลิ๊กเลย

สั่งจอง... โอนเงินเข้าชื่อบัญชี นายนิกร เพ็งลี ธนาคารกรุงไทย สาขาจอหอ บัญชีเลขที่ 341-1-38912-5 โอนเงินแล้วกรุณาโทรแจ้ง
0872494141 หรือ 0839660030

คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร

คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร
คู่มือ เตรียมสอบผู้บริหาร

ติวสอบออนไลน์ บน facebook

ติวสอบออนไลน์ บน facebook
ติวสอบออนไลน์ บน facebook

คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม

คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม
คลังหนังสือ ติวสอบดอทคอม

ติวสอบดอทคอม

ติวสอบดอทคอม
ติวสอบดอทคอม